แต่งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1888 โดย พระมหาธรรมราชาที่ 1 (พญาลิไท) แห่งกรุงสุโขทัย พระองค์ทรงรวบรวมคัมภีร์จากพระไตรปิฎกและอรรถกถากว่า 30 คัมภีร์ มาเรียบเรียงเป็นภาษาไทยที่สละสลวย เพื่อใช้สั่งสอนประชาชนและเหล่าข้าราชบริพารให้เกรงกลัวต่อบาปและใฝ่ในบุญกุศล
คำว่า "ไตรภูมิ" หมายถึง 3 โลก ซึ่งภายในแบ่งออกเป็น 31 ภูมิ (ชั้นของการเวียนว่ายตายเกิด) ตามระดับของจิตและกรรม ดังนี้ครับ:
กามภูมิ (11 ชั้น): โลกของผู้ที่ยังข้องอยู่ในกามคุณ (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) ประกอบด้วย:
อบายภูมิ 4: นรก, เปรต, อสุรกาย, และสัตว์เดรัจฉาน (โลกแห่งความทุกข์)
มนุสสภูมิ: โลกมนุษย์
ฉกามาพจรสวรรค์: สวรรค์ 6 ชั้น (เช่น ชั้นจาตุมหาราชิกา ไปจนถึงชั้นปรนิมมิตวสวัตดี)
รูปภูมิ (16 ชั้น): ดินแดนของพรหมที่มีรูป (รูปพรหม) ผู้ที่ได้ฌานสมาบัติ
อรูปภูมิ (4 ชั้น): ดินแดนของพรหมที่ไม่มีรูป มีแต่จิตอันละเอียดอ่อนที่สุด
พรรณนาภาพนรก: มีการบรรยายลักษณะของนรกขุมต่างๆ และบทลงโทษที่สอดคล้องกับกรรมที่ทำอย่างชัดเจน เช่น คนโกหกจะถูกดึงลิ้น คนผิดลูกผิดเมียต้องปีนต้นงิ้ว
กำเนิดมนุษย์: มีบทที่บรรยายเรื่องการปฏิสนธิและการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์มารดาอย่างละเอียด (ซึ่งน่าทึ่งมากในสมัยนั้นที่ยังไม่มีเครื่องมือแพทย์)
พระจักรพรรดิราช: บรรยายถึงผู้มีบุญญาธิการสูงสุดที่ปกครองโลกด้วยธรรม
ด้านศิลปะ: ภาพจิตรกรรมฝาผนังตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย มักวาดภาพจักรวาลตามคติไตรภูมิ (มีเขาพระสุเมรุเป็นแกนกลาง)
ด้านการเมือง: ใช้เป็นหลักการปกครองที่เรียกว่า "ธรรมราชา" คือพระมหากษัตริย์ต้องตั้งมั่นในทศพิทธราชธรรม
ด้านจริยธรรม: สร้างความเชื่อเรื่อง "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" ให้หยั่งรากลึกลงในสังคมไทย