ชุมชนปลอดภัย ได้ลูกหลานกลับคืน: เมื่อภาครัฐจับมือชุมชน ทวงคืนอนาคตจากภัยยาเสพติด

ปัญหายาเสพติดเป็นภัยคุกคามที่กัดเซาะรากฐานของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในระดับชุมชนที่เปราะบาง ภาครัฐภายใต้การนำของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) จึงได้ผลักดันโครงการ “ชุมชนปลอดภัย ได้ลูกหลานกลับคืน” เพื่อเป็นคำมั่นสัญญาว่าภาครัฐจะไม่ทอดทิ้งประชาชน และพร้อมที่จะทวงคืนอนาคตของเยาวชนกลับคืนสู่ครอบครัวอย่างยั่งยืน

“บางบัวโมเดล” หัวใจสำคัญของการบูรณาการ
โครงการนี้มีจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ณ ชุมชนวัดบางบัว เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ซึ่งถูกยกระดับให้เป็นชุมชนต้นแบบ โดยเป็นการทำงานร่วมกันแบบไร้รอยต่อระหว่างหน่วยงานหลัก ได้แก่ บช.ปส., สำนักงาน ป.ป.ส., กรุงเทพมหานคร, และสำนักอนามัย  ภายใต้นโยบายที่เน้นการ “เข้าถึงดิน” เปลี่ยนจากรัฐที่เพียงแค่สั่งการ เป็นรัฐที่ลงมือทำงานเคียงข้างประชาชน
รายละเอียดของโครงการครอบคลุม 4 แกนหลักสำคัญ ได้แก่
   1. มิติด้านการปราบปรามและบำบัด (เด็ดขาดแต่มีความหวัง) มุ่งเน้นการตัดวงจรผู้ค้าและคืนคนดีสู่สังคม โดยมีการปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายอย่างจริงจังเพื่อลดการแพร่ระบาด และประสานส่งต่อผู้ป่วยจิตเวชเข้าสู่กระบวนการรักษาและดูแลสุขภาพจิตอย่างเหมาะสม
   2. มิติด้านการสร้างภูมิคุ้มกัน (ปลูกฝังจากต้นกล้า) 
       ยุวชนสยบไพรี: จัดกิจกรรมสร้างความรู้ให้แก่เยาวชนโรงเรียนบางบัวกว่า 200 คน พร้อมคัดเลือก ผู้นำยุวชนสยบไพรี 10 คน เพื่อทำหน้าที่เป็นหูเป็นตา
       ชุมชนสีขาว: สุ่มตรวจปัสสาวะกลุ่มเสี่ยงเยาวชน 23 คน ไม่พบสารเสพติด และเจ้าอาวาสวัดบางบัวนำตรวจพระภิกษุ 35 รูป ซึ่งไม่พบสารเสพติดเช่นกัน สร้างความมั่นใจให้ชุมชน
   3. มิติด้านการปรับภูมิทัศน์ (เปลี่ยนจุดเสี่ยงเป็นจุดใส) 
       
ส่องสว่างทั่วถึง: ติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างและกล้องวงจรปิดในตรอกซอกซอย
       สิ่งแวดล้อมน่าอยู่: พัฒนาพื้นที่พื้นที่เสี่ยง เก็บขยะ ตัดแต่งต้นไม้ และปรับปรุงสะพานทางเดิน เพื่อลดปัจจัยก่ออาชญากรรม
   4. มิติด้านความยั่งยืนและสวัสดิการ (ดูแลถึงบ้าน)
       เยียวยาจิตใจและกาย: มอบเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่กลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ป่วยจิตเวช
       สร้างงานสร้างชีพ:
สำนักงานจัดหางาน กทม. ลงพื้นที่ให้คำปรึกษาด้านอาชีพ
       กติกาชุมชน: จัดตั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจประสานชุมชน และจัดทำ "ธรรมนูญและวาระชุมชนวัดบางบัว" เพื่อเป็นข้อตกลงร่วมกันในการเฝ้าระวังยาเสพติด

บทสรุป : ปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น     
   ภาครัฐแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียด ไม่ใช่เพียงแค่การจับกุม แต่รวมถึงการปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย เช่น การติดตั้งกล้อง CCTV และเพิ่มแสงสว่างในพื้นที่จุดเสี่ยง นอกจากนี้ ยังมีการลงพื้นที่เยี่ยมเยียนกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ป่วยจิตเวชจากการใช้ยาเสพติด เพื่อมอบของใช้จำเป็นและสร้างขวัญกำลังใจ
   กิจกรรมที่เป็นไฮไลต์สำคัญคือการแต่งตั้ง “ยุวชนสยบไพรี” เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและห่างไกลจากอบายมุข รวมถึงการจัดกิจกรรมสร้างความเชื่อมั่น เช่น การตรวจปัสสาวะพระภิกษุสงฆ์ในวัดบางบัวซึ่งผลออกมา “ไม่พบสารเสพติด” ช่วยสร้างศรัทธาและความมั่นใจให้กับคนในพื้นที่ว่าพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขายังคงปลอดภัย
   ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมและความยั่งยืน จากการดำเนินงานในชุมชนวัดบางบัว พบว่าสามารถจับกุมผู้ค้ารายย่อยได้ 4 ราย และมีผู้เสพสมัครใจเข้าบำบัดรักษา 5 ราย รวมถึงผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติดอีก 8 รายที่ได้รับการส่งตัวเข้ารักษา ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติ แต่หมายถึงจำนวนชีวิตที่ได้รับโอกาสเริ่มต้นใหม่ และครอบครัวที่ได้รับลูกหลานกลับคืนมา
   พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ยืนยันว่าภาครัฐจะ “ไม่หยุดเพียงเท่านี้” แต่จะติดตามเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้าที่หลบหนีไป เป้าหมายสูงสุดคือการเปลี่ยนบทบาทของคนในชุมชนจาก “ผู้รอรับการช่วยเหลือ” ให้กลายเป็น “พลังสำคัญ” ที่ดูแลชุมชนของตนเองได้อย่างยั่งยืน

"บางบัวโมเดล" คือข้อพิสูจน์อันเป็นรูปธรรมว่า เมื่อภาครัฐเห็นความสำคัญและจับมือกับชุมชนอย่างจริงจัง พลังความรักในครอบครัวและมิตรภาพที่ยั่งยืนระหว่างตำรวจกับประชาชน จะกลายเป็นเกราะคุ้มกันที่แข็งแกร่งที่สุดในการทวงคืนลูกหลานและอนาคตของชาติจากเงื้อมมือยาเสพติดอย่างยั่งยืน

แหล่งที่มา  กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar