ความแก่ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครต้องการจะเป็น หรือไม่มีใครยากได้ยิน เพราะความแก่ มีความสำคัญในการใช้ชีวิตในทุกๆ ทาง ไม่ว่าจะเป็นการประกอบอาชีพ หรือการมีสุขภาพดี
ซึ่งการจะมีสุขภาพที่ดีได้ ต้องเริ่มจากการให้ความสำคัญพื้นฐานในการส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งก็คือกลไกการสร้างสุขภาพให้ดีหรือแข็งแรงยิ่งขึ้นด้วยวิธีต่างๆ เช่น
และทั้งหมดนี้ เป็นส่วนสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อลดความเสี่ยงหรือโอกาสในการเกิดโรค โดยกลไกดังกล่าวสามารถทำได้ง่าย ใช้ต้นทุนน้อย ประหยัดค่าใช้จ่ายกว่า ถ้าเทียบกับการต้องเข้ารับการรักษาและฟื้นฟูสุขภาพภายหลังที่เจ็บป่วย
มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ผู้คนทุกยุคสมัยพยายามต่อสู้และหาทางเอาชนะมาโดยตลอด เนื่องจากสิ่งนี้เป็นตัวการสำคัญในการเกิดโรคภัยไข้เจ็บ รวมไปถึงริ้วรอยบนผิวหนังและสีผมที่เปลี่ยนไปของพวกเราทุกคน สิ่งนั้นก็คือ “ความแก่ชรา” ซึ่งหน่วยเล็กที่สุดในร่างกายที่มีความแก่เริ่มมาจากที่ระดับเซลล์ หากเซลล์หลายเซลล์แก่หรือเสื่อมมากๆ ก็จะส่งผลต่ออวัยวะและรวมไปถึงระบบนั้นๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการเกิดโรคและความชรานั่นเอง
ความอยากชะลอวัย อยากต้านวัย หรือ อยากต้านความแก่นั้น ทำให้เกิดศาสตร์ทางการแพทย์แขนงหนึ่งที่ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ในการต่อต้านความแก่ของสุขภาพ โดยมีชื่อเรียกว่า “เวชศาสตร์ชะลอวัย” (Anti-Aging) ซึ่งสำหรับในประเทศไทย ปัจจุบันก็เริ่มเป็นที่รู้จัก ได้รับความสนใจ และเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ โดยหลักสำคัญในการชะลอหรือต้านวัย ประกอบไปด้วยการดูแล 3 ด้าน ได้แก่ ด้านอาหาร ด้านการออกกำลังกาย ด้านอารมณ์และทัศนคติ ดังนี้
หากเราทั้งดูแล ส่งเสริม และป้องกันสุขภาพให้เหมาะสม รักษาสมดุลทั้ง 3 ด้านให้ดี เราก็จะมีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ สามารถชะลอความแก่ ชะลอวัย ห่างไกลโรคได้มากขึ้น และอีกหนึ่งสิ่งสำคัญ คือการตรวจสุขภาพตามช่วงวัยเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อลดอัตราความเสี่ยงที่อาจเกิดโรคต่างๆ และยังสามารถเข้าไปช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาโรคนั้นๆ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย เพราะการพบโรคเร็ว การรักษาก็มักจะได้ผลดีกว่าเสมอ

แหล่งที่มา https://shorturl.at/993qi