ปัญหาที่เป็นบ่อนทำลายประเทศชาติมาเป็นเวลานาน และยังไม่หมดสิ้นไปในปัจจุบัน คือ ปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ปัญหาการทุจริตคอรัปชัน และปัญหาผู้ทรงอิทธิพล
เงินกู้นอกระบบ คือ การกู้ยืมเงินโดยไม่ผ่านระบบของสถาบันการเงิน เป็นการกู้เงินที่ไม่ต้องผ่านการตรวจสอบประวัติ ซึ่งเจ้าหนี้อาจจะเป็นใครก็ได้ และหาเงินมาในรูปแบบไหนก็ได้ ซึ่งการกู้นอกระบบมักจะมีดอกเบี้ยที่สูงกว่าการไปกู้เงินจากสถาบันการเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากเงินกู้นอกระบบไม่มีการประเมินความเสี่ยงจากทรัพย์สิน โดยสามารถแบ่งหนี้ออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
- หนี้ระยะสั้น หรือหนี้รายวัน เป็นหนี้ที่เจ้าหนี้จะเก็บเงินรายวัน โดยคิดเงินต้นกับดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในแต่ละวันไว้ด้วยกัน
- หนี้ระยะยาว เป็นการปล่อยกู้ระยะยาวรายเดือน หรือรายปี โดยจะมีการเก็บดอกเบี้ยรายเดือนไปจนกว่าจะมีเงินก้อนมาใช้คืน ซึ่งในกรณีที่ยอดเงินสูง อาจต้องมีหลักทรัพย์ เช่น โฉนดที่ดินมาใช้ค้ำประกัน
ผู้ให้บริการเงินกู้นอกระบบมักเป็นผู้ให้กู้ที่ไม่อยู่ในระบบสถาบันการเงิน ส่วนมากจะคิดดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าสถาบันการเงินกำหนด โดยจะบอกตัวเลขดอกเบี้ยหรือเงินคืนน้อย ๆ เพื่อดึงดูดผู้กู้ นอกจากนี้ผู้ให้กู้บางรายยังบังคับให้ลูกหนี้เซ็นสัญญาเงินกู้ที่ไม่ได้กรอกข้อความ หรือระบุจำนวนเงินกู้เกินจริง เช่น กู้ 10,000 บาท แต่ให้กรอกตัวเลขสูงถึง 30,000 บาท แต่ที่น่ากลัวคือ การทวงหนี้ด้วยวิธีที่โหดร้ายหรือผิดกฎหมาย เช่น ขู่กรรโชก ประจาน หรือทำร้ายร่างกาย
วิธีป้องกันกลโกงการเงินนอกระบบ
- วางแผนรายรับรายจ่ายล่วงหน้าและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันปัญหาเงินไม่พอใช้ซึ่งอาจนำไปสู่การก่อหนี้
- ประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของตนเองก่อนก่อหนี้
- ศึกษารายละเอียดของผู้ให้กู้ เพื่อป้องกันการถูกเอารัดเอาเปรียบหรือการทวงหนี้โหด
- เลือกกู้เงินในระบบ เพราะมีสัญญาการกู้เงินที่ชัดเจนและเป็นธรรมมากกว่า
- หากจำเป็นต้องกู้เงินนอกระบบ ให้ศึกษาเงื่อนไข รายละเอียดสัญญาให้ดีก่อนเซ็นสัญญา
สิ่งที่ควรทำเมื่อตกเป็นเหยื่อกลโกงการเงินนอกระบบ : สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่
- ศูนย์อำนวยการปฏิบัติการแก้ไขหนี้สินภาคประชาชน โทร. 1359
- ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม โทร. 02-575-3344
- ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย โทร. 1567
สำหรับผู้ให้กู้หากเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จะมีความผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงานกิจการยุติธรรม