รัฐบาลไทยเล็งเห็นความสำคัญของ "ลูกจ้าง" ในฐานะทรัพยากรบุคคลที่เป็นกำลังสำคัญของชาติ จึงได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 เพื่อมุ่งหวังให้ผู้ใช้แรงงานทุกคนมี คุณภาพชีวิตที่ดีและมีความปลอดภัยในการทำงาน ท่ามกลางสภาวการณ์ปัจจุบันที่มีการใช้เทคโนโลยี เครื่องจักร และสารเคมีอันตรายเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตได้
1. กฎหมายฉบับนี้ช่วยอะไรเราบ้าง? (ประโยชน์ต่อสวัสดิการและชีวิต) กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงกระดาษ แต่คือ "คำมั่นสัญญา" ที่รัฐต้องการให้คนทำงานทุกคนได้รับความคุ้มครอง ดังนี้
✦ สภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร: นายจ้างต้องจัดสถานที่ทำงานให้สะอาด ปลอดภัย มีแสงสว่างและการระบายอากาศที่เหมาะสม เพื่อป้องกันโรคจากการทำงาน
✦ อุปกรณ์ป้องกันครบครัน: เพื่อสวัสดิภาพของชีวิต นายจ้างต้องจัดหาและดูแลให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่ได้มาตรฐาน หากลูกจ้างไม่สวมใส่อุปกรณ์ดังกล่าว นายจ้างมีอำนาจสั่งให้หยุดงานจนกว่าจะสวมใส่ให้เรียบร้อยเพื่อความปลอดภัย
✦ ความรู้คือเกราะป้องกัน: ลูกจ้างทุกคนมีสิทธิได้รับการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยก่อนเริ่มงาน หรือเมื่อมีการเปลี่ยนตำแหน่งงาน เพื่อให้รู้เท่าทันอันตราย และนายจ้างต้องแจ้งถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานให้ลูกจ้างทราบ
2. สิทธิในการ "ปฏิเสธความเสี่ยง"
หนึ่งในหัวใจสำคัญของกฎหมายนี้ คือการมอบสิทธิให้ลูกจ้างสามารถหยุดทำงานได้ทันทีหากพบว่าสภาพการทำงานนั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอันตรายร้ายแรงต่อชีวิต โดยที่นายจ้างไม่มีสิทธิสั่งเลิกจ้างหรือลงโทษลูกจ้างในกรณีนี้ เพื่อยืนยันว่า "ความปลอดภัยต้องมาก่อนผลกำไร"
3. กลไกการกำกับดูแลที่เข้มข้น
รัฐบาลได้แต่งตั้งพนักงานตรวจความปลอดภัยซึ่งมีอำนาจเข้าไปตรวจสอบในสถานประกอบกิจการ หากพบการฝ่าฝืนที่อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง พนักงานมีอำนาจสั่งหยุดการใช้เครื่องจักร อุปกรณ์ หรืออาคารสถานที่นั้นเป็นการชั่วคราวได้ทันที
4. การจัดตั้งกองทุนและสถาบันส่งเสริม
มีการจัดตั้ง กองทุนความปลอดภัยฯ เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายในการดำเนินงานด้านความปลอดภัย และจัดตั้ง สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนางานด้านความปลอดภัยในระยะยาว
5. บทลงโทษเพื่อการคุ้มครอง: มาตรการเข้มเพื่อความปลอดภัย เพื่อให้กฎหมายมีสภาพบังคับและสร้างความเกรงกลัวต่อการละเลยความปลอดภัย จึงมีการกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน
🔰พระราชบัญญัตินี้ได้กำหนดบทลงโทษสูงสุดโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๘๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และโทษต่ำสุด ปรับไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท
🔰กรณีเกิดอุบัติเหตุรุนแรง: หากนายจ้างไม่รายงานอุบัติเหตุร้ายแรงภายในเวลาที่กำหนด หรือปิดบังข้อมูล ก็จะมีโทษปรับและจำคุกแยกต่างหาก
ความห่วงใยจากรัฐบาลไทย รัฐบาลไทยมีความมุ่งมั่นและห่วงใยในสวัสดิภาพของประชาชนทุกคน โดยมุ่งหวังให้สถานประกอบกิจการทุกแห่งเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safety Zone) การบังคับใช้กฎหมายนี้ไม่ใช่เพียงการควบคุม แต่คือการแสดงความปรารถนาดีที่ต้องการเห็นพี่น้องแรงงาน "ออกจากบ้านไปทำงานด้วยความหวัง และกลับถึงบ้านหาคนที่รักด้วยความปลอดภัย" เพราะความสุขของครอบครัวไทย เริ่มต้นจากความปลอดภัยในที่ทำงาน
ช่องทางการติดต่อ: หากท่านพบเห็นสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย หรือต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506
ข้อมูลจาก พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 และแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2559
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน