การจัดริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในการพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ในวันอาทิตย์ที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๗

การจัดริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในการพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ในวันอาทิตย์ที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๗

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม กำหนดการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในวันอาทิตย์ที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๗ ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗

โอกาสอันเป็นมหามงคลนี้ กองทัพเรือ สำนักพระราชวัง และกรมศิลปากร  ได้รับพระราชทาน พระบรมราชานุญาตให้ร่วมกันดำเนินการซ่อมแซมเรือพระที่นั่ง และเรือในริ้วขบวน พร้อมทั้งให้ฝึกซ้อมฝีพาย  ให้เรียบร้อย การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและสืบทอดต่อกันมาถึง           

สมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นริ้วขบวนเรือพระราชพิธีที่จัดขึ้นสำหรับพระเจ้าอยู่หัว  ในการเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ เช่นการเสด็จไปนมัสการรอยพระพุทธบาทสระบุรี  การต้อนรับทูตานุทูตประเทศต่าง ๆ และประกอบในพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน เป็นต้น

นับตั้งแต่มีการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เพื่อฉลองพระนคร ครบ ๑๐๕ ปี   

เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ หลังจากนั้นไม่ได้มีการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค จนถึงปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ฟื้นฟูพระราชประเพณีขึ้นมาใหม่ และบูรณเรือพระราชพิธี รวมทั้งสร้างขึ้นมาใหม่ด้วย ซึ่งเป็นปีที่ทางราชการได้จัดงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษขึ้น และได้จัดให้มีขบวนเรือ  พระราชพิธี อัญเชิญพระพุทธรูป พระไตรปิฏก และพระสงฆ์แห่ไปตามลำแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นการเฉลิมฉลอง ขบวนครั้งนี้เรียกว่า “ขบวนพุทธพยุหยาตรา”  การจัดรูปขบวนเรือคล้ายรูปขบวนพยุหยาตราน้อย แต่ไม่ครบเนื่องจากเรือพระราชพิธีชำรุดเสียหายไปบ้าง

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  ครั้งใหญ่ซึ่งเป็นที่จดจำ คือการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค (ใหญ่) เฉลิมฉลองในพระราชพิธีกาญจนาภิเษกในพระบาทสมเด็จพระเจ้าบรมชนกาธิเบศร  มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ซึ่งทรงครองราชย์นานกว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในอดีต โดยในครั้นนั้นพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร  มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช  บรมนาถบพิตร  ได้กำหนดให้จัดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน 2539   เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราชลมารค   ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร โดยมีการจัดริ้วขบวนอย่างสวยงามและสง่ายิ่ง อีกทั้งยังมี เรือพระราชพิธีลำใหม่ คือ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ซึ่งกองทัพเรือและกรมศิลปากรร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย โดยได้นำโขนหรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ  ที่สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) มาเป็นแม่แบบ กองทัพเรือได้ดำเนินการสร้างในส่วนที่เป็นโครงสร้างของตัวเรือ พายและคัดฉาก ส่วนกรมศิลปากรดำเนินการในงานที่เกี่ยวกับศิลปกรรมของเรือทั้งหมด โดยหัวเรือพระที่นั่งจำหลักรูปพระวิษณุประทับยืนบนครุฑ ซึ่งได้แสดงรูปพระวิษณุและลักษณะอันโดดเด่นของพระองค์ เช่น พระวรกายคล้ำ                  พระกรทั้ง 4 ทรงถือจักร สังข์ คทา และตรีศูล ประทับบนครุฑยุดนาค หรือครุฑที่จับนาค 2 ตัวชูขึ้น  ตามคัมภีร์ปุราณะ ครุฑกับนาคเป็นศัตรูกัน แต่ทั้งสองก็รับใช้พระวิษณุ ครุฑเจ้าแห่งนกทั้งหลาย เป็นสัญลักษณ์แห่งพลังของท้องฟ้า นาคเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังของน้ำ  เมื่อพระวิษณุอยู่เหนือครุฑและนาค ย่อมแสดงว่าพระองค์ทรงมีพลังในการพิทักษ์ปกป้องโลกทั้งมวล

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรได้มีการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๕๕ รวม ๑๗ ครั้ง  ส่วนใหญ่จะเป็นการเสด็จพระดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร  จำนวน ๑๕ ครั้ง  ส่วนการจัดขบวนเรือพระราชพิธี เนื่องในการประชุมเอเปก ๒๐๐๓  (๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๖) และเนื่องในวโรกาสสมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีต่างประเทศ ร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี (๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๙) โดยการจัดขบวนเรือพระราชพิธี ๒ ครั้งนี้   เป็นเพียงการสาธิตแห่ขบวนเรือซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช                 บรมนาถบพิตร มิได้เสด็จในขบวนด้วย

ครั้นถึงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้จัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค   ขึ้นครั้งแรก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๒ เป็นการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร    ทางขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ เส้นทางขบวนจาก ท่าวาสุกรีถึงท่าราชวรดิฐ และครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๒ (แต่เป็นครั้งแรก) ในการพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนิน   ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ไปยังวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ซึ่งจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๗ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ปรากฏสู่สายตาโลก   ที่ประเทศไทยได้แสดงถึงขบวนเรือประวัติศาสตร์ของไทยที่งดงาม เป็นมรดกทางวัฒนธรรมแสดงถึงภูมิปัญญา ทั้งศาสตร์และศิลป์คู่แผ่นดินไทย และเป็นหนึ่งเดียวในโลก

การจัดรูปขบวนเรือพระราชพิธี ใช้กำลังพลประจําเรือพระราชพิธี ได้คัดเลือกกําลังพล   จากหน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือ จํานวน 2,200 นาย ส่วนใหญ่เป็นกําลังพลที่ไม่เคยประจําเรือพระราชพิธี  มาก่อน จํานวน ๕๒ ลํา แบ่งออกเป็น 5 ริ้ว 3 สาย ความยาว  ๑,๒๘๐ เมตร  กว้าง ๙๐ เมตร  ดังนี้

- ริ้วสายกลางซึ่งเป็นเรือสายสำคัญประกอบด้วยเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือประทับ

พระราชอาสน์  เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นเรือพระที่นั่งรอง เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เป็นเรือตั้งบุษบกเชิญผ้าพระกฐิน นอกจากนี้มีเรืออีเหลือง เป็นเรือกลองนอก           เรือแตงโมเป็นเรือกลองใน (เป็นเรือของผู้บัญชาการขบวนเรือ) พร้อมด้วยเรือตำรวจ และเรือแซง ๗

- ริ้วสายในขนาบข้างสายเรือพระที่นั่งมีเรือทองขวานฟ้าและเรือทองบ้าบิ่นเป็นเรือประตูหน้า

เรือเสือทยานชล และเรือเสือคำรณสินธุ์เป็นเรือพิฆาต เรือรูปสัตว์ 8 ลำ ได้แก่ เรืออสุรวายุภักษ์  เรืออสุรปักษี เรือกระบี่ปราบเมืองมาร  เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือครุฑเหินเห็จ เรือครุตเตร็จไตรจักร  เรือพาลีรั้งทวีป  เรือสุครีพครองเมือง และปิดท้ายริ้วสายในด้วยเรือเอกไชยเหินหาวและเรือเอกไชยหลาวทองเป็นเรือคู่ชัก

- ริ้วสายนอกประกอบด้วยเรือดัง สายละ ๑๑ ลำ และเรือแซง สายละ ๓ ลำ



เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือประทับพระราชอาสน์

เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช   เรือตั้งบุษบกเชิญผ้าพระกฐิน

เส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน เป็นเส้นทางเดียวกับที่เคยใช้มาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จ  พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร คือ เส้นทางขบวนเรือเริ่มต้น  จากท่าวาสุกรี โดยจะมีการจอดเรือตั้งแต่หน้าสะพานกรุงธน ไปถึงหลังสะพานพระราม 8 เรือจะเริ่มออกจากสะพานพระราม 8 ผ่านป้อมพระสุเมรุ สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า โรงพยาบาลศิริราช กรมอู่ทหารเรือ ราชนาวิกสสภา พระบรมมหาราชวัง หอประชุมกองทัพเรือ และถึงวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ซึ่งเรือพระราชพิธีทั้ง ๕๒ ลำ ฝีพายเรือพระราชพิธี จะพายพร้อมกันกับกาพย์เห่เรือ       ได้ประพันธ์ขึ้นใหม่ จำนวน ๔ บท บทที่ ๑ เป็นบทสรรเสริญพระบารมี  บทที่ ๒ ชมเรือกระบวน                 บทที่ ๓ บุญกฐิน และบทที่ ๔ ชมเมือง  ประพันธ์โดยพลเรือตรีทองย้อย แสงสินชัย ศิลปินแห่งชาติ

ฝีพายเรือพระราชพิธีจะต้องฝึกซ้อม จะได้พายพร้อมกันทั้งหมด ๕๒ ลำ พร้อมกาพย์เห่เรือที่ประพันธ์ใหม่

*********************************

 


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar