"ไทย-ไอซ์แลนด์" กระชับความสัมพันธ์ ผลักดันความร่วมมือความมั่นคงด้านการปฏิรูประบบเกษตรและอาหาร

ไอซ์แลนด์เป็นอีกประเทศหนึ่งที่อยู่ระดับแนวหน้าของโลก จัดเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูง สภาพสังคมและการเมืองมีความมั่นคงเรียบร้อย เข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก เมื่อเดือนมกราคม 2538 มีการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสูง โดยเฉพาะศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม พลังงานและแร่ธาตุธรรมชาติ ภาวะ โลกร้อน และน้ำแข็งทางขั้วโลก

ไอซ์แลนด์ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ปัจจุบันเป็นสมาชิก European Free Trade Association (EFTA) และ European Economic Area (EEA) ใช้เงินสกุลของตนเองคือโครนไอซ์แลนด์ (Icelandic Krona: ISK) เป็นหลัก แต่กฎระเบียบทางการค้า การนำเข้า คล้ายคลึงกับกฎระเบียบของสหภาพยุโรป เช่น การติดฉลากผลิตภัณฑ์อาหาร และ CE marking

ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติไอซ์แลนด์ (Statistics Iceland) ไอซ์แลนด์มีจำนวนประชากรรวม 383,726 ราย แบ่งออกเป็นประชากรวัยทำงานประมาณ 200,000 ราย ประชากรเด็ก และเยาวชน (0 – 19 ปี) ประมาณ 90,000 ราย และประชากรผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ประมาณ 80,000 ราย

จากเขตที่ตั้งที่อยู่ห่างไกลและมีอากาศหนาวเย็น ไอซ์แลนด์จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นสำคัญ สินค้าไทยที่มีโอกาสในตลาดนี้ เช่น อาหารและเครื่องดื่ม อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก สินค้าสันทนาการ เกมและอุปกรณ์การกีฬา เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม และเนื่องจากการส่งออกปลาและอาหารทะเลเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของไอซ์แลนด์ อุปกรณ์การจับปลาและตาข่ายจึงมีโอกาสในตลาดนี้ด้วย

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับ นางพิปปา แฮ็คเก็ตต์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและอาหารไอร์แลนด์ (Senator Pippa Hackett : Minister of State for Agriculture and Food of the Government of Ireland) โดยมีนายถาวร ทันใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพรเทพ ศรีธนาธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องรับรองกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ห้อง 112) สำหรับการหารือในวันนี้ (7 ต.ค. 2567) ทั้งสองฝ่ายได้มีการหารือถึงการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการปฏิรูประบบเกษตรและอาหาร และการยกระดับความมั่นคงทางอาหาร โดยฝ่ายไอร์แลนด์ยินดีให้ความร่วมมือทางด้านวิชาการในประเด็นดังกล่าว ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ไทยได้เตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงทางอาหารทั้งระบบผ่านกลไกคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับด้านนโยบายอาหารของประเทศ รวมถึงขับเคลื่อนความมั่นคงอาหารผ่านแผนปฏิบัติการด้านการจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2566 - 2570) ซึ่งครอบคลุมการบริหารจัดการฐานทรัพยากรและปัจจัยการผลิตอาหาร เพื่อให้สามารถผลิตอาหารได้อย่างมีคุณภาพเพียงพอและยั่งยืน

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยได้ขอความสนับสนุนจากไอร์แลนด์ผลักดันการดำเนินการเคลื่อนย้ายม้าจากประเทศไทยไปยังสหภาพยุโรป โดยในปี 2563 สหภาพยุโรปได้ระงับการนำเข้าเป็นการชั่วคราวเนื่องจากโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African Horse Sickness, AHS) ทำให้ม้าที่มาจากไทยไม่สามารถเคลื่อนย้ายกลับไปยังสหภาพยุโรปได้ จึงส่งผลกระทบต่อวงการกีฬาขี่ม้าของไทย โดยองค์กรสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) ได้ให้การรับรองประเทศไทยว่าเป็นประเทศปลอดโรค AHS (AHS-free country) ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2566 และหวังว่าทางสหภาพยุโรปจะได้รับการคืนสถานะภายในปีนี้ ซึ่งจะอำนวยความสะดวกเป็นอย่างมากให้กับนักกีฬาที่จะนำม้าจากสหภาพยุโรปเข้ามาแข่งในประเทศไทยในห้วงเดือนธันวาคม 2568

ทั้งนี้ ฝ่ายไอร์แลนด์ยินดีที่จะประสานเรื่องดังกล่าวกับสหภาพยุโรปต่อไป รมช.อิทธิ คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการหารือร่วมกันในครั้งนี้ จะเป็นการกระชับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น รวมถึงการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงด้านอาหารให้ดียิ่งขึ้นไป โอกาสนี้ ยังได้เชิญฝ่ายไอร์แลนด์เข้าร่วมการประชุมนานาชาติว่าด้วยการจัดการทรัพยากรดินและน้ำเพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน (The International Soil and Water Forum 2024) ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ร่วมเป็นเจ้าภาพการจัดงาน ระหว่างวันที่ 9-11 ธันวาคม 2567 ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

สาธารณรัฐไอร์แลนด์เป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 40 ของไทย ในระหว่างปี 2564-2566 มีสัดส่วนการค้าสินค้าเกษตรร้อยละ 0.21 ของมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับโลก ซึ่งมีสินค้าส่งออกที่สำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) ไก่ชนิดแกลลัสโดเมสติกัสปรุงแต่ง อาทิ แกงไก่บรรจุกระป๋อง 2) อาหารปรุงแต่งอื่น ๆ อาทิ เต้าหู้ แอลกอฮอล์ผง ครีมเทียม 3) ซอสและของปรุงรสอื่น ๆ อาทิ ซอสพริก น้ำปลา กะปิ 4) เนื้อหรือส่วนอื่นของสัตว์ อาทิ หนังหมูแห้ง และ 5) ข้าวขัดสี อาทิ ข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ

ที่มา : กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar