ทำความรู้จักและเฝ้าระวัง "ไวรัสนิปาห์" ภัยเงียบที่ต้องร่วมมือกันป้องกัน

👹 ในช่วงที่ผ่านมามีรายงานข่าวการแพร่ระบาดของ ไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) ในประเทศอินเดีย โดยเฉพาะที่เมืองโคษิโฆษ (Kozhikode) ทางตอนใต้ ซึ่งพบผู้ติดเชื้อและมีผู้เสียชีวิตแล้ว องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประเมินความเสี่ยงของเชื้อนี้ในระดับประเทศที่มีการระบาด เช่น อินเดีย บังกลาเทศ และเมียนมา ไว้ที่ระดับ "ปานกลาง" เนื่องจากเป็นโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงและยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แม้ความเสี่ยงในการระบาดใหญ่ทั่วโลกจะยังอยู่ในระดับต่ำ แต่หน่วยงานสาธารณสุขทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ไวรัสนิปาห์คืออะไร? 😈 ไวรัสนิปาห์ (NiV) เป็น โรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน (Zoonotic Disease) ที่มีความรุนแรงสูง ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2541 จากการระบาดในกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรที่หมู่บ้านนิปาห์ ประเทศมาเลเซีย ไวรัสชนิดนี้จัดอยู่ในตระกูลเดียวกับไวรัสเฮนดรา และถูกองค์การอนามัยโลกจัดให้เป็นโรคที่ต้องให้ความสำคัญลำดับต้นๆ เนื่องจากมีศักยภาพในการก่อให้เกิดการระบาดใหญ่ได้

สาเหตุและการแพร่ระบาด
   🦇 พาหะธรรมชาติ คือ "ค้างคาวกินผลไม้" หรือค้างคาวแม่ไก่ 🦇 ซึ่งเชื้อจะอยู่ในน้ำลาย ปัสสาวะ และอุจจาระของค้างคาวโดยที่พวกมันไม่แสดงอาการป่วย
   🦇 การติดต่อสู่คน
            1. จากสัตว์สู่คน: สัมผัสโดยตรงกับสัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น สุกร 🐷 ม้า 🐎 แมว 🐱แพะ 🐐 หรือการกินผลไม้ที่มีรอยกัดแทะหรือปนเปื้อนสารคัดหลั่งของค้างคาว เช่น ลูกชิด มะพร้าว กล้วย ฝรั่ง
            2. จากคนสู่คน: ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำมูก น้ำลาย หรือเลือด

อาการที่ต้องสังเกต
   ระยะฟักตัวของโรคมักอยู่ที่ 4-14 วัน แต่อาจนานได้ถึง 45 วัน โดยมีอาการแบ่งเป็น 2 ระดับ ดังนี้
   1. อาการเริ่มต้น (คล้ายไข้หวัดใหญ่) 😷: มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เจ็บคอ อาเจียน และเหนื่อยหอบ
   2. อาการรุนแรง (ระบบประสาทถูกทำลาย) 😰: หากเชื้อลุกลามจะเกิดภาวะ สมองอักเสบ (Encephalitis) ทำให้มีอาการง่วงซึม สับสน ชักเกร็ง และอาจหมดสติหรือเข้าสู่ภาวะโคม่าภายใน 24-48 ชั่วโมง

💀 ความน่ากลัวของโรคนี้คือมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 40% – 75% ซึ่งสูงกว่าโรคโควิด-19 หลายเท่าตัว และผู้ที่รอดชีวิตอาจมีความผิดปกติทางระบบประสาทหลงเหลืออยู่ เช่น บุคลิกภาพเปลี่ยนหรือมีอาการชักต่อเนื่อง

วิธีป้องกันและรับมือ
   💉ปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือยารักษาที่จำเพาะเจาะจงสำหรับมนุษย์ การรักษาจึงทำได้เพียงรักษาตามอาการเท่านั้น ประชาชนจึงควรป้องกันตนเองดังนี้
    หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรอยกัดแทะ จากนกหรือค้างคาว และไม่กินผลไม้ที่ตกอยู่กับพื้น
    ล้างผลไม้ให้สะอาด โดยการล้างผ่านน้ำไหลหรือปอกเปลือกก่อนรับประทาน
    ปรุงอาหารให้สุก ห้ามรับประทานเนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ
    รักษาความสะอาด: ล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ โดยเฉพาะหลังสัมผัสสัตว์หรือก่อนรับประทานอาหาร และทำความสะอาดเครื่องใช้ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
    หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่วย: หากจำเป็นต้องสัมผัสควรใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น ถุงมือและหน้ากากอนามัย

สำหรับประเทศไทย แม้ในปัจจุบัน ยังไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศ แต่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ยกระดับการเฝ้าระวังตามแนวชายแดนและด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศอย่างเข้มงวด รวมถึงประสานงานกับเครือข่ายภาคเกษตรกรรมเพื่อตรวจตราสุขภาพสัตว์ในฟาร์มอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

ที่มา กรมควบคุมโรค
       โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์     


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar