ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน เรื่อง "เขตแดน" มักเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยกรอบการเจรจาที่ชัดเจนและรัดกุม ปัจจุบันมีบันทึกความเข้าใจ (MOU) สองฉบับที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ได้แก่ MOU 2543 และ MOU 2544 ซึ่งแม้จะมีชื่อคล้ายกัน แต่มีวัตถุประสงค์และพื้นที่รับผิดชอบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
1. MOU 2543 (MOU 43) หรือ บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก
วัตถุประสงค์ ร่วมกันสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนบนพื้นฐานของเขตแดนที่เคยตกลงไว้แล้วในอดีต ตามเอกสารหลัก ดังนี้
- อนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904
- สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907
- แผนที่ที่เกี่ยวข้องซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส (ในอดีต)
- เอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญาฉบับปี ค.ศ.1904 และสนธิสัญญา และฉบับปี ค.ศ.1907 ระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส
กลไกลการเจรจา มีการจัดตั้ง "คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม" (Joint Boundary Commission - JBC) โดยมีหน้าที่
- สำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกตลอดแนวชายแดนร่วมกัน
- ทำแผนแม่บทและกำหนดอำนาจหน้าที่
- กำหนดความเร่งด่วนของพื้นที่
ตั้งฝ่ายเทคนิคทำงานในภูมิประเทศจริง
- คณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วม หรือ JTSC มีภารกิจหาและพิสูจน์ตำแหน่งที่แน่ชัดของหลักชายแดนและจัดทำ แผนที่ฉบับใหม่
- ชุดสำรวจร่วมจะต้องปลอดภัยจากกับระเบิด
แบ่งพื้นที่สำรวจ
เพื่อให้การสำรวจตลอดแนวเขตแดนทางบกร่วมกันสำเร็จผล หน่วยงานของรัฐบาลกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานเหล่านั้น จะไม่ทำอะไรที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลสถาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน เว้นแต่จะเป็นการดำเนินการของคณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วม เพื่อประโยชน์ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน
ค่าใช้จ่ายหารสอง
การอำนวยความสะดวกด้านพิธีการทางศุลกากร
เมื่อมีปัญหาระหว่างกัน ให้ใช้วิธีเจรจา
2. MOU 2544 (MOU 44) หรือ บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (ลงนาม 18 มิถุนายน 2544)
วัตถุประสงค์ เป็นข้อตกลงชั่วคราว เพื่อแก้ไขปัญหาการอ้างสิทธิไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (Overlapping Claims Area : OCA)
กลไกลการเจรจา มีการจัดตั้ง "คณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค" (Joint Technical Committee - JTC) เพื่อทำหน้าที่เจรจาเรื่องนี้ยนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ
หัวใจสำคัญ: "เจรจาควบคู่ แยกจากกันไม่ได้" MOU 2544 เป็นเพียง "ข้อตกลงชั่วคราว" เพื่อเปิดช่องให้มีการเจรจาผ่าน "คณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค" (JTC) โดยใช้กฎหมายระหว่างประเทศเป็นเกณฑ์ สาระสำคัญที่สุดคือการแบ่งพื้นที่เจรจาออกเป็น 2 ส่วน และต้องเจรจาไปพร้อมกัน (Indivisible Package) ดังนี้
- พื้นที่ส่วนบน (เหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือ): ให้เจรจาเพื่อ "แบ่งเขตแดน" ทางทะเลให้ชัดเจน
- พื้นที่ส่วนล่าง (ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือ): ให้เจรจาเพื่อจัดทำระบอบ "พื้นที่พัฒนาร่วม" (Joint Development Area - JDA) เพื่อนำทรัพยากรปิโตรเลียมมาใช้ร่วมกัน
เงื่อนไขสำคัญที่ล็อกไว้คือ "ต้องทำทั้งสองเรื่องพร้อมกันเป็นองค์รวม จะแยกทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งก่อนไม่ได้" หมายความว่า หากตกลงเรื่องแบ่งผลประโยชน์น้ำมันไม่ได้ เรื่องเส้นเขตแดนก็ไม่จบ หรือหากตกลงเรื่องเส้นเขตแดนไม่ได้ ก็จะขุดน้ำมันไม่ได้เช่นกัน
บทสรุปทางกฎหมาย สิ่งที่ต้องเน้นย้ำคือ MOU 2544 เป็นเพียงกรอบการเจรจา หากคณะทำงานตกลงกันได้สำเร็จ ผลลัพธ์สุดท้ายจะต้องถูกนำมาทำเป็น "สนธิสัญญา" ซึ่งต้องผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภาของไทยตามรัฐธรรมนูญเสียก่อน จึงจะมีผลผูกพันอย่างสมบูรณ์
ที่มา www.mfa.go.th