
ภาคเกษตรกรรมเป็นภาคส่วนที่ใช้น้ำมากที่สุดในประเทศไทย คิดเป็นประมาณร้อยละ 70 ของการใช้น้ำทั้งหมด ขณะเดียวกันก็เป็นภาคส่วนที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของปริมาณและคุณภาพน้ำมากที่สุด การบริหารจัดการน้ำในภาคเกษตรกรรมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของประเทศ
เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาน้ำฝนในการเพาะปลูก โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทาน ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 80 ของพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้รูปแบบของฝนมีความไม่แน่นอนมากขึ้น บางปีเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง บางปีเกิดฝนตกหนักจนน้ำท่วม สร้างความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร
ระบบชลประทานแบบดั้งเดิมในประเทศไทย เช่น การปล่อยน้ำท่วมแปลงนา มีประสิทธิภาพการใช้น้ำที่ต่ำ มีการสูญเสียน้ำจากการระเหยและการซึมลงดินในปริมาณมาก นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานชลประทานบางส่วนมีอายุการใช้งานนาน ขาดการบำรุงรักษาที่เหมาะสม ทำให้มีการรั่วไหลและสูญเสียน้ำระหว่างการส่ง
พืชเศรษฐกิจหลักของไทย เช่น ข้าว เป็นพืชที่ต้องการน้ำในปริมาณมาก การปลูกข้าวนาปรังในฤดูแล้งยิ่งเพิ่มความต้องการน้ำในช่วงที่น้ำมีน้อย การส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยวโดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมของพื้นที่และปริมาณน้ำที่มี ยิ่งทำให้ปัญหาการขาดแคลนน้ำรุนแรงขึ้น
ในช่วงฤดูแล้ง มักเกิดความขัดแย้งระหว่างภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการอุปโภคบริโภคในเมือง รวมถึงระหว่างเกษตรกรในพื้นที่ต้นน้ำและปลายน้ำ การจัดสรรน้ำที่ไม่เป็นธรรมยิ่งทำให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น
การขยายตัวของเมืองและพื้นที่อุตสาหกรรมเข้าไปในพื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลให้พื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติลดลง เกิดปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝนและการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง นอกจากนี้ การบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความสามารถในการกักเก็บน้ำของลุ่มน้ำ
การนำเทคโนโลยีชลประทานที่ประหยัดน้ำมาใช้ เช่น ระบบน้ำหยด ระบบพ่นฝอย หรือการให้น้ำแบบเป็นรอบ สามารถช่วยลดการใช้น้ำลงได้ร้อยละ 30-60 เมื่อเทียบกับการปล่อยน้ำท่วมแปลง ตัวอย่างความสำเร็จเช่นในจังหวัดเชียงใหม่ เกษตรกรที่ปลูกพืชผักใช้ระบบน้ำหยดร่วมกับการคลุมแปลงด้วยฟางข้าว สามารถลดการใช้น้ำลงได้ร้อยละ 40 และยังช่วยควบคุมวัชพืชได้อีกด้วย
การปรับเปลี่ยนช่วงเวลาการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่มี และการส่งเสริมการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยในช่วงฤดูแล้ง เช่น ถั่วเขียว ถั่วลิสง หรือพืชตระกูลแตง แทนการปลูกข้าวนาปรัง สามารถช่วยลดความต้องการน้ำและความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ โครงการนำร่องในจังหวัดนครสวรรค์แสดงให้เห็นว่า เกษตรกรที่เปลี่ยนจากการปลูกข้าวนาปรังมาปลูกถั่วเขียวในฤดูแล้ง สามารถลดการใช้น้ำลงได้ถึงร้อยละ 70
เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) ช่วยให้เกษตรกรสามารถให้น้ำในปริมาณที่พืชต้องการจริงๆ ลดการสูญเสียจากการให้น้ำมากเกินไป ตัวอย่างเช่น:
กรมส่งเสริมการเกษตรได้นำร่องโครงการ "เกษตรอัจฉริยะ" ในหลายจังหวัด พบว่าสามารถลดการใช้น้ำลงได้เฉลี่ยร้อยละ 30-40 และเพิ่มผลผลิตร้อยละ 10-15
การสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการบริหารจัดการน้ำ ผ่านการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ ช่วยให้การจัดสรรน้ำมีความเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น กลุ่มผู้ใช้น้ำสามารถทำหน้าที่:
กรณีศึกษาจากลุ่มน้ำแม่ขาน จังหวัดเชียงใหม่ แสดงให้เห็นว่า การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการน้ำช่วยลดความขัดแย้งและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ
การส่งเสริมให้เกษตรกรสร้างแหล่งกักเก็บน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ของตนเอง เช่น สระน้ำ บ่อน้ำตื้น หรือธนาคารน้ำใต้ดิน ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำในระดับครัวเรือน โครงการ "1 ไร่ 1 แสน" ที่ส่งเสริมการขุดสระน้ำในพื้นที่การเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถรับมือกับภัยแล้งได้ดีขึ้น
การวางแผนการใช้ที่ดินที่คำนึงถึงศักยภาพด้านน้ำของแต่ละพื้นที่ (Water-based Land Use Planning) ช่วยให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างเหมาะสม รัฐบาลได้จัดทำแผนที่ความเหมาะสมของพื้นที่สำหรับการปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดต่างๆ (Agri-Map) เพื่อแนะนำเกษตรกรให้ปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และปริมาณน้ำ
การพัฒนาระบบประกันภัยพืชผลที่คุ้มครองความเสียหายจากภัยแล้งและน้ำท่วม ช่วยลดความเสี่ยงให้กับเกษตรกรและส่งเสริมให้เกิดการปรับตัว โครงการประกันภัยข้าวนาปีที่ดำเนินการโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบป้องกันความเสี่ยงให้กับเกษตรกรไทย
กรมชลประทานและกรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กในพื้นที่นอกเขตชลประทาน เช่น การขุดลอกหนองน้ำ การสร้างฝายชะลอน้ำ และการขุดสระเก็บน้ำประจำไร่นา เพื่อเพิ่มแหล่งน้ำสำรองสำหรับเกษตรกร
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีโครงการส่งเสริมให้เกษตรกรในเขตชลประทานปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวนาปรังมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย โดยมีการสนับสนุนเงินไร่ละ 2,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปรับเปลี่ยน
รัฐบาลส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรในรูปแบบแปลงใหญ่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มอำนาจต่อรอง รวมถึงการบริหารจัดการน้ำร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) ได้พัฒนาระบบคาดการณ์สภาพอากาศและปริมาณน้ำเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของเกษตรกร ผ่านแอปพลิเคชัน "ธรรมชาติเตือนภัย" และเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลสภาพอากาศและปริมาณน้ำในระดับท้องถิ่น
การบริหารจัดการน้ำในภาคเกษตรกรรมไทยจำเป็นต้องอาศัยการผสมผสานทั้งมาตรการด้านเทคโนโลยี การปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูก การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน และนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ ความสำเร็จในการจัดการน้ำจะนำไปสู่ภาคเกษตรกรรมที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และสามารถผลิตอาหารได้อย่างมั่นคง
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาการบริหารจัดการน้ำในภาคเกษตรกรรมไทย มีดังนี้:
การลงทุนในการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำในภาคเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนไม่เพียงช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารและรายได้ให้กับเกษตรกร แต่ยังเป็นการรักษาฐานทรัพยากรน้ำอันมีค่าไว้สำหรับคนรุ่นต่อไปอีกด้วย