ในยุคสมัยที่ความเจริญทางวัตถุพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จนบางครั้งเราอาจเผลอวิ่งตามจนเหนื่อยล้า "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" แนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) เปรียบเสมือน "เข็มทิศ" ที่ช่วยให้คนไทยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคง มีภูมิคุ้มกัน และมีความสุขอย่างแท้จริง
การนำวิถีพอเพียงมาใช้ ไม่ใช่การปฏิเสธความทันสมัย แต่คือการสร้าง "ทางสายกลาง" ผ่านหลักการง่ายๆ ที่นำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกอาชีพ:
พอประมาณ: คือความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
มีเหตุผล: การตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ ต้องพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องและคาดการณ์ผลที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ
มีภูมิคุ้มกันที่ดี: การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
โดยต้องอาศัย 2 เงื่อนไขสำคัญ:
เงื่อนไขความรู้: รอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง
เงื่อนไขคุณธรรม: ซื่อสัตย์สุจริต ขยันอดทน และแบ่งปัน
ภาพที่คุ้นตาของเศรษฐกิจพอเพียงคือการทำเกษตร แต่แท้จริงแล้วคือหลักการบริหารจัดการทรัพยากร:
การจัดการพื้นที่: การแบ่งพื้นที่เป็นส่วนๆ (น้ำ 30 : นา 30 : พืชไร่พืชสวน 30 : ที่อยู่อาศัย 10) คือการบริหารความเสี่ยงเพื่อให้มีกินมีใช้ตลอดปี
การพึ่งพาตนเอง: เริ่มต้นจากการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ผลิตสิ่งที่ใช้เองได้ในครัวเรือน ก่อนจะขยายไปสู่การรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือกันในชุมชน
ความพอเพียงไม่ใช่เรื่องของการกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมเพียงอย่างเดียว แต่สามารถปรับใช้กับคนเมืองและคนรุ่นใหม่ได้:
ฉลาดใช้: การวางแผนการเงิน ไม่เป็นหนี้เกินตัว และเลือกบริโภคสิ่งที่จำเป็นจริงๆ
ฉลาดคิด: การเสพข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ ไม่หลงเชื่ออะไรง่ายๆ (นี่คือภูมิคุ้มกันทางปัญญา)
ฉลาดอยู่: การรู้จักแบ่งเวลาให้กับการทำงาน ครอบครัว และสุขภาพ เพื่อสร้างสมดุลชีวิต
เป้าหมายสูงสุดของวิถีพอเพียงไม่ใช่การรวยกระจุกอยู่คนเดียว แต่เมื่อเราพึ่งพาตนเองได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการ "แบ่งปัน"และช่วยเหลือสังคม สิ่งนี้จะทำให้ชุมชนเข้มแข็งและเกิดความสุขที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
"วิถีพอเพียง" จึงเป็นปรัชญาที่ไม่เคยล้าสมัย เพราะเป็นการสอนให้เรามี "สติ" ในการใช้ชีวิต ทำให้เราไม่หวั่นไหวไปตามกระแสโลกจนเสียศูนย์ แต่กลับทำให้เรายืนหยัดได้อย่างสง่างามและมีความสุขบนความพอดีของเราเอง