ชวนรู้จัก "ไวรัสอีโบลา" พร้อมมาตรการคุมเข้ม

จากกระแสข่าวในต่างประเทศที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและยูกันดา เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) ส่งผลให้หลายคนเริ่มกังวลว่าเชื้อร้ายนี้จะหลุดรอดเข้ามาถึงประเทศไทยหรือไม่ อย่างไรก็ตามยังไม่เข้าขั้น Pandemic หรือมีความสามารถกระจายทั่วโลกเหมือนโควิด และขณะนี้ประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยทั้งรายสงสัยและรายยืนยัน

เราจะไปทำความเข้าใจกับโรคอีโบลาอย่างถูกต้อง พร้อมอัปเดตมาตรการเชิงรุกของประเทศไทยในการรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบัน

1. รู้จัก "ไวรัสอีโบลา" สายพันธุ์ใหม่ที่กำลังระบาด 😈

     โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา เป็นโรคติดเชื้อไวรัสรุนแรงกลุ่ม “ไข้เลือดออกจากไวรัส” (Viral Hemorrhagic Fever) เกิดจากเชื้อไวรัสในสกุล Orthoebolavirus ซึ่งอยู่ในตระกูล Filoviridae พบว่าการระบาดส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกา ที่ผ่านมายังจำกัดอยู่ในแอฟริกาเป็นหลัก โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ปกติมี 6 สายพันธุ์ แต่เกี่ยวข้องกับมนุษย์มี 4 สายพันธุ์  ซึ่งเป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่เกิดจากเชื้อไวรัสในตระกูล Filoviridae โดยสายพันธุ์ “แซอีร์ (Zaire)” มีวัคซีน และยารักษาแล้ว 💊ขณะที่การระบาดครั้งล่าสุดนี้ (พ.ค. 2569) เกิดจากสายพันธุ์บันดิบูเกียว (Bundibugyo ebolavirus) ซึ่งมีความท้าทายทางการแพทย์อย่างมาก เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนที่นำมาใช้ป้องกันหรือรักษาผู้ป่วยสายพันธุ์นี้ได้ ซึ่งอาจต้องใช้เวลา 3- 9 เดือนในการพัฒนาวัคซีน 💉

   การติดต่อของโรค

     ไวรัสอีโบลาไม่ได้ติดต่อกันง่ายๆ ผ่านทางอากาศเหมือนไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 แต่จะติดต่อผ่าน
    🔸การสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่ง เช่น เลือด, น้ำลาย, ปัสสาวะ, อุจจาระ, หรืออ้วก ของผู้ป่วยที่แสดงอาการแล้ว
    🔸การสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่ง เช่น เสื้อผ้า, ผ้าปูเตียง, หรือเข็มฉีดยา
    🔸การสัมผัสหรือกินเนื้อสัตว์ป่าที่ติดเชื้อ (เช่น ค้างคาวผลไม้ หรือลิง)

   อาการที่ต้องพึงระวัง

    ระยะฟักตัวของโรคจะอยู่ที่ประมาณ 2 ถึง 21 วัน โดยผู้ป่วยจะมีอาการตามลำดับดังนี้
     1. อาการเริ่มต้น: มีไข้สูงเฉียบพลัน อ่อนเพลียอย่างรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และเจ็บคอ
     2. อาการรุนแรงขึ้น:
อาเจียน ท้องเสีย มีผื่นขึ้น การทำงานของตับและไตลดลง
     3. ระยะอันตราย:
มีเลือดออกทั้งภายในและภายนอกร่างกาย (เช่น เลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหล หรือถ่ายเป็นเลือด) และระบบอวัยวะล้มเหลว

2. สถานการณ์และมาตรการเฝ้าระวังของประเทศไทย

    สถานการณ์ปัจจุบัน: ปัจจุบันยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาในประเทศไทย
    แม้ว่าความเสี่ยงในการแพร่ระบาดมายังแถบเอเชียจะยังอยู่ในระดับต่ำ แต่เพื่อความไม่ประมาท กระทรวงสาธารณสุขไทย โดยกรมควบคุมโรค ได้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดสูงสุด ดังนี้
    🔸ยกระดับการคัดกรองที่ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ:
เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจคัดกรองผู้เดินทางที่เดินทางมาจากหรือผ่านประเทศเสี่ยง (คองโก และยูกันดา) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติทุกแห่ง โดยมีการตรวจวัดอุณหภูมิ และตรวจสอบประวัติการเดินทางอย่างละเอียด  📝
    🔸มาตรการกักกันโรค 21 วัน (Quarantine): สำหรับผู้เดินทางที่มาจากพื้นที่ระบาดรุนแรง ได้แก่ประเทศ DR Congo และ Uganda ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะต้องถูกกักกันหรือคุมไว้สังเกตอาการเป็นเวลาอย่างน้อย 21 วัน  ขึ้นอยู่กับความเสี่ยง ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มีผลบังคับตั้งแต่ 21 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
    🔸ระบบติดตามอาการต่อเนื่อง: ในกลุ่มผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงต่ำกว่าที่ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศ จะมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขคอยติดตามและตรวจสอบสถานะสุขภาพทุกวันจนครบ 21 วัน
             1. “คุมไว้สังเกต” สำหรับผู้ที่ยังไม่มีอาการ สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ต้องอยู่ภายใต้การติดตามของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ซึ่งจะติดตามอาการและวัดไข้ทุกวันเป็นเวลา 21 วัน หากพบอาการผิดปกติเจ้าพนักงานควบคุมโรคจะส่งแยกกักที่โรงพยาบาลตามกฎหมาย และตรวจหาเชื้ออีโบลาทันที
             2. “กักกัน” สำหรับผู้ที่มีอาการป่วยหรือมีความเสี่ยงสูง จะส่งไปกักตัวที่สถาบันบำราศนราดูร หากครบ 21 วันแล้ว ไม่มีอาการป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่หากมีอาการป่วยจะมีการส่งวินิจฉัยเพิ่มเติม 
            3. 
“แยกกัก” ส่งแยกกักที่โรงพยาบาล สำหรับผู้ที่ตรวจพบว่ามีอาการเข้าข่ายตั้งแต่แรก
    🔸เตรียมความพร้อมระบบสาธารณสุข:
แจ้งเตือนไปยังโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศ ให้เฝ้าระวังผู้ป่วยที่มีประวัติเดินทางมาจากแอฟริกาและมีไข้สูง พร้อมทั้งเตรียมห้องแยกโรคความดันลบ (Negative Pressure Room) และชุดป้องกัน PPE ให้พร้อมใช้งานทันทีหากเกิดกรณีฉุกเฉิน

3. ข้อแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไป

สำหรับประชาชนคนไทยที่อยู่ในประเทศ ยังไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก เนื่องจากโอกาสที่โรคจะแพร่กระจายในชุมชนนั้นต่ำมาก อย่างไรก็ตาม มีข้อปฏิบัติที่ควรทราบดังนี้
     🔸ชะลอการเดินทาง:
หากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ควรงดหรือหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ยูกันดา หรือประเทศในแถบแอฟริกาที่มีรายงานการระบาด
     🔸หากจำเป็นต้องเดินทาง:
ให้หลีกเลี่ยงการไปโรงพยาบาลในพื้นที่ระบาด หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิต และไม่สัมผัสหรือบริโภคเนื้อสัตว์ป่าทุกชนิด
     🔸แจ้งประวัติเมื่อกลับไทย:
 ดำเนินการตามที่กรมควบคุมโรคประกาศ และหากเพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงภายใน 21 วัน แล้วมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดหัว หรือมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร ให้รีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทางให้แพทย์ทราบอย่างตรงไปตรงมา โดยหลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยรถสาธารณะเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ (ถ้ามี)

การรับฟังข่าวสารอย่างมีสติและร่วมมือกับมาตรการของภาครัฐ จะช่วยให้ประเทศไทยปลอดภัยจากภัยคุกคามของโรคติดต่ออุบัติใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

❤️️ ขอบคุณที่มาข้อมูล : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar