วันที่ 8 มีนาคม ของทุกปี ทั่วโลกต่างร่วมเฉลิมฉลอง "วันสตรีสากล" (International Women's Day) เพื่อระลึกถึงการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม และยกย่องบทบาทของสตรีที่มีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
จุดเริ่มต้นของวันสตรีสากลเกิดขึ้นจากความกล้าหาญของกลุ่มแรงงานหญิงในโรงงานทอผ้า รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 1908 ที่ออกมาประท้วงเรียกร้อง "ระบบ 8-8-8" คือ ทำงาน 8 ชั่วโมง, พักผ่อน 8 ชั่วโมง และศึกษาหาความรู้ 8 ชั่วโมง พร้อมเรียกร้องค่าจ้างที่เป็นธรรมและสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง
จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1975 องค์การสหประชาชาติ (United Nations) ได้ประกาศรับรองให้วันที่ 8 มีนาคม เป็นวันสตรีสากลอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ประเทศสมาชิกทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิสตรี
สำหรับประเทศไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมศักยภาพสตรี โดยมุ่งเน้นการขจัดความเหลื่อมล้ำและการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมในทุกมิติ ซึ่งในแต่ละปีจะมีการจัดงานเชิดชูเกียรติ "สตรีดีเด่น" ในสาขาต่างๆ เพื่อเป็นต้นแบบให้แก่สังคม
ประเด็นสำคัญที่ภาครัฐไทยให้ความสำคัญในปัจจุบัน:
การส่งเสริมเศรษฐกิจสตรี: สนับสนุนกลุ่มสตรีและแม่บ้านให้เข้าถึงแหล่งทุนและการตลาดดิจิทัล
ความปลอดภัยในครอบครัว: การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวอย่างเข้มงวด
ความเท่าเทียมทางเพศ: ส่งเสริมให้ผู้หญิงมีบทบาทในระดับบริหาร ทั้งในหน่วยงานราชการและเอกชน
ในยุคปัจจุบัน องค์การสหประชาชาติมักเน้นย้ำเรื่อง "Invest in Women: Accelerate Progress" หรือการลงทุนในตัวสตรีเพื่อเร่งความก้าวหน้า เพราะเมื่อผู้หญิงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ย่อมส่งผลบวกต่อครอบครัว ชุมชน และเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม
"พลังของสตรีไม่ใช่เพียงการเรียกร้องสิทธิ แต่คือการร่วมสร้างสรรค์โลกที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างเกียรติและศักดิ์ศรีที่เท่าเทียม"
วันสตรีสากลจึงไม่ใช่เพียงวันหยุดหรือการเฉลิมฉลองทั่วไป แต่เป็นวันแห่งการทบทวนและวางรากฐานเพื่ออนาคต เพื่อให้มั่นใจว่า "ไม่มีผู้หญิงคนไหนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง" ไม่ว่าจะเป็นในบทบาทแม่ แรงงาน ผู้บริหาร หรือผู้นำประเทศ
ข้อมูลอ้างอิง: * กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
องค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women)