สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย กับความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ครบรอบ ๕๐ ปี

ประเทศไทยกับจีนมีความผูกพันและติดต่อกันมาอย่างยาวนานนับแต่โบราณกาล โดยสามารถย้อนไปได้ถึงสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้) ของจีนซึ่งมีบันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับชนชาติไทย และที่เด่นชัดก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรสุโขทัยกับจีน ซึ่งมีการติดต่อค้าขายระหว่างกัน และไทยได้รับเทคโนโลยีเครื่องปั้นดินเผามาจากจีนในช่วงเวลาดังกล่าว ความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างไทยกับจีน น่าจะเริ่มมีขึ้นในช่วงนี้ด้วยจากการอพยพของชาวจีนในช่วงสงครามสมัยราชวงศ์หยวนและในช่วงต้นราชวงศ์ หมิง และนับจากนั้นมา ก็ได้มีการติดต่อค้าขายกันมาโดยตลอดและมีชาวจีนจำนวนมากเข้ามาตั้งรกราก ในไทย โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกและสงครามกลางเมืองของจีนในทศวรรษที่ ๑๙๓๐-๑๙๕๐ มีชาวจีนจำนวนมากจากมณฑลทางใต้ของจีน อาทิ กวางตุ้ง ไห่หนาน ฝูเจี้ยน และกวางสี หลบหนีภัยสงครามและความอดอยากเข้ามาสร้างชีวิตใหม่ในประเทศไทย จึงอาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดดุจญาติน้องระหว่างไทยกับจีนได้มีมาอย่างยาวนาน

     ประเทศไทยและจีนแม้กระแสทางการเมืองโลกในยุคสงครามเย็นจะทำให้ไทยกับจีนขาดการติดต่อกันในระดับทางการอยู่ระยะหนึ่ง แต่กระแสการเมืองโลกดังกล่าวก็ไม่อาจจะตัดความผูกพันและความใกล้ชิดทางวัฒนธรรมที่มีอยู่อย่างแนบแน่นระหว่างประชาชนไทย-จีน ได้ ดังนั้น นับตั้งแต่ที่ทั้งสองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ ๑ กรกฏาคม ๒๕๑๘ เป็นต้นมา ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ได้พัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและราบรื่น และเป็นแบบอย่างหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มี ระบบการปกครองแตกต่างกัน โดยมีพัฒนาการที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนและต่อเนื่องตลอดมา

เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๑๘ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช กับนายโจว เอินไหล นายกรัฐมนตรีจีน ร่วมลงนาม ในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีน กับราชอาณาจักรไทย ถือเป็นการเปิดฉากความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการของทั้งสองประเทศ

เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๑๘ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช กับนายโจว เอินไหล นายกรัฐมนตรีจีน
ร่วมลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีน
กับราชอาณาจักรไทย ถือเป็นการเปิดฉากความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการของทั้งสองประเทศ

     ในทศวรรษแรกหลังจากที่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ไทยและจีนประสบความสำเร็จในการเสริมสร้างความเข้าใจและความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกันอันนำไปสู่การเป็นหุ้นส่วนในการแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคนั้น ซึ่งได้ช่วยสนับสนุน การพัฒนาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากสนามรบกลายเป็นตลาดการค้า นอกจากนี้ พื้นฐานความเข้าใจและความใกล้ชิดดังกล่าวยังมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมและกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างจีนกับประเทศอาเซียนอีกด้วย

     สถาบันพระมหากษัตริย์มีความสัมพันธ์ฉันมิตรกับประเทศจีน ทุกพระองค์ทรงให้ความสำคัญและทรงสนพระราชหฤทัยในการเชื่อมความสัมพันธ์ไมตรีระหว่างสองประเทศให้ยิ่งใกล้ชิด แน่นแฟ้น โดยเฉพาะการเสด็จพระราชดำเนินเยือนและการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างสองประเทศ

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายไฉ เจ๋อหมิน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยคนแรก เข้าเฝ้าฯ ถวายสาส์นตราตั้ง ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๑๙

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายไฉ เจ๋อหมิน เอกอัครราชทูต สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทยคนแรก เข้าเฝ้าฯ
ถวายสาส์นตราตั้ง ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๑๙

๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายเติ้ง เสี่ยวผิง รองนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ระหว่างการเยือนไทย เมื่อวันที่ ๕ – ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๒๑

๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายเติ้ง เสี่ยวผิง รองนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ระหว่างการเยือนไทย
เมื่อวันที่ ๕ – ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๒๑

๑๑ มีนาคม ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำให้ นายหลี่ เซียนเนี่ยน ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีนในโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

๑๑ มีนาคม ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำ
ให้ นายหลี่ เซียนเนี่ยน ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีนในโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

     สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการในฐานะผู้แทนพระองค์ ซึ่งถือเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการในรอบหลายสิบปี ระหว่างวันที่ ๑๖-๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๓ เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ ๒๕ ปีของความสัมพันธ์
ทางการทูตไทย-จีน

๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๓ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นผู้แทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนจีนอย่างเป็นทางการ (State Visit) ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลจีน

๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๓ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นผู้แทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนจีนอย่างเป็นทางการ (State Visit) ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลจีน

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรพิพิธภัณฑสถานพระราชวังโบราณ กรุงปักกิ่ง

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตร
พิพิธภัณฑสถานพระราชวังโบราณ กรุงปักกิ่ง

๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๖ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวงพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายหู จิ่นเทา ประธานาธิบดีจีนและภริยา เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในโอกาสการเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ ๑๗ – ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๖

๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๖ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายหู จิ่นเทา ประธานาธิบดีจีนและภริยา เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
ในโอกาสการเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ ๑๗ – ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๖

     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนหลายครั้ง

๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลจีน โดยนายว่าน หลี่ รองนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน จัดพิธีต้อนรับ ณ จัตุรัสด้านตะวันออกของมหาศาลาประชาชนกรุงปักกิ่ง

๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลจีน โดยนายว่าน หลี่ รองนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน จัดพิธีต้อนรับณ จัตุรัสด้านตะวันออก ของมหาศาลาประชาชนกรุงปักกิ่ง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชปฏิสันถาร กับนายว่าน หลี่ รองนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชปฏิสันถาร กับนายว่าน หลี่ รองนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน

นายหลี่ เซียนเนี่ยน ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นายหลี่ เซียนเนี่ยน ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรกำแพงเมืองจีน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรกำแพงเมืองจีน

วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงรับ นาย สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีนพร้อมด้วยคู่สมรส เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ในโอกาสที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก หรือ เอเปค (Asia – Pacific Economic Cooperation : APEC) ครั้งที่ ๒๙ ระหว่างวันที่ ๑๘ – ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงรับ นาย สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีนพร้อมด้วยคู่สมรส เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ในโอกาสที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย– แปซิฟิก หรือ เอเปค (Asia – Pacific Economic Cooperation : APEC) ครั้งที่ ๒๙ ระหว่างวันที่ ๑๘ – ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๕
ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

     สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนมากกว่า ๕๐ ครั้ง ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลในฐานะทูตสันถวไมตรีจากหน่วยงานของจีนหลายรางวัล และเป็นเจ้าฟ้าพระองค์แรกของโลกที่ทรงศึกษาภาษาจีนในมหาวิทยาลัยปักกิ่งเป็นระยะเวลา ๑ เดือน คือระหว่างวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ – ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๘ และเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน กรุงปักกิ่ง ๒๐๐๘ และ และโอลิมปิกฤดูหนาว กรุงปักกิ่ง ๒๐๒๒ ในฐานะผู้แทนพระองค์

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือน สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ ๑๒ – ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๒๔

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือน
สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ ๑๒ – ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๒๔

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระอักษรภาษาจีน โดยทรงเริ่มศึกษาภาษาจีนตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ นอกจากนี้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ทางการจีนได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระสมัญญานาม สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ให้ทรงเป็น “ทูตสันถวไมตรีไทย – จีน” จากพระราชกรณียกิจในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ
สยามบรมราชกุมารี ทรงพระอักษรภาษาจีน โดยทรงเริ่มศึกษาภาษาจีนตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ นอกจากนี้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ทางการจีนได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระสมัญญานาม สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ให้ทรงเป็น “ทูตสันถวไมตรีไทย – จีน” จากพระราชกรณียกิจในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และพระอาจารย์ผู้เคยถวายพระอักษรภาษาจีนเมื่อครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษา ณ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ในปี ๒๕๔๔

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และพระอาจารย์ผู้เคยถวายพระอักษรภาษาจีน
เมื่อครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษา ณ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ในปี ๒๕๔๔

     สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ก็เสด็จเยือนจีนหลายครั้ง เป็น เจ้าฟ้าพระองค์แรกที่ทรงแสดงดนตรี “สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน” ในจีน นอกจากนี้ พระราชวงศ์พระองค์อื่นๆ ของไทยได้เสด็จฯ เยือนจีนอยู่เสมอ

สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ได้ทรงศึกษาเครื่องดนตรีกู่เจิ้ง ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีของราชสำนักจีนโบราณอย่างจริงจัง

สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ได้ทรงศึกษาเครื่องดนตรีกู่เจิ้งซึ่งเป็นเครื่องดนตรี ของราชสำนักจีนโบราณอย่างจริงจัง

รัฐบาลจีนได้ถวายสถานะ “ทูตวัฒนธรรม” แด่สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารีและได้กราบทูลให้มีพระราชวินิจฉัยโครงการแลกเปลี่ยนการแสดงดนตรีและวัฒนธรรมไทย – จีนในชื่อ “สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน”

รัฐบาลจีนได้ถวายสถานะ “ทูตวัฒนธรรม” แด่สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี
และได้กราบทูลให้มีพระราชวินิจฉัยโครงการแลกเปลี่ยนการแสดงดนตรี
และวัฒนธรรมไทย – จีนในชื่อ “สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน”

สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเครื่องดนตรีกู่เจิ้งร่วมกับพระอาจารย์ฉาง จิ้ง และวงออร์เคสตร้าของจีน ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยชิงหัว กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๖

สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเครื่องดนตรีกู่เจิ้งร่วมกับพระอาจารย์ฉาง จิ้ง
และวงออร์เคสตร้าของจีน ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยชิงหัว กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๖

ภาพรวมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน

๑. ภาพรวม

     ประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๑๘ ทั้งสองประเทศไม่เคยมีปัญหาขัดแย้งทางประวัติศาสตร์และเขตแดน และมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด โดยได้สถาปนาความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน (Comprehensive Strategic Cooperative Partnership) ตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ และมีการแลกเปลี่ยนการเยือนในทุกระดับอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งมีความร่วมมือเชิงลึกในทุกมิติ

     เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ในโอกาสการเยือนประเทศไทยของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างห้วงการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก(เอเปค) ครั้งที่ ๒๙ ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องที่จะดำเนินการเพื่อมุ่งสู่การเป็นประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนยิ่งขึ้น (Thailand China community with a shared future for enhanced stability, prosperity and sustainability) และได้รับรองแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน (Joint Action Plan on Thailand – China Strategic Cooperation) โดยอยู่ระหว่างการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการร่วมฯ ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๖๕ – ๒๕๖๘) เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือใน ๑๘ สาขา

๒. ด้านการเมืองและความมั่นคง

     ประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนมีกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการเมืองและความร่วมมือในภาพรวมที่สำคัญ อาทิ กลไกการหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน และในด้านความมั่นคง ประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความร่วมมือทั้งในด้านความมั่นคงแบบดั้งเดิม เช่น การซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ การฝึกซ้อมระหว่างเหล่าทัพ การบริการซ่อมบำรุงการฝึกอบรมบุคลากร และการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เป็นด้น และในด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น การป้องกันและปราบปรามการก่อการร้าย การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ รวมถึงการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การหลอกลวงทางโทรคนาคม อาชญากรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ โดยมีกลไกความร่วมมือที่สำคัญ คือ คณะกรรมการนโยบายดำเนินงานความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกระทรวงกลาโหมของประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน

๓. ด้านเศรษฐกิจ

     ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจเป็นหัวใจของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีกลไกความร่วมมือที่สำคัญ คือ คณะกรรมการร่วมว่าด้วยการค้า การลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ระดับรองนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ ซึ่งมีการประชุมไปแล้ว ๖ ครั้ง นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีคณะทำงานร่วมกับระดับท้องถิ่นของสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้แก่ การประชุมความร่วมมือระดับสูงประเทศไทย – มณฑลกวางตุ้ง คณะทำงานประเทศไทย – มณฑลยูนนาน คณะทำงานประเทศไทย – เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง และคณะทำงานประเทศไทย – มณฑลเจียงชู นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้สถาปนาเมืองพี่เมืองน้องแล้ว ๔๔ คู่ และเมืองคู่มิตรอีก ๑๒ คู่

     ปัจจุบัน สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย โดยในปี ๒๕๖๖สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ ๑ ของประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ ๑๑ (ตั้งแต่ปี ๒๕๕๖) โดยมีมูลค่าการค้ารวม ๙๖,๘๒๔.๖๓ ๖๓ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประเทศไทยส่งออก ๓๑,๘๗๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐและนำเข้า ๖๕,๒๗๑.๑๗ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับ ๑๒ ของสาธารณรัฐประชาชนจีนนอกจากนี้ ในปี ๒๕๖๖ สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับ ๑ ของประเทศไทย โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทยจำนวน ๔๓๐ โครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุน ๑๕๙,๓๘๗ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๖๕ ร้อยละ ๔๘.๕๔ ทั้งนี้ จนถึงปี ๒๕๖๔ สาธารณรัฐประชาชนจีนมีมูลค่าการลงทุนสะสมในประเทศไทยประมาณ ๑.๑๓ หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนประเทศไทยมีมูลค่าการลงทุนสะสมในสาธารณรัฐประชาชนจีน ประมาณ ๔.๕ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

     ปัจจุบัน สาธารณรัฐประชาชนจีนได้กลับมาเป็นตลาดท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยอีกครั้งโดยมีนักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเดินทางมาประเทศไทยประมาณ ๔.๑๖ ล้านคนในช่วง ๗ เดือนแรกของปี ๒๕๖๗ สืบเนื่องจากการมีผลบังคับใช้ของความตกลงการยกเว้นการตรวจลงตราซึ่งกันและกัน เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๗ ภายหลังจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนยกเลิกมาตรการจำกัดการเดินทางอันสืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด-๑๙)

     ในด้านความเชื่อมโยง ทั้งสองประเทศอยู่ระหว่างการดำเนินความร่วมมือในโครงการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพมหานคร – หนองคาย (ระยะที่ ๑ กรุงเทพมหานคร – นครราชสีมา และระยะที่ ๒ นครราชสีมา – หนองคาย) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมต่อโครงการรถไฟระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ากับโครงการรถไฟระหว่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาคโดยรวม อีกทั้งระหว่างการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๖๖ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) ยังได้เชิญชวนสาธารณรัฐประชาชนจีนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมอ่าวไทย – ทะเลอันดามัน (Landbridge) อีกด้วย

๔. ความร่วมมือด้านอื่น ๆ

     ๔.๑ ด้านการศึกษา ประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความร่วมมือด้านการศึกษาทั้งสายสามัญและสายอาชีพ สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ตั้งสถาบันขงจื่อในประเทศไทย ๑๖ แห่ง และห้องเรียนขงจื่อในประเทศไทย ๑๑ แห่ง อีกทั้งยังได้มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนจากประเทศไทย และดำเนินโครงการส่งครูอาสาสมัครสอนภาษาจีนมายังประเทศไทยทุกปี ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังได้ส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาไทยในสาธารณรัฐประชาชนจีนและจัดตั้งศูนย์ไทยศึกษาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้งนี้ มีนักศึกษาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเดินทางมาศึกษาในประเทศไทยเฉลี่ยปีละประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มนักศึกษาต่างชาติที่ใหญ่ที่สุด

     ๔.๒ ด้านวัฒนธรรม รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เปิดศูนย์วัฒนธรรมจีนที่กรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการเมื่อปี ๒๕๕๕ ถือเป็นศูนย์วัฒนธรรมจีนแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขณะเดียวกันสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของประเทศไทยในสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ร่วมจัดกิจกรรม เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมและส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างต่อเนื่องขณะที่ภาคส่วนต่าง ๆ ของทั้งสองฝ่ายก็มีแผนจัดกิจกรรมร่วมกันในโอกาสครบรอบ ๕๐ ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี ๒๕๖๘ เช่นกันกัน

     ๔.๓ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งสองประเทศมีโครงการความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สำคัญในหลากหลายด้าน เช่น (๑) ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน (๒) โครงการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมเพื่อวิจัยและพัฒนาในสาขาที่ทั้งสองประเทศมีความสนใจร่วมกัน อาทิ รถไฟความเร็วสูงและระบบขนส่งทางราง (๓) การพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและการแลกเปลี่ยนนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ และ (๔) เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ เป็นต้น

     ๔.๔ ด้านวิชาการ รัฐบาลประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และวิชาการระหว่างกันเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๒๑ โดยได้กำหนดสาขาความร่วมมือ ได้แก่ (๑) เกษตรกรรม (๒) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (๓) พลังงาน (๔) วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และ
(๕) การสาธารณสุข โดยใช้การประชุมคณะกรรมการร่วมระดับรัฐมนตรีและระดับคณะทำงาน (อธิบดี) เป็นกลไกขับเคลื่อน จนถึงปัจจุบันมีการประชุมระดับรัฐมนตรีไปแล้ว ๒๒ ครั้ง (ล่าสุดเมื่อปี ๒๕๖๒)

     ๔.๕ ด้านความช่วยเหลือด้านมนุษธธรรม ประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในหลากหลายสถานการณ์ เช่น เมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ การช่วยเหลือเยาวชนและผู้ฝึกสอนทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมีที่จังหวัดเชียงรายเมื่อปี ๒๕๖๐ ตลอดจนความช่วยเหลือเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาดของ
โรคโควิด-๑๙ เป็นต้น

     ๔.๖ ด้านความร่วมมือในภูมิภาค ประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความร่วมมือในภูมิภาคอย่างใกล้ชิดทั้งในกรอบอาเซียน กรอบข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) และกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคภายใต้แผนงานการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-region: GMS) กรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง (Mekong – Lancang Cooperation: MLC) และยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง (Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS)

แหล่งข้อมูล::  ๑. ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน www.thaibizchina.com
                         ๒. หนังสือ ๔๐ ความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-จีน กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ, ๒๕๕๙
                         ๓. เอกสารสรุป ภาพรวมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน กระทรวงการต่างประเทศ กันยายน ๒๕๖๗

แหล่งที่มา : https://www.royaloffice.th/


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar