
พระราชพิธีวันพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ นับเป็นพระราชพิธีสำคัญที่สืบทอดมาแต่โบราณกาล สะท้อนความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับวิถีชีวิตเกษตรกรรมของปวงชนชาวไทย เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่ยังคงดำรงอยู่จวบจนปัจจุบัน
พระราชพิธีวันพืชมงคลมีรากฐานมาจากความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับการเพาะปลูกและความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหาร มีการจัดพิธีกรรมคล้ายคลึงกันในหลายอารยธรรมโบราณทั่วโลก สำหรับประเทศไทย ประวัติศาสตร์บันทึกว่ามีการประกอบพระราชพิธีนี้มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย
ในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระมหากษัตริย์จะเสด็จไปทรงประกอบพิธีด้วยพระองค์เอง แสดงถึงความสำคัญอย่างยิ่งของการเกษตรต่อบ้านเมือง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระราชพิธีนี้เป็นพระราชพิธีหลวง และทรงแต่งตั้งขุนนางผู้ใหญ่เป็นผู้แทนพระองค์ในการประกอบพิธี ซึ่งเรียกว่า "พระยาแรกนา"
พระราชพิธีวันพืชมงคลประกอบด้วยสองพิธีหลัก ได้แก่:
จัดขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เป็นพิธีทางศาสนาเพื่อบูชาและขอพรจากเทพเจ้าแห่งการเกษตร มีการสวดมนต์เจริญพระพุทธมนต์ การเจิมเมล็ดพันธุ์พืชที่จะนำไปใช้ในพิธีจรดพระนังคัล และการเตรียมเครื่องประกอบพิธีต่างๆ
จัดที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง มีพระยาแรกนา (ปัจจุบันคือปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) เป็นตัวแทนพระมหากษัตริย์ไถหว่านไถแรกและหว่านพันธุ์พืช โดยมีขั้นตอนสำคัญ ดังนี้:
พระราชพิธีวันพืชมงคลมีความสำคัญหลายประการ ดังนี้:
ในปัจจุบัน พระราชพิธีวันพืชมงคลยังคงจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยกำหนดวันที่จะจัดพิธีตามโหราศาสตร์ มักจะตรงกับช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูฝนและฤดูกาลเพาะปลูก
การจัดพิธีมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เพื่อให้ประชาชนได้ชม นับเป็นพระราชพิธีที่ยังคงรักษาแบบแผนโบราณไว้อย่างครบถ้วน แม้จะมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางประการให้เหมาะสมกับยุคสมัย
ภายหลังพิธี มีประเพณีการเก็บรวงข้าวและเมล็ดพันธุ์พืชที่ใช้ในพิธีไปแจกจ่ายให้เกษตรกร ซึ่งเชื่อว่าจะนำความเจริญงอกงามมาสู่พืชผล รวมถึงการแจกผ้าแดง (ผ้าแถบ) ที่ใช้ในพิธีให้แก่ประชาชนเพื่อนำไปเป็นสิริมงคล
พระราชพิธีวันพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ มิใช่เพียงพิธีกรรมทางศาสนาและความเชื่อเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับวิถีชีวิตของปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เป็นกระดูกสันหลังของชาติ
แม้ว่าสังคมไทยจะพัฒนาไปสู่ความเป็นอุตสาหกรรมและบริการมากขึ้น แต่พระราชพิธีนี้ยังคงดำรงความสำคัญในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า ที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของชาติไทยเข้าด้วยกัน เป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