
เรื่องราวเริ่มต้นที่ นางกากี มเหสีผู้มีรูปโฉมงดงามและกลิ่นกายหอมฟุ้งดั่งดอกบัว อยู่กินกับ ท้าวพรหมทัต แห่งกรุงพาราณสี ต่อมาความงามของนางได้ไปเตะตา พญาครุฑ (เวนไตย) ที่แปลงกายเป็นมานพหนุ่มมาเล่นสกาชิงชัยกับพระราชา
การลักพาตัว: พญาครุฑอาศัยจังหวะเผลอ ลักพานางกากีไปยังวิมานฉิมพลี
การตามหา: ท้าวพรหมทัตเสียพระทัย จึงส่ง คนธรรพ์ (นักดนตรี/ข้ารับใช้) ชื่อว่า นาฏกุเวร แอบเกาะขนครุฑตามไปเพื่อหานางกากี
ความซับซ้อน: นาฏกุเวรไม่เพียงแค่ไปดู แต่กลับใช้เสน่ห์และความสามารถด้านดนตรีเกี้ยวพาราสีนางกากีจนได้เสียกัน ขณะที่พญาครุฑไม่อยู่
เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ใช้ชั้นเชิงทางวรรณศิลป์ที่โดดเด่นมาก โดยเฉพาะ "บทอัศจรรย์" (บทรัก) ที่ใช้ธรรมชาติมาเป็นสัญลักษณ์ได้อย่างสละสลวย และ "บทตัดพ้อ" ที่สะเทือนอารมณ์
ตัวอย่างกลอนตอนพญาครุฑรำพึง:
"จะนิ่งนอนฟอนฟัดแต่ภิรมย์... เหมือนหนึ่งจมชลธารในบาดาล"
(สะท้อนถึงความหลงใหลที่ถอนตัวไม่ขึ้น)
นางกากีมักถูกตราหน้าว่าเป็นตัวแทนของ "หญิงแพศยา" หรือสตรีที่ไม่ซื่อสัตย์ แต่หากมองผ่านเลนส์สมัยใหม่ จะพบแง่มุมที่น่าสนใจ:
อำนาจที่เหนือกว่า: นางกากีถูกกระทำโดยผู้ที่มีอำนาจมากกว่าเสมอ ไม่ว่าจะเป็นพญาครุฑที่ลักพาตัวมา หรือนาฏกุเวรที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมเข้าหา
เหยื่อของสถานการณ์: ในยุคนั้น ผู้หญิงมักถูกมองเป็น "สมบัติ" ของผู้ชาย การที่นางต้องย้ายจากมือหนึ่งไปสู่อีกมือหนึ่ง จึงเป็นเรื่องของชะตากรรมที่นางแทบไม่มีสิทธิ์เลือก
เมื่อพญาครุฑทราบความจริงว่าถูกนาฏกุเวรสวมเขา และนางกากีไม่ซื่อสัตย์ต่อตน ก็เกิดความอับอายและโกรธแค้น จึงนำนางกลับมาคืนท้าวพรหมทัต สุดท้ายท้าวพรหมทัตสั่งลงโทษเนรเทศนางกากีลอยแพกลางทะเล ซึ่งเป็นบทสรุปที่โศกนาฏกรรมและสะท้อนถึงความเด็ดขาดของจารีตประเพณีโบราณ
| หัวข้อ | รายละเอียด |
| ผู้แต่ง | เจ้าพระยาพระคลัง (หน) |
| รูปแบบ | กลอนสุภาพ (กลอนแปด) |
| ตัวละครหลัก | ท้าวพรหมทัต, นางกากี, พญาครุฑ, นาฏกุเวร |
| ข้อคิด | ความหลงใหลในรูปสิริอาจนำมาซึ่งหายนะ และความซื่อสัตย์คือพื้นฐานของชีวิตคู่ |