หัวใจของมวยท่าเสาคือ "ความรวดเร็ว ว่องไว และความพริ้วไหว"
เชิงเท้าที่ยอดเยี่ยม: นักมวยท่าเสาจะเน้นการเคลื่อนที่ (Footwork) ที่รวดเร็วและลื่นไหลเหมือนนักเต้น ทำให้คู่ต่อสู้หาจังหวะโจมตีได้ยาก
การเตะและถีบ: มวยสายนี้เด่นเรื่องการใช้เท้าและหน้าแข้งในการสกัดกั้นและโจมตี สามารถออกอาวุธเท้าได้จากทุกทิศทางด้วยความเร็วสูง
เชิงมวยที่สวยงาม: มีลีลาที่อ่อนช้อยแต่แฝงด้วยความรุนแรง เน้นการหลอกล่อให้คู่ต่อสู้หลงจังหวะแล้วเข้าทำอย่างรวดเร็ว (เหมือนการใช้ดาบ)
มวยท่าเสาเน้นความคล่องตัวเป็นหลัก จึงมีลักษณะเฉพาะคือ:
การพันมือ: มักพันผ้าไม่สูงนัก (คล้ายมวยไชยาแต่บางกว่า) เพื่อให้ข้อมือทำงานได้อย่างอิสระ
การเคลื่อนไหว: มักใส่กางเกงที่เอื้อต่อการเตะสูงและการฉีกขาได้สะดวก
ลูกไม้เชิงดาบ: ท่าทางของมวยท่าเสามักมีความคล้ายคลึงกับการรำดาบ เช่น การหมุนตัวหรือการเบี่ยงตัวหลบแบบ 45 องศา แล้วสวนกลับด้วยหน้าแข้ง
การเข้าทำแบบสายฟ้าแลบ: เน้นการจู่โจมแล้วฉากออก (Hit and Run) โดยไม่ยืนปะทะแลกหมัดตรงๆ
มวยท่าเสาได้รับความเชื่อถืออย่างมากในกองทัพไทยสมัยโบราณ โดยเฉพาะในช่วงการกอบกู้เอกราชของพระเจ้าตากสินมหาราช เนื่องจาก นายจ้อย (หรือพระยาพิชัยดาบหักในเวลาต่อมา) ได้ใช้วิชามวยท่าเสาที่ร่ำเรียนมาจาก ครูเมฆ ผสมผสานกับวิชาดาบ จนสามารถชนะการประลองหน้าพระที่นั่งและกลายเป็นทหารเอกคู่พระทัย
เกร็ดน่ารู้: ในสมัยโบราณ มวยท่าเสาถูกเรียกว่า "มวยพระยาพิชัย" ในบางตำรา เพราะท่านได้นำวิชาพัด (การปัดป้องด้วยมือ) และวิชาดาบมาประยุกต์จนกลายเป็นมวยที่หาตัวจับยาก