เสนอยูเนสโก ยกย่องรัชกาลที่ 9 ผู้ทรงคุณค่าของโลก


เสนอยูเนสโก ยกย่องรัชกาลที่ 9 ผู้ทรงคุณค่าของโลก

เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี วันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันที่ 5 ธันวาคม 2570 พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการด้วยพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะทำประโยชน์สุขเพื่อประชาชนชาวไทย และสังคมโลก โดยเฉพาะหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่เป็นแนวพระราชดำริของพระองค์ท่านและทั่วโลกให้การยอมรับ ประเทศไทยจึงเสนอพระนามพระองค์ท่านให้องค์การยูเนสโกประกาศยกย่องและร่วมเฉลิมฉลองในวาระ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพ ในปีพุทธศักราช 2570 เมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๖ กระทรวงศึกษาธิการได้ประชุมร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้เห็นชอบให้เสนอพระนามพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้ยูเนสโกประกาศยกย่องและร่วมเฉลิมฉลองในวาระ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพ ในปีพุทธศักราช 2570 เนื่องจากทรงมี พระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นต่อประเทศไทย ทรงอุทิศพระองค์เพื่อปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพสกนิกร นอกจากนี้พระราชกรณียกิจของพระองค์สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และการดำเนินงานของยูเนสโก ทั้ง 5 ด้าน คือ การศึกษา วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และสื่อสารมวลชน ตลอดจนมีเป้าหมายเพื่อการส่งเสริมสันติภาพ ความเท่าเทียม และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งนานาชาติและองค์การระหว่างประเทศต่างๆ ให้การยอมรับในฐานะพระมหากษัตริย์นักพัฒนา


วันที่ 6 มิถุนายน ๒๕๖๖ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบหลักการเสนอพระนามพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ “ยูเนสโก” ประกาศยกย่องและร่วมเฉลิมฉลองในวาระ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพ ในปีพุทธศักราช 2570 

กระทรวงศึกษาธิการ  ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการได้เตรียมงาน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 
      (1) ยกร่างข้อมูลเพื่อเสนอพระนามฯ ให้ยูเนสโก โดยจะต้องจัดส่งเอกสารการเสนอพระนามฯ ภายใน
วันที่ 1 ธันวาคม 2567 เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารของยูเนสโก เพื่อพิจารณาภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ก่อนที่ประชุมสมัยสามัญของยูเนสโกจะพิจารณาให้ความเห็นชอบ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยกิจกรรมเฉลิมฉลองฯ จะจัดขึ้นภายในปีพุทธศักราช 2570 
     (2) เตรียมการด้านต่างๆ โดยได้จัดทำร่างแผนการดำเนินงานการเสนอพระนามฯ เพื่อให้การดำเนินการที่เกี่ยวข้องต่างๆ ด้วยความเรียบร้อยและสอดคล้อง ตามหลักเกณฑ์ขั้นตอน และการดำเนินการเสนอชื่อการเฉลิมฉลองวาระครบรอบที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับงานของยูเนสโก อาทิ ต้องเป็นบุคคลหรือเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับภารกิจของยูเนสโก ในสาขาการศึกษา วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ สังคมและมนุษยศาสตร์ และสื่อสารมวลชน ส่งเสริมให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ, ต้องไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เพื่อระลึกการก่อตั้ง การรับเอกราช รวมทั้งไม่ใช่การทหาร และการได้รับอิสรภาพ, มีความสำคัญในระดับโลกหรืออย่างน้อยในระดับภูมิภาค สะท้อนความเป็นอุดมคติ มีคุณค่า มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และมีความเป็นสากล, เป็นการฉลองครบรอบ 50 ปี 100 ปี หรือทุก ๆ 50 ปี และต้องได้รับการสนับสนุนจากประเทศสมาชิกอย่างน้อย 2 ประเทศ หรือ 1 กลุ่มภูมิภาค โดยปัจจุบัน ยูเนสโกมีประเทศสมาชิกทั้งหมด 193 ประเทศ สมาชิกสมทบอีก 11 ประเทศ สำหรับประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกของยูเนสโกเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2492 ซึ่งเป็นลำดับที่ 49 ของประเทศสมาชิก “นับตั้งแต่ พ.ศ. 2505-2566 ยูเนสโกได้ประกาศยกย่องและร่วมเฉลิมฉลองบุคคลสำคัญ และเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทยมาแล้ว 3๒ รายการ แบ่งเป็น พระมหากษัตริย์และ              พระราชวงศ์ 1๕ พระองค์ และพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นพระราชวงศ์ ๒ รูป และสามัญชน ๒ รูป, สามัญชน 13 คน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เปี่ยมด้วยพระปรีชาและความสามารถ พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายในการประกอบ พระราชกรณียกิจ ตลอด 70 ปีที่ทรงครองราชสมบัติ มีโครงการมากกว่า ๔,000 โครงการที่พระองค์ทรงทำเพื่อพสกนิกรชาวไทย ทั้งนี้ ขอน้อมนำพระราชกรณียกิจมานำเสนอ ดังนี้ 
1. แนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง : เกษตรทฤษฎีใหม่
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระราชดำริชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่ประชาชนชาวไทยในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทาง สายกลาง ซึ่งประกอบด้วย ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ซึ่งต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้วางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน เพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของโลกขณะเดียวกัน ได้พระราชทานแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงที่เด่นชัดที่สุด เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่มักประสบปัญหาทั้งภัยธรรมชาติและปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อการทำการเกษตร ให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤติโดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำได้โดยไม่เดือดร้อนและยากลำบากมากนัก  
โดยการแบ่งออกเป็น ๓ ขั้น ได้แก่ 
ขั้นต้น คือการแบ่งพื้นที่ออกเป็น ๔ ส่วน ตามอัตรา ๓๐-๓๐-๓๐-๑๐ เพื่อขุดเป็นสระกักเก็บน้ำ ๓๐%  ปลูกข้าวในฤดูฝน ๓๐% ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผักสมุนไพร ๓๐% ที่อยู่อาศัย ๑๐%
ขั้นที่ ๒ คือการให้เกษตรกรรวมกันในรูปแบบของกลุ่ม สหกรณ์ เพื่อดำเนินการในด้านการผลิต การตลาด ความเป็นอยู่ สวัสดิการ และการศึกษา  
ขั้นที่สาม คือ การติดต่อประสานงาน จัดการแหล่งเงินทุน เพื่อใช้ลงทุนพัฒนาคุณภาพชีวิต

                               
๒. โครงการชั่งหัวมัน
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงซื้อที่ดินมาจากราษฎรบริเวณอ่างเก็บน้ำหนองเสือ ประมาณ 250 ไร่ โดยมีพระราชดำริให้ทำเป็นโครงการตัวอย่าง                   ด้านการเกษตรกรรมพันธุ์พืชเศรษฐกิจในพื้นที่อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเดิมที่ดินบริเวณนี้แห้งแล้งมาก โดยมีชาวบ้านนำมันเทศที่ปลูกมาทูลเกล้าฯ ถวาย ท่านจึงได้ทรงมีพระราชดำริให้ปลูกแปลงทดลองมันเทศ                  ในที่ดินส่วนนี้ แต่เมื่อเสด็จกลับมิได้ทรงนำมันหัวนั้นไปด้วย ครั้นเมื่อพระองค์เสด็จกลับมาอีก ทรงพบว่ามันหัวนั้นงอกเป็นต้น จึงมีพระราชดำริให้จัดเป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชต่าง ๆ โดยเน้นที่พืชท้องถิ่นของเพชรบุรี เช่น มะพร้าว, ชมพู่เพชร, มะนาว, กะเพรา, สับปะรด, ข้าวไร่พันธุ์ต่าง ๆ และพระราชทานพันธุ์มันเทศ ซึ่งนำมาจากหัวมันที่ตั้งโชว์ไว้บนตาชั่งภายในห้องทรงงานที่วังไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้นำมาปลูกไว้ อีกทั้งยัง                   ทรงพระราชทานชื่อ “โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ” พร้อมทั้งพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และเป็น                   ศูนย์การเรียนด้านการปลูกพืชเกษตรในพื้นที่แห้งแล้ง ในปัจจุบันโครงการชั่งหัวมันเป็นพื้นที่สำคัญในการศึกษาความรู้ด้านการเกษตรยั่งยืน
                                                            

๓. โครงการแกล้งดิน
เป็นแนวพระราชดำริเกี่ยวกับการแก้ปัญหาดินเปรี้ยว หรือดินเป็นกรด อันเนื่องมาจากเมื่อปี  พ.ศ. 2524 ไปทรงเยี่ยมราษฎรในเขตจังหวัดนราธิวาส และทรงพบว่า ราษฎรมีความเดือดร้อนหลายเรื่องโดยเฉพาะในกลุ่มของเกษตรกร ขาดแคลนที่ทำกิน หรือปัญหาในพื้นที่พรุซึ่งมีน้ำขังอยู่ตลอดปีถึงแม้สามารถทําให้น้ำแห้งได้ ดินในพื้นที่เหล่านั้นก็ยังเป็น ดินเปรี้ยวจัด ทําการเกษตรได้ผลน้อยไม่คุ้มทุน จึงกําเนิด "โครงการแกล้งดิน" ขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2527 โดยมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ เป็นหน่วยดําเนินการสนองพระราชดําริ เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดของดินกํามะถันเริ่มจากวิธีการ “แกล้งดินให้เปรี้ยว” ด้วยการทำให้ดินแห้งและเปียกสลับกันไปเรื่อย ๆ เพื่อเร่งปฏิกิริยาทางเคมีของดินซึ่งจะไปกระตุ้นให้สารไพไรท์ทําปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ ปลดปล่อยกรดกํามะถันออกมา ทำให้ดินเป็นกรดจัดจนถึงขั้น “แกล้งดินให้เปรี้ยวสุดขีด” กระทั่งพืชไม่สามารถเจริญงอกงามได้ จากนั้นจึงหาวิธีการปรับปรุงดินดังกล่าวให้สามารถปลูกพืชสามารถทำเกษตรกรรมได้ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เรื่อง "กระบวนการปรับปรุงสภาพดินเปรี้ยวเพื่อให้เหมาะแก่การเพาะปลูก" (โครงการแกล้งดิน) ในสาขาวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงดิน เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2550

                             
๔. โครงการปลูกหญ้าแฝก 
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงศึกษาเรื่องการใช้หญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำจากเอกสารของธนาคารโลก ซึ่ง นาย Richard Grimshaw ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย และได้พระราขทานพระราชดำริให้มีการนำหญ้าแฝกมาใช้ในการอนุรักษ์ดินและน้ำ เนื่องจากจุดเด่นของหญ้าแฝกที่มีรากยาวแผ่กระจายลงดินได้เป็นแผงๆ คล้ายกำแพงช่วยกรองตะกอนดินและรักษาหน้าดินได้ดี และปรับปรุงสภาพพื้นที่เสื่อมโทรม นอกจากนี้หญ้าแฝกยังเป็นพืชมหัศจรรย์ทุกส่วนของลำต้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น ทำวัสดุมุงหลังคา ทำปุ๋ยหมัก เป็นต้น โดยปลูกเป็นพื้นที่เชิงลาดโครงการวิจัยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พบว่า หญ้าแฝก สามารถนำมาปลูกเป็นแถวเป็นแนวเพื่อเป็นปราการธรรมชาติ ช่วยกรองตะกอนดินที่ถูกชะล้างมากักเก็บไว้ ชะลอความเร็วของน้ำตามธรรมชาติและทำให้ดินดูดซับน้ำได้ทัน หญ้าแฝก สามารถนำมาใช้ในการปกป้องและอนุรักษ์ดูแลทรัพยากรธรรมชาติได้ เช่น ปลูกตามแนวคลองชลประทาน อ่างเก็บน้ำและหนองบึงรวมทั้งไหล่ถนนและบริเวณใกล้สะพาน รากที่สานกันแน่นเหมือนตาข่ายจะพยุงดินไว้ กลายเป็น "กำแพงใต้ดินที่มีชีวิต" ช่วยชะลอแรงน้ำ ทำให้น้ำซึมลงในดินได้มากขึ้น ช่วยป้องกันหน้าดินถูกกัดเซาะพังทลาย ในส่วนของบริเวณเชิงเขาแนวรั้วหญ้าแฝกยังช่วยหยุดยั้งการพังทลายของดินด้วยเช่นกันทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2536 หัวหน้าสาขาเกษตร ฝ่ายวิชาการภูมิภาคเอเชียของธนาคารโลก ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลรากหญ้าแฝกชุบสำริด (The Bronze Vetiver Sculpture Award) เพื่อสดุดี พระเกียรติคุณ (Award of Recognition) ในฐานะที่ทรงเป็นนักอนุรักษ์ดินและน้ำ
        
                                     

๕. โครงการฝนหลวง
เกิดขึ้นจากพระราชดำริส่วนพระองค์ในปี พ.ศ.2408 เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทรงรับทราบถึงความเดือดร้อนทุกข์ยากของราษฎร และเกษตรกรที่ขาดแคลนน้ำ พระองค์ได้ทรงเริ่มทดลองการสร้าง "ฝนเทียม" ด้วยพระองค์เอง โดยใช้สารเคมีโปรยในท้องฟ้า  จนกระทั่งไอน้ำอิ่มตัวและกลั่นตัวออกมากลายเป็นเม็ดฝน เพื่อช่วยเหลือพสกนิกรในท้องถิ่นทุรกันดารที่ประสบปัญหาแห้งแล้ง หรือขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร ซึ่งมีสาเหตุมาจากความผันแปรและความคลาดเคลื่อนของฤดูกาลธรรมชาติ ทำให้บางครั้งฝนได้ทิ้งช่วงนาน พระองค์จึงทรงคิดค้นวิธีการที่ทำให้เกิดฝนตกนอกเหนือจากที่เกิดโดยธรรมชาติ ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2549 ได้รับการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสิทธิบัตร "ฝนหลวง" โดย กรมทรัพย์สินทางปัญญา และในต่างประเทศโดยสำนักสิทธิบัตรยุโรป (EPO) หมายเลข EP1491088 อีกทั้งสิทธิบัตรในฮ่องกงและของประเทศอื่น ๆ รวมถึงรางวัล Gold medal with mention หรือ รางวัลสรรเสริญพระอัจฉริยภาพแห่งการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมประกาศเกียรติคุณเทิดพระเกียรติให้กับผลงานประดิษฐ์คิดค้นโครงการฝนหลวงด้วย 

                                                   


๖. กังหันน้ำชัยพัฒนา
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้มีพระราชดำริให้มูลนิธิชัยพัฒนาดำเนินการวิจัย และพัฒนากังหันน้ำชัยพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ในการบำบัดน้ำเสีย และใช้ปรับปรุงคุณภาพน้ำตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาค การบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีการเติมอากาศ ทำให้น้ำเสียกลายเป็นน้ำดี และสามารถประยุกต์ใช้ในการอุปโภคบริโภคของประชาชน น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม และเพิ่มออกซิเจนให้บ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทางการเกษตรได้ด้วย กังหันน้ำชัยพัฒนา ได้รับสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2536 นับว่าเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ได้รับการถวายสิทธิบัตร และยังเป็นครั้งแรกของโลกอีกด้วย ต่อมาจึงได้มีการกำหนดให้วันที่ 2  กุมภาพันธ์ทุกปีเป็น "วันนักประดิษฐ์" และในปี พ.ศ. 2543 และ 2544 คณะกรรมการจัดงานบรัสเซลส์ ยูเรก้า แห่ง The Belgian Chamber of Inventors สมาคมส่งเสริมและคุ้มครองนักประดิษฐ์ของเบลเยี่ยม ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล  BRUSSELS EUREKA 2000 รางวัลสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยมระดับโลก จากผลงานเครื่องเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย หรือ กังหันน้ำชัยพัฒนา   

