ประเทศไทยกับจีนมีความผูกพันและติดต่อกันมาอย่างยาวนานนับแต่โบราณกาล โดยสามารถย้อนไปได้ถึงสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้) ของจีนซึ่งมีบันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับชนชาติไทย และที่เด่นชัดก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรสุโขทัยกับจีน ซึ่งมีการติดต่อค้าขายระหว่างกัน และไทยได้รับเทคโนโลยีเครื่องปั้นดินเผามาจากจีนในช่วงเวลาดังกล่าว ความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างไทยกับจีน น่าจะเริ่มมีขึ้นในช่วงนี้ด้วยจากการอพยพของชาวจีนในช่วงสงครามสมัยราชวงศ์หยวนและในช่วงต้นราชวงศ์ หมิง และนับจากนั้นมา ก็ได้มีการติดต่อค้าขายกันมาโดยตลอดและมีชาวจีนจำนวนมากเข้ามาตั้งรกราก ในไทย โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกและสงครามกลางเมืองของจีนในทศวรรษที่ ๑๙๓๐-๑๙๕๐ มีชาวจีนจำนวนมากจากมณฑลทางใต้ของจีน อาทิ กวางตุ้ง ไห่หนาน ฝูเจี้ยน และกวางสี หลบหนีภัยสงครามและความอดอยากเข้ามาสร้างชีวิตใหม่ในประเทศไทย จึงอาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดดุจญาติน้องระหว่างไทยกับจีนได้มีมาอย่างยาวนาน
ประเทศไทยและจีนแม้กระแสทางการเมืองโลกในยุคสงครามเย็นจะทำให้ไทยกับจีนขาดการติดต่อกันในระดับทางการอยู่ระยะหนึ่ง แต่กระแสการเมืองโลกดังกล่าวก็ไม่อาจจะตัดความผูกพันและความใกล้ชิดทางวัฒนธรรมที่มีอยู่อย่างแนบแน่นระหว่างประชาชนไทย-จีน ได้ ดังนั้น นับตั้งแต่ที่ทั้งสองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ ๑ กรกฏาคม ๒๕๑๘ เป็นต้นมา ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ได้พัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและราบรื่น และเป็นแบบอย่างหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มี ระบบการปกครองแตกต่างกัน โดยมีพัฒนาการที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนและต่อเนื่องตลอดมา

ในทศวรรษแรกหลังจากที่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ไทยและจีนประสบความสำเร็จในการเสริมสร้างความเข้าใจและความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกันอันนำไปสู่การเป็นหุ้นส่วนในการแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคนั้น ซึ่งได้ช่วยสนับสนุน การพัฒนาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากสนามรบกลายเป็นตลาดการค้า นอกจากนี้ พื้นฐานความเข้าใจและความใกล้ชิดดังกล่าวยังมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมและกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างจีนกับประเทศอาเซียนอีกด้วย
สถาบันพระมหากษัตริย์มีความสัมพันธ์ฉันมิตรกับประเทศจีน ทุกพระองค์ทรงให้ความสำคัญและทรงสนพระราชหฤทัยในการเชื่อมความสัมพันธ์ไมตรีระหว่างสองประเทศให้ยิ่งใกล้ชิด แน่นแฟ้น โดยเฉพาะการเสด็จพระราชดำเนินเยือนและการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างสองประเทศ



สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการในฐานะผู้แทนพระองค์ ซึ่งถือเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการในรอบหลายสิบปี ระหว่างวันที่ ๑๖-๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๓ เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ ๒๕ ปีของความสัมพันธ์
ทางการทูตไทย-จีน



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนหลายครั้ง





สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนมากกว่า ๕๐ ครั้ง ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลในฐานะทูตสันถวไมตรีจากหน่วยงานของจีนหลายรางวัล และเป็นเจ้าฟ้าพระองค์แรกของโลกที่ทรงศึกษาภาษาจีนในมหาวิทยาลัยปักกิ่งเป็นระยะเวลา ๑ เดือน คือระหว่างวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ – ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๘ และเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน กรุงปักกิ่ง ๒๐๐๘ และ และโอลิมปิกฤดูหนาว กรุงปักกิ่ง ๒๐๒๒ ในฐานะผู้แทนพระองค์



สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ก็เสด็จเยือนจีนหลายครั้ง เป็น เจ้าฟ้าพระองค์แรกที่ทรงแสดงดนตรี “สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน” ในจีน นอกจากนี้ พระราชวงศ์พระองค์อื่นๆ ของไทยได้เสด็จฯ เยือนจีนอยู่เสมอ



ภาพรวมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน
๑. ภาพรวม
ประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๑๘ ทั้งสองประเทศไม่เคยมีปัญหาขัดแย้งทางประวัติศาสตร์และเขตแดน และมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด โดยได้สถาปนาความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน (Comprehensive Strategic Cooperative Partnership) ตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ และมีการแลกเปลี่ยนการเยือนในทุกระดับอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งมีความร่วมมือเชิงลึกในทุกมิติ
เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ในโอกาสการเยือนประเทศไทยของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างห้วงการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก(เอเปค) ครั้งที่ ๒๙ ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องที่จะดำเนินการเพื่อมุ่งสู่การเป็นประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนยิ่งขึ้น (Thailand China community with a shared future for enhanced stability, prosperity and sustainability) และได้รับรองแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน (Joint Action Plan on Thailand – China Strategic Cooperation) โดยอยู่ระหว่างการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการร่วมฯ ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๖๕ – ๒๕๖๘) เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือใน ๑๘ สาขา
๒. ด้านการเมืองและความมั่นคง
ประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนมีกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการเมืองและความร่วมมือในภาพรวมที่สำคัญ อาทิ กลไกการหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน และในด้านความมั่นคง ประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความร่วมมือทั้งในด้านความมั่นคงแบบดั้งเดิม เช่น การซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ การฝึกซ้อมระหว่างเหล่าทัพ การบริการซ่อมบำรุงการฝึกอบรมบุคลากร และการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เป็นด้น และในด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น การป้องกันและปราบปรามการก่อการร้าย การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ รวมถึงการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การหลอกลวงทางโทรคนาคม อาชญากรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ โดยมีกลไกความร่วมมือที่สำคัญ คือ คณะกรรมการนโยบายดำเนินงานความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกระทรวงกลาโหมของประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน
๓. ด้านเศรษฐกิจ
ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจเป็นหัวใจของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีกลไกความร่วมมือที่สำคัญ คือ คณะกรรมการร่วมว่าด้วยการค้า การลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ระดับรองนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ ซึ่งมีการประชุมไปแล้ว ๖ ครั้ง นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีคณะทำงานร่วมกับระดับท้องถิ่นของสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้แก่ การประชุมความร่วมมือระดับสูงประเทศไทย – มณฑลกวางตุ้ง คณะทำงานประเทศไทย – มณฑลยูนนาน คณะทำงานประเทศไทย – เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง และคณะทำงานประเทศไทย – มณฑลเจียงชู นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้สถาปนาเมืองพี่เมืองน้องแล้ว ๔๔ คู่ และเมืองคู่มิตรอีก ๑๒ คู่
ปัจจุบัน สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย โดยในปี ๒๕๖๖สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ ๑ ของประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ ๑๑ (ตั้งแต่ปี ๒๕๕๖) โดยมีมูลค่าการค้ารวม ๙๖,๘๒๔.๖๓ ๖๓ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประเทศไทยส่งออก ๓๑,๘๗๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐและนำเข้า ๖๕,๒๗๑.๑๗ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับ ๑๒ ของสาธารณรัฐประชาชนจีนนอกจากนี้ ในปี ๒๕๖๖ สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับ ๑ ของประเทศไทย โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทยจำนวน ๔๓๐ โครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุน ๑๕๙,๓๘๗ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๖๕ ร้อยละ ๔๘.๕๔ ทั้งนี้ จนถึงปี ๒๕๖๔ สาธารณรัฐประชาชนจีนมีมูลค่าการลงทุนสะสมในประเทศไทยประมาณ ๑.๑๓ หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนประเทศไทยมีมูลค่าการลงทุนสะสมในสาธารณรัฐประชาชนจีน ประมาณ ๔.๕ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจุบัน สาธารณรัฐประชาชนจีนได้กลับมาเป็นตลาดท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยอีกครั้งโดยมีนักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเดินทางมาประเทศไทยประมาณ ๔.๑๖ ล้านคนในช่วง ๗ เดือนแรกของปี ๒๕๖๗ สืบเนื่องจากการมีผลบังคับใช้ของความตกลงการยกเว้นการตรวจลงตราซึ่งกันและกัน เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๗ ภายหลังจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนยกเลิกมาตรการจำกัดการเดินทางอันสืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด-๑๙)
ในด้านความเชื่อมโยง ทั้งสองประเทศอยู่ระหว่างการดำเนินความร่วมมือในโครงการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพมหานคร – หนองคาย (ระยะที่ ๑ กรุงเทพมหานคร – นครราชสีมา และระยะที่ ๒ นครราชสีมา – หนองคาย) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมต่อโครงการรถไฟระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ากับโครงการรถไฟระหว่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาคโดยรวม อีกทั้งระหว่างการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๖๖ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) ยังได้เชิญชวนสาธารณรัฐประชาชนจีนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมอ่าวไทย – ทะเลอันดามัน (Landbridge) อีกด้วย
๔. ความร่วมมือด้านอื่น ๆ
๔.๑ ด้านการศึกษา ประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความร่วมมือด้านการศึกษาทั้งสายสามัญและสายอาชีพ สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ตั้งสถาบันขงจื่อในประเทศไทย ๑๖ แห่ง และห้องเรียนขงจื่อในประเทศไทย ๑๑ แห่ง อีกทั้งยังได้มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนจากประเทศไทย และดำเนินโครงการส่งครูอาสาสมัครสอนภาษาจีนมายังประเทศไทยทุกปี ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังได้ส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาไทยในสาธารณรัฐประชาชนจีนและจัดตั้งศูนย์ไทยศึกษาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้งนี้ มีนักศึกษาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเดินทางมาศึกษาในประเทศไทยเฉลี่ยปีละประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มนักศึกษาต่างชาติที่ใหญ่ที่สุด
๔.๒ ด้านวัฒนธรรม รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เปิดศูนย์วัฒนธรรมจีนที่กรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการเมื่อปี ๒๕๕๕ ถือเป็นศูนย์วัฒนธรรมจีนแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขณะเดียวกันสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของประเทศไทยในสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ร่วมจัดกิจกรรม เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมและส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างต่อเนื่องขณะที่ภาคส่วนต่าง ๆ ของทั้งสองฝ่ายก็มีแผนจัดกิจกรรมร่วมกันในโอกาสครบรอบ ๕๐ ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี ๒๕๖๘ เช่นกันกัน
๔.๓ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งสองประเทศมีโครงการความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สำคัญในหลากหลายด้าน เช่น (๑) ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน (๒) โครงการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมเพื่อวิจัยและพัฒนาในสาขาที่ทั้งสองประเทศมีความสนใจร่วมกัน อาทิ รถไฟความเร็วสูงและระบบขนส่งทางราง (๓) การพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและการแลกเปลี่ยนนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ และ (๔) เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ เป็นต้น
๔.๔ ด้านวิชาการ รัฐบาลประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และวิชาการระหว่างกันเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๒๑ โดยได้กำหนดสาขาความร่วมมือ ได้แก่ (๑) เกษตรกรรม (๒) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (๓) พลังงาน (๔) วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และ
(๕) การสาธารณสุข โดยใช้การประชุมคณะกรรมการร่วมระดับรัฐมนตรีและระดับคณะทำงาน (อธิบดี) เป็นกลไกขับเคลื่อน จนถึงปัจจุบันมีการประชุมระดับรัฐมนตรีไปแล้ว ๒๒ ครั้ง (ล่าสุดเมื่อปี ๒๕๖๒)
๔.๕ ด้านความช่วยเหลือด้านมนุษธธรรม ประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในหลากหลายสถานการณ์ เช่น เมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ การช่วยเหลือเยาวชนและผู้ฝึกสอนทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมีที่จังหวัดเชียงรายเมื่อปี ๒๕๖๐ ตลอดจนความช่วยเหลือเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาดของ
โรคโควิด-๑๙ เป็นต้น
๔.๖ ด้านความร่วมมือในภูมิภาค ประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความร่วมมือในภูมิภาคอย่างใกล้ชิดทั้งในกรอบอาเซียน กรอบข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) และกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคภายใต้แผนงานการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-region: GMS) กรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง (Mekong – Lancang Cooperation: MLC) และยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง (Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS)
แหล่งข้อมูล:: ๑. ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน www.thaibizchina.com
๒. หนังสือ ๔๐ ความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-จีน กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ, ๒๕๕๙
๓. เอกสารสรุป ภาพรวมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน กระทรวงการต่างประเทศ กันยายน ๒๕๖๗
แหล่งที่มา : https://www.royaloffice.th/