สนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty on the Southeast Asia Nuclear Weapon-Free Zone) หรือที่เรียกกันติดปากว่า "สนธิสัญญากรุงเทพ" (Bangkok Treaty) คือหนึ่งในกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดของอาเซียน ซึ่งแสดงถึงเจตจำนงร่วมกันที่จะรักษาภูมิภาคนี้ให้พ้นจากมหันตภัยของอาวุธนิวเคลียร์ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนในการสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค
ต้นกำเนิดของสนธิสัญญานี้ต้องย้อนกลับไปในช่วง สงครามเย็น ซึ่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นสมรภูมิความขัดแย้งของมหาอำนาจ
▶ ค.ศ. 1971: อาเซียนได้ร่วมกันลงนามในปฏิญญาว่าด้วยโซนแห่งสันติภาพ เสรีภาพ และความเป็นกลาง (ZOPFAN) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อผลักดันให้ภูมิภาคปลอดจากการแทรกแซงของภายนอก
▶ ค.ศ. 1995: อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งระหว่างสมาชิกอาเซียนเองในช่วงสงครามเย็นทำให้ ZOPFAN และความพยายามจัดตั้งพื้นที่ปลอดนิวเคลียร์เกิดความล่าช้า จนกระทั่งสงครามเย็นสิ้นสุดลง จากการเจรจาที่ยาวนาน ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 5 ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ (ในขณะนั้นรวมเวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชาที่กำลังเตรียมเข้าเป็นสมาชิก) ได้ร่วมกันลงนามในสนธิสัญญา SEANWFZ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2538 และมีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2540
สนธิสัญญาฉบับนี้มีเป้าหมายหลักในการห้ามไม่ให้มีการพัฒนา ผลิต ครอบครอง หรือทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาค โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
✦ ขอบเขตครอบคลุม: ไม่เพียงแต่ครอบคลุมอาณาเขตทางบกของรัฐสมาชิกเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) และ ไหล่ทวีป ของทุกประเทศสมาชิกด้วย ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่แตกต่างจากเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาคอื่น
✦ ข้อห้ามหลัก: รัฐภาคีตกลงที่จะไม่พัฒนา จัดหา ครอบครอง หรือควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ รวมถึงไม่ยอมให้รัฐใดๆ มาใช้ดินแดนของตนในการดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์
✦ การใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ: สนธิสัญญาไม่ได้ห้ามการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ แต่ต้องเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ทางสันติ (เช่น การแพทย์ เกษตรกรรม หรือพลังงาน) ภายใต้การตรวจสอบของ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)
✦ พิธีสาร (Protocol): มีการจัดทำพิธีสารแนบท้ายเพื่อเชิญชวนให้ รัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear-Weapon States: NWS) ได้แก่ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ให้การรับรองและเคารพสถานะเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์นี้
บทบาทของประเทศไทยในฐานะ ประเทศผู้เก็บรักษาสนธิสัญญา (Depository State) สำหรับสนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEANWFZ) มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และการทูต ดังนี้
✢ เป็นศูนย์กลางของการบริหารจัดการสนธิสัญญา: ในฐานะประเทศผู้เก็บรักษาสนธิสัญญา ไทยมีหน้าที่หลักในการดูแลรักษาต้นฉบับของสนธิสัญญา และจัดการเกี่ยวกับเอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น การรับมอบสัตยาบันสาร จากประเทศสมาชิกต่างๆ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการที่สนธิสัญญานี้มีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์เมื่อฟิลิปปินส์ได้มอบสัตยาบันสารเป็นประเทศสุดท้ายในปี ค.ศ. 2001 ซึ่งกระบวนการทางเอกสารเหล่านี้ต้องผ่านกลไกที่ประเทศไทยดูแล
