ในหน้าประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ บ่อยครั้งที่รากฐานของมิตรภาพและความมั่นคง ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากสนธิสัญญาในห้องประชุมเพียงอย่างเดียว แต่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากเลือดเนื้อและการเสียสละของทหารหาญในสนามรบ เกียรติประวัติของ จ่าสิบเอก รอด อาสนพรรณ ทหารผ่านศึกสงครามเกาหลี คือหนึ่งในบทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดของหลักการนี้ และเป็นสัญลักษณ์สะท้อนบทบาทของไทยในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและความมั่นคงบนเวทีโลก
เรื่องราวของ จ.ส.อ. รอด ได้รับการจดจำอีกครั้ง เมื่ออัฐิของท่านถูกนำไปบรรจุ ณ สุสานอนุสรณ์สถานแห่งสหประชาชาติในเกาหลี (UNMCK) นครปูซาน เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 ซึ่งตรงกับวันรำลึกผู้เสียสละสงคราม “Turn Toward Busan” ซึ่งนับเป็นทหารผ่านศึกชาวไทยคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้ นี่ไม่ใช่เพียงพิธีการเพื่อรำลึกถึงวีรบุรุษผู้ล่วงลับในวัย 101 ปี แต่คือการตอกย้ำถึงคุณค่าแห่งมิตรภาพที่ยืนยาวกว่า 7 ทศวรรษ
ย้อนกลับไปในช่วง พ.ย. 2495 - ต.ค. 2496 จ.ส.อ. รอด อาสนพรรณ ในขณะนั้นได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ ทหารเสนารักษ์ เข้าร่วมรบในสงครามเกาหลี (2493-2496) ผลัดที่ 3 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังสหประชาชาติ
การตัดสินใจของประเทศไทยในการส่งทหารเข้าร่วมรบในสงครามเกาหลี ถือเป็นนโยบายเชิงรุกด้านการต่างประเทศที่สำคัญยิ่งในยุคสงครามเย็น นี่คือการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการสนับสนุนหลักการของสหประชาชาติ เพื่อปกป้องสันติภาพและเสรีภาพ การเข้าร่วมครั้งนี้สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะ ผู้ให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศ (International Assistance) อย่างเป็นรูปธรรม
ในสมรภูมิที่ทหารไทยได้รับสมญานามว่า "พยัคฆ์น้อย" (Little Tigers) จากความกล้าหาญ จ.ส.อ. รอด ไม่เพียงแต่จับปืนสู้รบ แต่ท่านยังทำหน้าที่ "เสนารักษ์" ซึ่งเป็นหัวใจของการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ท่ามกลางสมรภูมิที่โหดร้าย การรักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นทหารฝ่ายเดียวกันหรือแม้แต่พลเรือน คือภาพแทนของการที่ไทยไม่ได้ส่งเพียง "นักรบ" แต่ส่ง "ผู้ช่วยเหลือ" ไปยังดินแดนที่ต้องการความมั่นคง
หลังสงคราม จ.ส.อ. รอด มีชีวิตเรียบง่ายในประเทศไทยจนถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2566 ด้วยอายุ 101 ปี และ จ.ส.อ. รอดฯ เคยแจ้งความประสงค์ที่จะให้นำอัฐิของตนไปฝังที่ UNMCK เนื่องจากมีความผูกพันกับสาธารณรัฐเกาหลี
การเสียสละของ จ.ส.อ. รอด และทหารไทยในสงครามเกาหลี ได้กลายเป็นรากฐานที่ลึกซึ้งของ ความมั่นคงด้านความร่วมมือกับต่างประเทศ (Security Cooperation) โดยเฉพาะกับสาธารณรัฐเกาหลี
การสร้างพันธมิตรที่ยั่งยืน: สงครามเกาหลีคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ "พันธมิตรเลือด" (Blood Alliance) ระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ ความร่วมมือนี้ไม่ได้จบลงเมื่อสงครามสิ้นสุด แต่ได้พัฒนาต่อยอดมาสู่ความร่วมมือทางทหาร เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในปัจจุบัน การที่รัฐบาลเกาหลีใต้ให้เกียรติสูงสุดในการบรรจุอัฐิของ จ.ส.อ. รอด ณ สุสาน UNMCK คือการประกาศว่า พวกเขาไม่เคยลืมการเสียสละของมิตรประเทศ
ความน่าเชื่อถือในฐานะสมาชิก UN: การอุทิศตนของ จ.ส.อ. รอด และทหารไทย เป็นการสร้างเครดิตและความน่าเชื่อถือให้ประเทศไทยในเวทีสหประชาชาติ พิสูจน์ว่าไทยเป็นสมาชิกที่มีความรับผิดชอบ พร้อมที่จะอุทิศทรัพยากรและกำลังพลเพื่อสันติภาพของโลก มรดกนี้ได้ส่งต่อมายังภารกิจรักษาสันติภาพในยุคต่อๆ มา ไม่ว่าจะเป็นที่ติมอร์ตะวันออก หรือเซาท์ซูดาน
ความมั่นคงที่ไม่ได้มีแค่เรื่องการรบ: บทบาท "เสนารักษ์" ของ จ.ส.อ. รอด เน้นย้ำว่า "ความมั่นคง" ในมิติสากล ไม่ได้หมายถึงการใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึง ความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security) การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การแพทย์ และการฟื้นฟู ซึ่งเป็นนโยบายที่ไทยยึดถือในการส่งกองกำลังไปช่วยเหลือในพื้นที่ขัดแย้งทั่วโลก
จ่าสิบเอก รอด อาสนพรรณ อาจไม่ใช่ผู้กำหนดนโยบายในห้องประชุม แต่ท่านคือ "ผู้ดำเนินนโยบาย" ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในสนามจริง การอุทิศตนของท่านได้สร้างสิ่งที่เงินหรือเทคโนโลยีไม่สามารถซื้อได้ นั่นคือ "ความไว้วางใจ" และ "มิตรภาพที่แท้จริง" ระหว่างประเทศ
เรื่องราวของ "พยัคฆ์น้อย" ผู้นี้ จึงเป็นมากกว่าประวัติศาสตร์ส่วนบุคคล แต่เป็นมรดกที่มีชีวิต (Living Legacy) ที่ตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะชาติผู้สร้างสันติภาพ และเป็นเครื่องเตือนใจว่า ความมั่นคงระหว่างประเทศที่ยั่งยืนที่สุด ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากการเสียสละของปัจเจกบุคคลผู้กล้าหาญอย่าง จ.ส.อ. รอด อาสนพรรณ นั่นเอง
แหล่งข้อมูล/ภาพ : เว็บไซต์สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล / เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