พระมหากรุณาธิคุณที่หยั่งลึกถึงความแห้งแล้ง
โครงการพระราชดำริ "ฝนหลวง" คือหนึ่งในเครื่องยืนยันถึงพระอัจฉริยภาพและพระเมตตาอันล้นพ้นของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ ๙) [1] โครงการนี้มิใช่เพียงนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ แต่เกิดจากพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะ บรรเทาความทุกข์ยากของพสกนิกรจากปัญหาภัยแล้ง และความขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศ
ความสำเร็จของฝนหลวงในการดัดแปรสภาพอากาศ (Weather Modification) เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้ผืนแผ่นดินนั้น จำเป็นต้องอาศัยการปฏิบัติการทางอากาศอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง โดยมี กองทัพอากาศไทย เป็น กลไกหนึ่งที่มีความสำคัญ ในการนำพระราชดำรินี้ไปสู่การปฏิบัติจริงในทุกพื้นที่เป้าหมายทั่วประเทศ [4]
จุดเริ่มต้นจากพระราชดำริและความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์
กำเนิดแห่งความหวัง (พ.ศ. ๒๔๙๘)
พระราชดำริในการทำฝนหลวงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๘ [2] เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนพสกนิกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ประสบภาวะแห้งแล้งอย่างหนัก [3] สิ่งที่ทรงสังเกตเห็นคือ การมีเมฆลอยอยู่เต็มท้องฟ้า แต่เมฆเหล่านั้นกลับไม่สามารถรวมตัวกันและตกลงมาเป็นฝนได้ ปรากฏการณ์นี้เองที่จุดประกายให้ทรงเกิดแนวคิดที่จะหาวิธีทางวิทยาศาสตร์เพื่อ "ดึงน้ำ" ที่มีอยู่แล้วในก้อนเมฆมาใช้ประโยชน์
การทดลองสู่การปฏิบัติการจริง
หลังจากการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยทางทฤษฎีอย่างละเอียดถี่ถ้วนมานานกว่า ๑๔ ปี [2] การทดลองปฏิบัติการฝนหลวงในท้องฟ้าครั้งแรก ที่ประสบผลสำเร็จจึงเกิดขึ้นในวันที่ ๑-๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ ณ วนอุทยานเขาใหญ่ [2]
ความสำเร็จนี้ได้นำไปสู่การพัฒนารูปแบบการทำฝนที่เรียกว่า "กรรมวิธีทำฝนหลวงพระราชทาน" ซึ่งมี ๓ ขั้นตอนสำคัญที่ต้องปฏิบัติการอย่างแม่นยำและสัมพันธ์กัน [1]:
ขั้นตอน "ก่อกวน" (Agitating): การใช้สารเคมีเพื่อกระตุ้นให้มวลอากาศยกตัวและสร้างเมฆเม็ดเล็ก ๆ หรือเซลล์เมฆขึ้นมาในบรรยากาศชั้นล่าง
ขั้นตอน "เลี้ยงให้อ้วน" (Fattening): การเพิ่มขนาดและปริมาณของเม็ดน้ำในเมฆที่ก่อตัวแล้ว ให้เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องจนมีความหนาแน่นเพียงพอ
ขั้นตอน "โจมตี" (Attacking): การใช้สารเคมีที่เหมาะสมเพื่อเร่งให้เมฆที่โตเต็มที่แล้วเกิดการกลั่นตัวและตกลงมาเป็นเม็ดฝนในบริเวณพื้นที่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บทบาทของกองทัพอากาศ: ผู้พิทักษ์นภากาศเพื่อแผ่นดิน
ความแม่นยำและความต่อเนื่องของภารกิจฝนหลวงนั้นไม่อาจเกิดขึ้นได้หากปราศจากการสนับสนุนจาก กองทัพอากาศไทย (RTAF) ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักด้านการบิน กองทัพอากาศได้จัดตั้ง หน่วยบินปฏิบัติภารกิจฝนหลวงกองทัพอากาศ พร้อมทั้งจัดสรร ฐานปฏิบัติการ ตามกองบินต่าง ๆ ทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เครื่องบินสามารถเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยได้รวดเร็ว กองทัพอากาศได้จัดสรรอากาศยานตามความเหมาะสมของภารกิจเฉพาะด้าน ดังนี้ [4]:
เครื่องบินลำเลียงแบบที่ 2 ก (BT-67): เป็นเครื่องบินที่มีขีดความสามารถในการบรรทุกสูง จึงถูกใช้ในภารกิจหลักเพื่อ เติมน้ำต้นทุน ให้กับเขื่อนและแหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งต้องการการโปรยสารเคมีในปริมาณมาก
เครื่องบินโจมตีทางธุรการแบบที่ 2 (AU-23A): ใช้เป็นเครื่องบินปฏิบัติการหลักในการทำฝนหลวงเพื่อ แก้ไขปัญหาภัยแล้ง ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่เพาะปลูก
เครื่องบินโจมตีแบบที่ 7 (Alpha Jet): ถูกใช้ในภารกิจพิเศษเพื่อ ยับยั้งและลดความรุนแรงของพายุลูกเห็บ โดยใช้เทคนิคการยิงพลุสารเคมีเข้าสู่ก้อนเมฆพายุเพื่อควบคุมและสลายตัวของเม็ดเห็บก่อนตกสู่พื้น
การปฏิบัติงานของนักบินและเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศในภารกิจฝนหลวง จึงถือเป็นภารกิจเกียรติยศที่นำศักยภาพทางทหารมาใช้เพื่อประโยชน์สุขของพลเรือนโดยตรง [4]
มรดกแห่งพระเกียรติคุณและการสืบสาน
เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติในพระอัจฉริยภาพและพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงสร้างสรรค์นวัตกรรมอันยิ่งใหญ่นี้ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้ทรงเป็น "พระบิดาแห่งฝนหลวง" [5] และกำหนดให้วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ของทุกปี เป็น "วันพระบิดาแห่งฝนหลวง" เพื่อรำลึกถึงจุดกำเนิดของโครงการ [2]
โครงการฝนหลวงจึงเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่ไม่เพียงแต่แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ แต่ยังสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ โดยมีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบหลัก และมี กองทัพอากาศไทย ซึ่งเป็นผู้พิทักษ์น่านฟ้า คอยทำหน้าที่ปฏิบัติการสำคัญนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสืบสานพระราชปณิธานแห่งพระบิดาแห่งฝนหลวงให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยสืบไป
เรียบเรียงและวิเคราะห์โดย น.อ.รัตนสุทธิ สุทธิแย้ม
References:
[1] สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) (ข้อมูลเกี่ยวกับหลักการและกรรมวิธีฝนหลวง)
[2] กรมประชาสัมพันธ์ (ข้อมูลเกี่ยวกับวันสำคัญ ๑๔ พฤศจิกายน และการทดลองครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๑๒)
[3] กรมฝนหลวงและการบินเกษตร, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ข้อมูลเกี่ยวกับต้นกำเนิดพระราชดำริ พ.ศ. ๒๔๙๘)
[4] กองทัพอากาศไทย (RTAF) (ข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทการสนับสนุนและประเภทอากาศยานในภารกิจ)
[5] กรมฝนหลวงและการบินเกษตร, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ข้อมูลการเฉลิมพระเกียรติและวันพระบิดาแห่งฝนหลวง)
ที่มาของภาพ:
1. https://www.proactivemanagement.co.th/content/3491/โครงการ-ฝนหลวง
2. https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2769895
3. https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/1519810
4. https://www.online-news.biz/?p=38669
5. https://welcome-page.rtaf.mi.th/.../phithiisnghnwybinptib...