✢ การแสดงภาวะผู้นำด้านความมั่นคงในภูมิภาค: การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นผู้เก็บรักษาสนธิสัญญา สะท้อนถึงบทบาทนำของไทยในการผลักดันประเด็นความมั่นคงมาตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะการเป็นเจ้าภาพจัด การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 5 ณ กรุงเทพฯ เมื่อปี ค.ศ. 1995 ซึ่งเป็นจุดกำเนิดอย่างเป็นทางการของสนธิสัญญาฉบับนี้
✢ การเป็นจุดเชื่อมต่อทางการเมือง: บทบาทนี้ทำให้ไทยเป็นตัวแสดงหลักในการติดตามความคืบหน้าของสนธิสัญญา รวมถึงความพยายามในการดึงดูดให้ประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์ทั้ง 5 ประเทศ (สหรัฐฯ, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, รัสเซีย และจีน) เข้ามาลงนามในพิธีสารแนบท้าย เพื่อสร้างหลักประกันความปลอดภัยในภูมิภาค,
✢ การส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านการต่างประเทศ: บทบาทการเป็น Depository State ถือเป็นส่วนหนึ่งของ บทบาทประเทศไทยด้านการเมืองและความมั่นคง ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของไทยในฐานะประเทศที่มุ่งเน้นสันติภาพ และการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศว่าด้วยการไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์
โดยสรุป การเป็นประเทศผู้เก็บรักษาสนธิสัญญาไม่ใช่เพียงงานธุรการ แต่เป็น สัญลักษณ์ของความรับผิดชอบและความน่าเชื่อถือ ที่นานาประเทศมีต่อประเทศไทยในการรักษาเสถียรภาพและเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สนธิสัญญากรุงเทพฯ ไม่เพียงแต่เป็นเกราะคุ้มกันภัยจากนิวเคลียร์ให้กับคนไทยและชาวอาเซียนเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของ "ความร่วมมือพหุภาคี" ที่แสดงให้เห็นว่าประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถรวมตัวกันเพื่อกำหนดอนาคตความมั่นคงของตนเองได้ ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ผันผวนในปัจจุบัน
เมื่อช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดงานฉลองอย่างยิ่งใหญ่เนื่องในโอกาส ครบรอบ 30 ปี การลงนามสนธิสัญญากรุงเทพ (SEANWFZ) โดยกระทรวงการต่างประเทศของไทยร่วมกับสหประชาชาติ (UN) ได้จัดกิจกรรมหลักที่กรุงเทพมหานคร กิจกรรมเฉลิมฉลองจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 17 ธันวาคม 2568 โดยมีไฮไลต์ที่สำคัญดังนี้
1. การส่งเสริมบทบาทเยาวชนผ่านงานศิลปะ มีการจัดพิธีมอบรางวัลการประกวดศิลปะสื่อมัลติมีเดียระดับเยาวชนอาเซียน ในหัวข้อ “Envisioning a World Free from Nuclear Weapons” ณ วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในคนรุ่นใหม่ถึงความสำคัญของโลกที่ปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ ผลงานที่ชนะเลิศยังได้สิทธิ์นำไปจัดแสดงที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ในปี 2569 นี้ด้วยครับ
2. การอภิปรายทางวิชาการระดับภูมิภาค มีการจัดเสวนาในหัวข้อ “ASEAN and the Bangkok Treaty: A Regional Anchor for Peace” โดยมีผู้แทนจากกรมอาเซียนและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาร่วมระดมสมอง เพื่อทบทวนความสำเร็จตลอด 3 ทศวรรษ และวางแนวทางความร่วมมือในอนาคตท่ามกลางความทึงเครียดทางการเมืองโลก
3. การทัศนศึกษาและการเรียนรู้ คณะเยาวชนอาเซียนที่มาร่วมงานได้เข้าเยี่ยมชมสถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ เช่น:
ศูนย์ IAEA Rays of Hope Anchor Centre (โรงพยาบาลรามาธิบดี) เพื่อดูงานด้านการใช้รังสีรักษาโรคมะเร็ง
สำนักงานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) เพื่อรับฟังบรรยายด้านความมั่นคงและสันติภาพ
4. กิจกรรมภาควัฒนธรรมและชุมชน เพื่อให้เกิดความใกล้ชิดระหว่างเยาวชนและคนในพื้นที่ ได้มีการพาคณะเยาวชนไปชมศิลปะบนท้องถนนบริเวณ คลองโอ่งอ่าง และวัดสำคัญในกรุงเทพฯ เพื่อเรียนรู้เรื่องการพัฒนาพื้นที่ชุมชนควบคู่ไปกับการรณรงค์เรื่องสันติภาพ
การจัดงานในปีที่ผ่านมา (2568) จึงไม่ใช่แค่การรำลึกถึงประวัติศาสตร์ แต่เป็นการตอกย้ำว่าประเทศไทยในฐานะ "รัฐผู้จัดเก็บสนธิสัญญา" (Depositary State) ยังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาภูมิภาคนี้ให้ปลอดภัยและส่งต่อเจตนารมณ์นี้ไปยังคนรุ่นหลังอย่างเป็นรูปธรรม