เช็ก!! อาการ "ภาวะโลหิตจาง"

โลหิตจาง (Anemia) หรือภาวะซีด คือ ภาวะที่ร่างกายมีเม็ดเลือดแดงและฮีโมโกลบินในเลือดน้อยกว่าปกติ ฮีโมโกลบินเป็นองค์ประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดงที่ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงเซลล์และเนื้อเยื่ออวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ภาวะโลหิตจางทำให้เซลล์และอวัยวะได้รับเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ ส่งผลให้มีอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย หายใจลำบาก มีภาวะซีด ตัวเหลือง และส่งผลต่อการทำงานของสมอง โลหิตจางรุนแรงอาจทำให้หัวใจล้มเหลว หมดสติ และเสียชีวิต ผู้ที่สงสัยว่าอาจมีภาวะโลหิตจางควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ และรับการรักษาอย่างเป็นระบบ

สาเหตุของภาวะโลหิตจาง

  1. การสร้างเม็ดเลือดแดงและฮีโมโกลบิลในร่างกายลดลง โดยมีสาเหตุจาก
    • การขาดสารอาหาร (Lack of nutrients) ที่จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง เช่น ธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 วิตามินบี 9 หรือกรดโฟลิก (โฟเลต) ซึ่งพบบ่อยในหญิงตั้งครรภ์ 
    • การตั้งครรภ์ (Pregnancy) ผู้ที่ตั้งครรภ์จะมีปริมาตรน้ำเหลืองในเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ ส่งผลให้มีภาวะโลหิตจาง
    • โรคเรื้อรัง (Chronic diseases) ที่ส่งผลต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง เช่น มะเร็ง โรคตับ ไตวายเรื้อรัง โรคระบบภูมิคุ้มกัน การติดเชื้อ HIV โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ที่ส่งผลต่อการทำงานของไขกระดูก และทำให้การสร้างเม็ดเลือดแดงน้อยลง
    • โรคในไขกระดูก (Bone marrow diseases) เช่น มะเร็งในระบบเลือดที่กดการทำงานและการสร้างเม็ดเลือดแดง ได้แก่ มะเร็งไขกระดูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคโลหิตจางจากไขกระดูกฝ่อ โรคไขกระดูกเสื่อม หรือการติดเชื้อในไขกระดูก
  2. เม็ดเลือดแดงแตกและถูกทำลายเร็วกว่าปกติ โดยมีสาเหตุจากโรคเลือดทางพันธุกรรม หรือการติดเชื้อ เช่น
    • ธาลัสซีเมีย (Thalassemia) โรคเลือดจางทางพันธุกรรมที่เกิดจากความบกพร่องในการสังเคราะห์ฮีโมโกลบินในเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ทำให้ร่างกายผลิตเม็ดเลือดแดงได้น้อย เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้นและแตกง่าย
    • โรคพร่องเอนไซม์จีซิกพีดี (Glucose 6 phosphate dehydrogenase: G6PD) เกิดจากการขาดเอนไซม์ G6PD ซึ่งเป็นเอมไซม์ที่ช่วยป้องกันไม่ให้เม็ดเลือดแดงถูกทำลายจากฤทธิ์ของยา หรืออาหารบางชนิด เช่น ถั่วปากอ้า ถั่วฝักยาว หรือถั่วเขียว การขาดเอมไซม์ G6PD ทำให้เป็นมีภาวะโลหิตจางอย่างรวดเร็ว มีภาวะซีดจาง ปัสสาวะเป็นสีชา ตัวเหลืองตาเหลือง หรือดีซ่าน
    • โลหิตจางจากการแตกทำลายของเม็ดเลือดแดง (Autoimmune hemolytic anemia) หรือโรคโลหิตจางจากกลไกของภูมิคุ้มกัน คือภาวะที่ร่างกายต่อต้านเม็ดเลือดแดงของตนเอง เกิดจากการที่ร่างกายสร้างแอนติบอดี้ต่อต้านเม็ดเลือดแดงตนเอง ทำให้เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย
    • โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle cell anemia: SCD) เกิดจากความผิดปกติในการสร้างเม็ดเลือดแดงที่ไม่เป็นทรงกลมและมีรอยบุ๋มตรงกลางตามปกติ แต่ที่มีรูปร่างคล้ายเคียว หรือพระจันทร์เสี้ยวที่ทำให้ประสิทธิภาพในการลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายลดลง 
    • การติดเชื้อ (Infections)  เช่น เชื้อแบคทีเรียคลอสตริเดียม (Clostridium) เชื้อแบคทีเรียไมโคพลาสมา (Mycoplasma) เชื้อโปรโตซัวในกลุ่มพลาสโมเดียม (Plasmodium spp.) ที่เป็นสาเหตุของโรคไข้มาลาเรียที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตก และมีภาวะซีด
  3. การสูญเสียเม็ดเลือดแดงจากกระแสเลือด ซึ่งเป็นได้ทั้งการเสียเลือดแบบเฉียบพลัน ได้แก่ การตกเลือด การเกิดอุบัติเหตุ การผ่าตัด การคลอดบุตร หรือการเสียเลือดแบบเรื้อรังที่ทำให้เกิดการขาดธาตุเหล็กในเวลาต่อมา ได้แก่ ประจำเดือนมามาก โรคหลอดเลือดโป่งพอง แผลในกระเพาะอาหาร โรคริดสีดวงทวาร มะเร็งลำไส้ใหญ่

ภาวะโลหิตจางมีสัญญาณ และอาการ

  • หายใจไม่อิ่ม (Dyspnea, shortness of breath) หายใจลำบาก  ไม่สามารถสูดอาการหายใจเข้าไปลึก ๆ ได้
  • วิงเวียนศีรษะ (Dizziness, lightheadedness) มึนงง รู้สึกได้ถึงการยืน หรือการเดินที่ไม่มั่นคง
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า (Tiredness, weakness) รู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนล้า อ่อนแรง ไม่มีเรี่ยวแรงแม้ออกแรงไม่มาก
  • ปวดหัว (Headache) โลหิตจางที่มีสาเหตุจากการขาดธาตุเหล็ก หรือฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงต่ำอาจทำให้ปวดหัว
  • มือเท้าเย็น (Cold hands and feet) มีอาการมือเท้าเย็น ซึ่งเกิดจากการไหลเวียนโลหิตบริเวณมือและเท้าลดลง
  • เป็นลมหมดสติ (Fainting, syncope) เนื่องจากการขาดเม็ดเลือดแดงที่ลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia, irregular heartbeat) ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว หรือหัวใจเต้นคร่อมจังหวะ
  • เสียงอื้อในหู (Pulsatile tinnitus) ได้ยินเสียงอื้อในหู หรือเสียงวี๊ดคล้ายเสียงจักจั่นร้องดังรบกวนในหูข้างใดข้างหนึ่งสลับไปมา 
  • ภาวะซีด ตัวเหลือง (Pale or yellowish skin) มีภาวะซีด ตัวเหลืองตาเหลือง หรือดีซ่าน ซึ่งเป็นอาการเด่นของภาวะโลหิตจาง
  • เจ็บหน้าอก (Chest pain) รู้สึกเหมือนโดนกดทับที่หน้าอกหรือโดนบีบที่หน้าอก ทำให้รู้สึกแน่นหน้าอก

การวินิจฉัยภาวะโลหิตจาง

  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (A complete blood count: CBC) เป็นการตรวจวัดปริมาณ ขนาด และรูปร่างเม็ดเลือดแดง รวมถึงการตรวจวัดระดับฮีโมโกลบิน และค่าความหนาแน่นของฮีมาโตคริต (Hematocrit: Hct%) ในเม็ดเลือดแดง ตรวจเม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด รวมถึงวิตามินบี 12 และวิตามินบี 9 (โฟเลต) 
  • การตรวจสเมียร์เลือด (Peripheral blood smear) เป็นการตรวจวินิจฉัยทางโลหิตวิทยาในห้องปฏิบัติการ โดยการนำตัวอย่างเลือดหยดลงบนสไลด์ให้กระจายตัวไปมา แล้วจึงนำสไลด์ไปย้อมสีเพื่อตรวจคุณลักษณะของเม็ดเลือด และประเมินปริมาณฮีโมโกลบินในเม็ดเลือด
  • การเจาะตรวจไขกระดูก (Bone marrow aspiration or biopsy) เป็นการเจาะเลือดตรวจทางห้องปฏิบัติเพื่อตรวจพยาธิสภาพของไขกระดูกโดยการเจาะเก็บตัวอย่างไขกระดูก ตรวจดูเซลล์และองค์ประกอบของเซลล์เพื่อวินิจฉัยโรคทางโลหิตวิทยาที่วินิจฉัยได้ยาก เช่น ภาวะโลหิตจางโดยไม่ทราบสาเหตุ มะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคไขกระดูกฝ่อ

ที่มา : สํานักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย, โรงพยาบาลเมดพาร์ค


image วิดีโอ

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar