
มหาชาติคำหลวง ถูกแต่งขึ้นในปี พ.ศ. 2025 โดยพระราชามานุพัทธ (สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตเพื่อช่วยกันแต่งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการ "สวด" ให้ประชาชนฟังในช่วงเทศกาลสำคัญ
โครงเรื่อง: นำมาจาก "เวสสันดรชาดก" ซึ่งเป็นชาติที่ 10 ในทศชาติชาดก (ชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก่อนบรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้า)
จุดประสงค์: เพื่อสอนเรื่อง "ทานบารมี" หรือการเสียสละสิ่งที่รักที่สุดเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
ความโดดเด่นที่สุดของมหาชาติคำหลวงคือการเป็น "คำหลวง" ซึ่งหมายถึงงานประพันธ์ที่รวบรวมคำประพันธ์หลายประเภทเข้าด้วยกันในเรื่องเดียว ได้แก่:
ร่ายยาว: ใช้สำหรับการเล่าเรื่องและพรรณนาความ
โคลง: เพื่อความกระชับและไพเราะ
ฉันท์: ให้ความรู้สึกสง่างามและเป็นทางการ
กาพย์: ช่วยให้การดำเนินเรื่องลื่นไหล
การผสมผสานนี้ทำให้ตัวเรื่องมีลีลาทางภาษาที่หลากหลาย ไม่ซ้ำซาก และสะท้อนถึงอัจฉริยภาพของกวีในยุคนั้น
มหาชาติคำหลวงแบ่งออกเป็น 13 กัณฑ์ (บท) โดยแต่ละกัณฑ์จะมีเนื้อหาและอารมณ์ที่แตกต่างกันไป ดังนี้:
เริ่มต้นที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อ พระนางผุสดี (อดีตมเหสีพระอินทร์) กำลังจะจุติลงมาเกิดในโลกมนุษย์ พระอินทร์จึงประทานพรให้ 10 ประการ เช่น ขอให้มีดวงตาสวยงามเหมือนเนื้อทราย, ขอให้มีผิวกายผุดผ่อง และขอให้ได้เป็นมารดาของพระโพธิสัตว์ผู้ใจบุญ
พระเวสสันดรประสูติและทรงครองเมืองสีพี ต่อมาเกิดภัยแล้งที่เมืองกลิงคราษฎร์ พราหมณ์จากเมืองนั้นมาขอ "ช้างปัจจัยนาเคนทร์" ซึ่งเป็นช้างคู่บารมีที่ทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล เมื่อพระองค์ประทานให้ ชาวเมืองสีพีโกรธแค้นมากจนพระเจ้าสัญชัย (พระบิดา) ต้องเนรเทศพระองค์ออกจากเมือง
ก่อนออกจากเมือง พระเวสสันดรทรงทำ "สัตตสดกมหาทาน" คือการแจกทานครั้งใหญ่ 7 ชนิด ชนิดละ 700 (เช่น ช้าง 700, ม้า 700, ทาส 700) เพื่อแสดงให้เห็นว่าพระองค์ไม่ยึดติดในทรัพย์สมบัติใดๆ เลย
การเดินทางของ 4 กษัตริย์ (พระเวสสันดร, พระนางมัทรี, ชาลี, กัณหา) มุ่งหน้าสู่เขาวงกต ระหว่างทางมีพราหมณ์มาขอม้าและรถม้า พระองค์ก็ประทานให้จนหมดสิ้น และต้องทรงอุ้มลูกเดินเท้าเข้าป่าเอง
เปิดตัว ชูชก พราหมณ์ผู้ขอทานจนรวย แต่ถูกเพื่อนโกงเงินไป จึงต้องไปขอ "อมิตดา" ลูกสาวเพื่อนมาเป็นเมีย อมิตดาถูกชาวบ้านรุมด่าว่ามีผัวแก่ เธอจึงใช้ให้ชูชกไปขอสองกุมาร (ชาลี-กัณหา) มาเป็นคนรับใช้เพื่อกู้หน้า
ชูชกเดินทางเข้าป่าไปพบกับ พรานเจตบุตร ผู้เฝ้าทางเข้าป่า ชูชกใช้ไหวพริบโกหกว่าตนเป็นราชทูตของพระเจ้าสัญชัย นำเอาพระราชสาส์นมาเชิญพระเวสสันดรกลับเมือง พรานเจตบุตรหลงเชื่อจึงยอมให้ผ่านทางไป
ชูชกเดินทางต่อจนพบกับ อัจจุตฤๅษี และใช้อุบายเดิมหลอกถามทางไปอาศรมของพระเวสสันดร ฤๅษีหลงกลและช่วยบอกทางอย่างละเอียดพร้อมพรรณนาความสวยงามของป่าใหญ่
จุดพีคของเรื่อง: ชูชกฉวยโอกาสตอนพระนางมัทรีไปหาผลไม้ เข้าไปขอพระชาลีและพระกัณหา สองกุมารกลัวจนต้องหนีไปแอบในสระบัว พระเวสสันดรต้องเรียกขึ้นมาและประทานให้ชูชกเพื่อบำเพ็ญ "ปุตตบารมี" (การสละลูก) ชูชกมัดมือสองกุมารและเฆี่ยนตีต่อหน้าพระเวสสันดร ซึ่งเป็นบทที่ทดสอบจิตใจมหาบุรุษอย่างที่สุด
พระนางมัทรีกลับมาจากป่าแต่หาลูกไม่พบ เทพเจ้าแปลงกายเป็นเสือสามตัวขวางทางไว้ไม่ให้กลับเร็วเกินไป (เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการให้ทาน) เมื่อกลับถึงอาศรมและรู้ความจริง นางโศกเศร้าจนสลบไป พระเวสสันดรต้องใช้ธรรมะปลอบประโลมจนนางยอมอนุโมทนาบุญด้วย
พระอินทร์เกรงว่าจะมีคนเลวมาขอพระนางมัทรีไปอีก จึงแปลงกายเป็นพราหมณ์มาขอพระนางมัทรีเสียเอง พระเวสสันดรก็ประทานให้ (ภริยาบารมี) เมื่อพระองค์สอบผ่านการทดสอบ พระอินทร์จึงคืนพระนางมัทรีให้และให้พร 8 ประการ
ชูชกพาสองกุมารเดินทางหลงเข้าไปในเมืองสีพี พระเจ้าสัญชัยจำหลานได้จึงขอไถ่ตัวด้วยทรัพย์สมบัติมหาศาล ชูชกกินอาหารมากเกินไปจนท้องแตกตาย ส่วนสองกุมารก็กราบทูลความลำบากของพระบิดามารดาให้ทรงทราบ
พระเจ้าสัญชัยยกกองทัพไปรับพระเวสสันดรและพระนางมัทรี เมื่อทั้ง 6 กษัตริย์มาเจอกัน ต่างก็ร้องไห้ด้วยความตื้นตันจนสลบไปทั้งหมด เทพเจ้าจึงบันดาลให้เกิด "ฝนโบกขรพรรษ" (ฝนสีแดงที่ใครอยากเปียกก็เปียก ใครไม่อยากเปียกก็ไม่เปียก) ลงมาให้ทุกคนฟื้นคืนสติ
บทสรุปแห่งความสุข พระเวสสันดรเสด็จกลับเมืองสีพี ชาวเมืองยอมรับและมีความสุข ฝนเงินฝนทองตกลงมาเพื่อให้พระองค์ได้ใช้แจกทานต่อไปจนตลอดพระชนม์ชีพ
ด้านภาษา: เป็นแม่แบบของการแต่ง "ร่ายยาวมหาชาติ" ในสมัยต่อมา (เช่น ร่ายยาวมหาชาติฉบับเทศน์)
ด้านสังคม: ปลูกฝังเรื่องการให้ (Charity) และความกตัญญู รวมถึงการเสียสละอัตตา
ด้านศิลปะ: เป็นต้นกำเนิดของประเพณี "การเทศน์มหาชาติ" หรือ "เทศน์คาถาพัน" ที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน