ในยุคที่โลกหมุนเร็วด้วยเทคโนโลยี การทำการเกษตรแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป เกษตรกรไทยต้องเจอทั้งความท้าทายจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ราคาสินค้าที่ผันผวน และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ผลักดันแนวคิด Smart Farming หรือ เกษตรอัจฉริยะ เพื่อเป็นทางออกในการพัฒนาเกษตรไทยให้ก้าวทันยุคดิจิทัล และสร้างความมั่นคงให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ
ตามเอกสารของกรมวิชาการเกษตร Smart Farming คือการทำเกษตรโดยนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้ในการจัดการทุกขั้นตอนของการผลิต เช่น:
🌱 ใช้เซ็นเซอร์วัดความชื้นในดิน เพื่อให้น้ำพืชเท่าที่จำเป็น
🌱 ใช้โดรนบินสำรวจสภาพแปลงเพาะปลูก เพื่อตรวจหาศัตรูพืชหรือปัญหาต่าง ๆ
🌱 ใช้แอปพลิเคชันบนมือถือบันทึกข้อมูลผลผลิต ต้นทุน และการตลาด
🌱 ใช้ระบบ IoT (Internet of Things) เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ในฟาร์ม
🌱 วิเคราะห์ข้อมูล Big Data เพื่อคาดการณ์ผลผลิตและวางแผนตลาด
เป้าหมายของ Smart Farming คือ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และรักษาสิ่งแวดล้อม ในเวลาเดียวกัน
กรมวิชาการเกษตรระบุว่า หากเกษตรกรยังคงทำเกษตรแบบเดิม จะประสบปัญหาหลายด้าน เช่น:
ผลผลิตไม่สม่ำเสมอ
ต้นทุนสูงจากปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย สารเคมี แรงงาน
เสียโอกาสเข้าถึงตลาดคุณภาพ เช่น ตลาดส่งออกที่ต้องการมาตรฐาน GAP หรือ Organic
ไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้
Smart Farming จึงเป็นหนทางให้เกษตรกร ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูง ใช้ต้นทุนน้อย และเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น
สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา ได้นำ Smart Farming มาปรับใช้ในภาคใต้ เช่น:
ใช้โดรนพ่นปุ๋ยชีวภาพบนสวนยางพาราและสวนผลไม้ ช่วยลดแรงงานและเวลา
ติดตั้งเซ็นเซอร์วัดความชื้นในดินในสวนทุเรียน เพื่อรดน้ำเฉพาะเวลาที่จำเป็น ประหยัดน้ำได้มากกว่า 30%
เกษตรกรบันทึกข้อมูลการใช้ปุ๋ยผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อตรวจสอบต้นทุนและกำไรได้ทันที
ผลลัพธ์คือ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และดูแลสิ่งแวดล้อมได้พร้อมกัน
Smart Farming ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง เพราะ:
✅ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการลดต้นทุน
✅ ผลผลิตมีคุณภาพสูง ขายได้ราคาดี
✅ ข้อมูลช่วยให้วางแผนการผลิตตรงกับความต้องการตลาด
✅ เปิดโอกาสสู่ตลาดออนไลน์ หรือส่งออก
✅ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของตลาดยุคใหม่
ที่มา : กรมวิชาการเกษตร