มิตรภาพสองฝั่งโขง: จากจุดเริ่มต้นสู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย-เวียดนาม

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและเวียดนามในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงแค่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนเท่านั้น แต่ได้พัฒนาไปสู่การเป็น "หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน" (Comprehensive Strategic Partnership) ซึ่งถือเป็นระดับความสัมพันธ์ที่สูงที่สุดระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในปี 2569 นี้ ทั้งสองประเทศกำลังก้าวเข้าสู่วาระสำคัญคือการฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต

จุดเริ่มต้นท่ามกลางพายุการเมือง (ช่วงปี พ.ศ. 2519)
    หลังจากสิ้นสุดสงครามเวียดนามในปี 2518 สถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในขณะนั้นไทยและเวียดนามยังมีความระแวงซึ่งกันและกันจากผลของสงคราม แต่ด้วยความพยายามที่จะสร้างสันติภาพในภูมิภาค ทั้งสองประเทศจึงตัดสินใจหันหน้าเข้าหากัน

  • วันที่ 6 สิงหาคม 2519 : เป็นวันประวัติศาสตร์ที่ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับเวียดนาม และเปิดสถานเอกอัครราชทูตที่กรุงฮานอย และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ เมื่อปี 2521 และ 2535 ตามลำดับ  สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย ประกอบด้วยสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารและสำนักงานส่งเสริมการค้าไทยในต่างประเทศ ส่วนสถานกงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ ประกอบด้วยฝ่ายการพาณิชย์ และสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

1. มิติด้านการเมืองและความมั่นคง: ความเชื่อมั่นที่แน่นแฟ้น

ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างไทยและเวียดนามมีความมั่นคงสูงมาก มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับผู้นำอย่างสม่ำเสมอ
    ♢ หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน:
ล่าสุดในปี 2568-2569 ทั้งสองประเทศได้ยกระดับความสัมพันธ์เพื่อรองรับความท้าทายใหม่ๆ เช่น ปราบปรามยาเสพติด การค้ามนุษย์ ความมั่นคงทางไซเบอร์ และการรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติ
    ♢ กลไกการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วม (Joint Cabinet Retreat : JCR): เป็นเวทีที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายมานั่งหารือกันโดยตรงเพื่อวางแผนยุทธศาสตร์ในอนาคต โดยเน้นไปที่การรักษาเสถียรภาพในภูมิภาคและบทบาทนำในอาเซียน ระดับรองลงมามีกลไกการหารือร่วม (Joint Consultative Mechanism: JCM) ซึ่งเป็นกลไกการหารือระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่ดูแลกรอบความสัมพันธ์และประสานความร่วมมือในภาพรวม
    ♢ ความมั่นคงทางการทหาร: มีการลาดตระเวนร่วมระหว่างกองทัพเรือไทยและเวียดนาม เพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยและป้องกันปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย

2. มิติด้านเศรษฐกิจ: เสาหลักแห่งความมั่งคั่ง
 เศรษฐกิจถือเป็นเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนความสัมพันธ์ ทั้งสองประเทศตั้งเป้าหมายมูลค่าการค้าระหว่างกันไว้ที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอนาคตอันใกล้

  • ยุทธศาสตร์ "Three Connections" (3 เชื่อม)
    1. เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน: ในอุตสาหกรรมที่เกื้อกูลกัน เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์
    2. เชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับฐานราก: ส่งเสริม SME และการค้าระหว่างท้องถิ่น
    3. เชื่อมโยงยุทธศาสตร์การเติบโตอย่างยั่งยืน: เน้นเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และพลังงานสะอาด

  • การลงทุน: ไทยเป็นหนึ่งในนักลงทุนรายใหญ่ในเวียดนาม โดยเฉพาะในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (เช่น AMATA, WHA) พลังงานทดแทน และธุรกิจค้าปลีก (เช่น เซ็นทรัล รีเทล) ในขณะที่เวียดนามเองก็เริ่มเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้นเช่นกัน


3. มิติด้านสังคมและวัฒนธรรม: สะพานเชื่อมใจประชาชน

หัวใจสำคัญของความสัมพันธ์คือ "คน" ซึ่งไทยและเวียดนามมีความผูกพันกันทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมายาวนาน

      ♢ชุมชนไทยเชื้อสายเวียดนาม: เป็นกลุ่มคนสำคัญที่เป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจระหว่างสองประเทศ มีการอนุรักษ์แหล่งประวัติศาสตร์ เช่น อนุสรณ์สถานโฮจิมินห์ในจังหวัดนครพนมและอุดรธานี
      ♢การท่องเที่ยวและการศึกษา:
เวียดนามเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของคนไทย (ดานัง, ฮอยอัน, ซาปา) เช่นเดียวกับชาวเวียดนามที่เดินทางมาไทยเพื่อท่องเที่ยวและรับบริการทางการแพทย์ นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและครูผู้สอนภาษาของกันและกันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

บทสรุปและก้าวต่อไปในปี 2569

ในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ในปีนี้ ไทยและเวียดนามไม่ได้มองกันเป็นคู่แข่งที่ต้องเอาชนะ แต่กำลังก้าวสู่บทบาท "พันธมิตรที่เติบโตไปด้วยกัน" เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและอาเซียนท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก

"ไทยและเวียดนามเปรียบเสมือนเสาหลักที่ค้ำจุนความมั่นคงและมั่งคั่งของอาเซียน"


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar