ในโลกยุคเก่า เราวัดความแข็งแกร่งของประเทศด้วยจำนวนรถถัง ขีปนาวุธ หรือขนาดของกองทัพที่เราเรียกว่า Hard Power แต่ในโลกยุคใหม่ที่การสู้รบย้ายจากสมรภูมิมาอยู่ในหน้าจอและไลฟ์สไตล์ "อาวุธ" ที่ทรงพลังที่สุดอาจไม่ใช่กระสุนปืน แต่เป็น "วัฒนธรรม" ที่ทำให้คนทั้งโลกหลงรักโดยไม่รู้ตัว
นี่คือเรื่องราวของ Soft Power อำนาจละมุนที่เปลี่ยน "ความชื่นชม" ให้กลายเป็น "เม็ดเงิน" มหาศาล
คำนิยามดั้งเดิมของ Joseph Nye แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระบุว่า Soft Power คือความสามารถในการชักจูงใจให้ผู้อื่น "ยอมรับ" หรือ "คล้อยตาม" ในสิ่งที่เราต้องการ โดยไม่ต้องใช้การบังคับหรือการจ่ายเงินซื้อ
พูดให้เห็นภาพคือ:
Hard Power: "ถ้าคุณไม่ทำตามผม ผมจะคว่ำบาตรคุณ" (บังคับ)
Soft Power: "ผมไม่ได้บังคับนะ แต่คุณอยากกินอาหารของผม อยากใส่เสื้อผ้าแบบผม และอยากมาเที่ยวบ้านผมเอง" (ดึงดูด)
ทำไมทุกประเทศถึงอยากมี Soft Power? คำตอบสั้นๆ คือ "เศรษฐกิจ" ครับ เมื่อวัฒนธรรมหนึ่งเข้าไปนั่งในใจคนได้สำเร็จ สินค้าและบริการที่พ่วงมากับวัฒนธรรมนั้นจะขายได้โดยไม่ต้องพยายามมาก
การส่งออกสินค้า: เมื่อคุณดูซีรีส์เกาหลี คุณจะอยากกินรามยอน ใช้เครื่องสำอางแบรนด์โซล และเปลี่ยนมือถือเป็นซัมซุง
อุตสาหกรรมท่องเที่ยว: สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ กลายเป็นจุดเช็คอินที่คนยอมจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินข้ามโลกเพื่อไปสัมผัส
มูลค่าเพิ่ม (Value Added): กางเกงมวยไทยหนึ่งตัว อาจมีต้นทุนไม่กี่ร้อยบาท แต่ถ้ามันถูกสวมใส่โดยศิลปินระดับโลกบนเวทีคอนเสิร์ต มูลค่าและแรงปรารถนาที่จะครอบครองจะพุ่งสูงขึ้นทันที
หากจะพูดถึงต้นแบบที่ทำสำเร็จที่สุดคงหนีไม่พ้น เกาหลีใต้ ที่ผลักดันนโยบาย "Korean Wave" (Hallyu) อย่างเป็นระบบมานานกว่า 20 ปี จนทำให้สินค้าเกาหลีกลายเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย
สำหรับประเทศไทย เรามีต้นทุนที่แข็งแกร่งมากที่เรียกกันว่า 5F:
Food: อาหารไทยที่เป็นครัวของโลก
Film: ภาพยนตร์และซีรีส์ (โดยเฉพาะซีรีส์วายที่ขยายฐานแฟนคลับไปทั่วเอเชีย)
Fashion: ผ้าไทยและดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่
Fighting: มวยไทยที่เป็นมากกว่ากีฬา แต่คือไลฟ์สไตล์การออกกำลังกายระดับโลก
Festival: งานสงกรานต์และประเพณีท้องถิ่นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว
ความท้าทายใหญ่ของการสร้าง Soft Power คือมัน "สั่งไม่ได้" ครับ หลายครั้งที่พยายาม "ยัดเยียด" วัฒนธรรมที่ดูดีบนหิ้งแต่คนเข้าไม่ถึง ผลลัพธ์ที่ได้มักจะล้มเหลว
Soft Power ที่ทรงพลัง ต้องเริ่มต้นจาก "อิสระ" วัฒนธรรมจะดึงดูดคนได้ก็ต่อเมื่อมันมีความเป็นธรรมชาติ มีความคิดสร้างสรรค์ที่สดใหม่ และไม่ถูกจำกัดอยู่แค่กรอบของจารีตประเพณีแบบเดิมๆ ความเท่ (Coolness) เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของภาคเอกชน โดยมีภาครัฐเป็น "ผู้สนับสนุน" ไม่ใช่ "ผู้กำกับ"
ในยุคที่ทรัพยากรธรรมชาติอาจหมดไป แต่ "ความคิดสร้างสรรค์" และ "วัฒนธรรม" เป็นทรัพยากรที่ยิ่งใช้ยิ่งงอกเงย หากไทยสามารถเจียระไนต้นทุนทางวัฒนธรรมให้เข้ากับรสนิยมโลกได้ Soft Power จะไม่ใช่แค่คำสวยหรูในแผนยุทธศาสตร์ แต่จะเป็น "อาวุธเศรษฐกิจ" ที่กินยาวและยั่งยืนที่สุดในศตวรรษที่ 21 นี้ครับ