สังข์ทอง ไม่ใช่แค่เพียงนิทานพื้นบ้านธรรมดา แต่เป็นวรรณคดีชิ้นเอกสมัยรัตนโกสินทร์ที่ครองใจคนไทยมาทุกยุคสมัย ด้วยพล็อตเรื่องที่ครบรส ทั้งการชิงรักหักเหลี่ยม การผจญภัย และแง่คิดเรื่องการมองคนจากภายใน ซึ่งบทพระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ถือเป็นฉบับที่สมบูรณ์และแพร่หลายที่สุด
เรื่องราวเริ่มต้นที่เมืองยศวิมล ท้าวยศวิมล มีมเหสีสององค์คือ นางจันเทวี และ นางจันทา เมื่อนางจันเทวีประสูติลูกออกมาเป็น "หอยสังข์" นางจันทาจึงใช้กลอุบายใส่ร้ายว่าเป็นกาลกิณี จนท้าวยศวิมลหลงเชื่อและเนรเทศนางจันเทวีออกจากเมือง
นางจันเทวีไปอาศัยอยู่กับตายายในป่า จนกระทั่งวันหนึ่ง เด็กชายตัวน้อยที่ซ่อนอยู่ในหอยสังข์ก็แอบออกมาช่วยงานบ้าน เมื่อนางจันเทวีรู้ความจริงจึงทุบหอยสังข์ทิ้งเพื่อให้ลูกน้อยออกมาอยู่ด้วยกันอย่างเปิดเผย
โชคชะตาพาให้พระสังข์ต้องพลัดพรากจากแม่ไปอยู่กับ นางพันธุรัต (ยักษ์ที่แปลงกายเป็นมนุษย์) ซึ่งรักพระสังข์เหมือนลูกแท้ๆ วันหนึ่งพระสังข์แอบไปพบบ่อเงินบ่อทอง และชุด "รูปเงาะ" ที่มีพลังวิเศษคือ เกือกแก้ว (บินได้) และไม้เท้า (เรียกเนื้อเรียกปลา)
พระสังข์ตัดสินใจสวมรูปเงาะเพื่อหนีกลับไปตามหาแม่ นางพันธุรัตเสียใจมากจนอกแตกตาย แต่ก่อนตายก็ได้มอบมนต์มหาจินดาไว้ให้ ซึ่งเป็นมนต์สำหรับเรียกเนื้อเรียกปลา
ฉากที่โด่งดังที่สุดคือตอนที่ เจ้าเมืองพาราณสี จัดพิธีเลือกคู่ให้พระธิดาทั้ง 7 องค์ นางรจนา (ธิดาองค์สุดท้อง) มองเห็นรูปทองที่ซ่อนอยู่ภายใต้รูปเงาะอันอัปลักษณ์ จึงตัดสินใจ "เสี่ยงมาลัย" ให้เจ้าเงาะ สร้างความอับอายและโกรธเคืองให้เจ้าเมืองโกรธเป็นอย่างมาก ทั้งคู่จึงถูกไล่ไปอยู่กระท่อมปลายนา
การหาปลา: เจ้าเมืองสั่งให้เขยทั้ง 6 ไปหาปลาแข่งกับเจ้าเงาะ (หวังจะหาเรื่องประหาร) แต่เจ้าเงาะใช้มนต์เรียกปลาจนหมดน้ำ ทำให้เขยทั้ง 6 ต้องยอมเสียจมูกและใบหูเพื่อแลกกับปลา
การตีคลี: พระอินทร์แปลงกายลงมาท้าตีคลีพนันเอาเมือง เจ้าเมืองไม่มีใครสู้ได้ จนต้องยอมไปขอร้องให้เจ้าเงาะช่วย ในที่สุดพระสังข์ก็ยอมถอดรูปเงาะออกเป็นพระสังข์รูปงาม และคว้าชัยชนะมาได้
"อย่าตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก": เหมือนที่นางรจนาเห็นรูปทองในตัวเจ้าเงาะ ความดีและความสามารถมักซ่อนอยู่ลึกกว่าที่ตาเห็น
"อำนาจของความอคติ": เจ้าเมืองเกือบสูญเสียเมืองเพราะมองข้ามความสามารถของคนเพียงเพราะเขาดูสกปรกและยากจน