 
๗.โครงการหลวง 
เป็นโครงการส่วนพระองค์ในการส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวแก่ชาวเขาเพื่อเป็นการหารายได้ทดแทนการปลูกฝิ่น ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2512 โดยในระยะแรกมี หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้รับผิดชอบในฐานะประธานมูลนิธิโครงการหลวง  โดยมีอาสาสมัคร จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ และกองทัพอากาศ เข้ามาปฏิบัติงานปัจจุบันโครงการหลวง ดำเนินงานในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา แม่ฮ่องสอน และตาก มีสถานีวิจัยหลัก 4 สถานี และสถานีส่งเสริมปลูกพืชทดแทนฝิ่น เรียกว่า ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง จำนวน 35 ศูนย์ โดยศูนย์พัฒนาโครงการหลวงล่าสุด คือ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ  จังหวัดตาก ผลผลิตจากโครงการหลวงในปัจจุบัน ประกอบด้วย ผัก ผลไม้ สมุนไพร ถั่วและธัญพืช เห็ด ดอกไม้เมืองหนาว ผลิตผลปศุสัตว์ ผลิตผลประมง ผลิตผลป่าไม้ ดอกไม้แห้ง ผลิตภัณฑ์จากแฝก ไม้กระถาง และผลิตภัณฑ์แปรรูป รวมทั้งกาแฟ ในชื่อการค้า "โครงการหลวง"

      

๘.โครงการฝ่ายชะลอน้ำ
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาคบพิตร ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการอยู่รอดของป่าไม้เป็นอย่างยิ่ง ทรงเสนออุปกรณ์อันเป็นเครื่องมือที่จะใช้ประโยชน์ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ที่ได้ผลดียิ่งกล่าวคือ ปัญหาสำคัญที่เป็นตัวแปรแห่งความอยู่รอดของป่าไม้นั้น น้ำ คือสิ่งที่ขาดไม่ได้ พระองค์ท่านทรงแนะนำให้ใช้ฝายกั้นน้ำหรือเรียกว่า Check Dam หรืออาจเรียกขานกันว่า ฝายชะลอความชุ่มชื้นก็ได้เช่นกัน
ฝายชะลอน้ำสร้างขวางทางไหลของน้ำบนลำธารขนาดเล็กไว้ เพื่อชะลอการไหล – ลดความรุนแรงของกระแสน้ำ ลดการชะล้างพังทลายของตลิ่ง – เมื่อน้ำไหลช้าลง ก็มีน้ำอยู่ในลำห้วยนานขึ้น โดยเฉพาะในหน้าแล้ง – ช่วยดักตะกอนที่ไหลมากับน้ำ ลดการตื้นเขินที่ปลายน้ำ ทำให้น้ำใสมีคุณภาพดีขึ้น – ช่วยให้ดินชุ่มชื้น ป่ามีความอุดมสมบูรณ์ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ – สัตว์ป่า สัตว์น้ำ ได้อาศัยน้ำในการดำรงชีวิต คืนพืชแก่เนินเขา/ภูเขาหัวโล้น – ดินชื้น ป่าก็ชื้น กลายเป็นแนวกันไฟป่า ลดความรุนแรงของไฟได้

           

 
๙. โครงการหน่วยแพทย์พระราชทาน
        พระองค์ท่านพระราชทานโครงการแพทย์หลวงพระราชทาน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐ เพื่อตรวจรักษาราษฎรในท้องถิ่นทุรกันดารโดยไม่คิดมูลค่า และถ้าจำเป็นก็จัดส่งไปยังโรงพยาบาลในจังหวัดต่าง ๆ ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ แปรพระราชฐานประทับแรม และในท้องถิ่นต่าง ๆ  ที่ห่างไกลตัวเมือง ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดเจ้าหน้าที่แพทย์ พยาบาล เครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนยารักษาโรค ออกทำการตรวจรักษาและพยาบาลราษฎร์ โครงการหน่วยแพทย์พระราชทานประกอบด้วยการบำบัดรักษาจากคณะแพทย์พระราชทาน และการอบรมหมอหมู่บ้าน เพื่อเป็นการ่วมแก้ปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของราษฎรที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล
     
                      

ไม่ใช่โครงการเหล่านี้เท่านั้นที่ยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตามพระราชปณิธานและแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ยังมีอีกหลายพันโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ รวมกันสืบสาน รักษาและต่อยอด เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทย ให้มีอาชีพ มีรายได้ และมีการศึกษาที่ดี เพื่อความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป


 
*********************************


 


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar