ตามรอยสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ : อุทยานประวัติศาสตร์ศิลปะขอมแห่งเดียวที่เมืองกาญจน์

อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์

อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ําแควน้อย ในเขตตําบลเมืองสิงห์ อําเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี มีเนื้อที่ทั้งหมด 641 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวา ประกอบด้วยเมืองสิงห์และปราสาทเมืองสิงห์เมืองสิงห์เป็นเมืองโบราณที่ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ําแควน้อย อันเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ จึงทําให้มีมนุษย์เข้ามาอยู่อาศัยตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์และมีพัฒนาการทางด้านวัฒนธรรมต่อเนื่องมาจนถึงสมัยประวัติศาสตร์ ดังปรากฏพบหลักฐานทางด้านโบราณคดีจํานวนมาก ทั้งสมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์ ที่สะท้อนให้เห็นอารยธรรมช่วงหนึ่งของมนุษย์ซึ่งเคยมีบทบาทในดินแดนแถบจังหวัดกาญจนบุรีคือ โครงกระดูกมนุษย์และเครื่องมือเครื่องใช้ในสมัย ก่อนประวัติศาสตร์ กําหนดอายุได้ประมาณ 2,000 ปีมาแล้วที่พบบริเวณทางทิศใต้ ของเมืองสิงห์ที่ติดกับแม่น้ําแควน้อยและหลักฐานในสมัยประวัติศาสตร์ อันเป็นช่วงเวลาที่มีการสร้างเมืองสิงห์ เช่น การมีผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือการสร้างศาสนสถานคือ ปราสาทเมืองสิงห์ไว้กลางเมือง หรือการพบประติมากรรมหลายรูปแบบอันเป็นศิลปะแบบขอมสมัยบายน จากคุณค่าและความสําคัญดังกล่าว กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเมืองสิงห์และปราสาทเมืองสิงห์ให้เป็นโบราณสถานแห่งชาติ ในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 52 ตอนที่ 75 ลงวันที่ 8 มีนาคม พุทธศักราช 2478 ทั้งนี้ได้ดําเนินการพัฒนาเมืองสิงห์และปราสาทเมืองสิงห์ตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2517 - 2519 ต่อมาจึงจัดทําเป็นโครงการพัฒนาโบราณสถานปราสาทเมืองสิงห์และเสนอให้บรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พุทธศักราช 2520 - 2524) และในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พุทธศักราช 2525 - 2529) จึงเปลี่ยนชื่อเป็นโครงการอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์และทําการขุดแต่งและบูรณะจนแล้วเสร็จ พร้อมกับเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 3 เมษายน พุทธศักราช 2530 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดําเนินมาเป็นประธานในพิธีเปิด

หลักฐานจากจารึกที่เกี่ยวกับปราสาทเมืองสิงห์

จากจารึกปราสาทพระขรรค์ที่พบในเมืองพระนครของกัมพูชากล่าวว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ของอาณาจักรขอมได้ทรงประดิษฐานพระชัยพุทธมหานาถ (รูปจําลอง) ในศาสนสถานถึง 23 เมือง ซึ่งบรรดาชื่อเมืองต่าง ๆ เหล่านี้เชื่อกันว่ามีอยู่ 6 เมืองที่ตั้งอยู่ในภาคกลางของประเทศไทยในปัจจุบัน เนื่องจากได้พบโบราณวัตถุศิลปะแบบขอมร่วมสมัยกับพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เมืองดังกล่าวมีอยู่หนึ่งเมืองที่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นบริเวณที่ตั้งของปราสาทเมืองสิงห์คือ เมืองศรีชัยสิงห์บุรี เพราะนอกจากจะมีชื่อพ้องกับชื่อเมืองที่ปรากฏในจารึกแล้ว ประสาทเมืองสิงห์แห่งนี้ยังมีลักษณะทางด้านสถาปัตยกรรมและประติมากรรมแบบขอม ในสมัยบายนที่สนับสนุนว่าน่าจะสร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในขณะเดียวกันก็มีนักวิชาการหลายท่านไม่เห็นด้วย โดยอ้างว่าชื่อเมืองสิงห์นั้นเป็นชื่อเรียกกันในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เท่านั้น สันนิษฐานว่าชื่อศรีชัยสิงห์บุรีน่าจะเป็นจังหวัดสิงห์บุรีมากกว่า เพราะสามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นชื่อเก่าของจังหวัดสิงห์บุรี ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น แต่ที่จังหวัดสิงห์บุรีก็ไม่พบหลักฐานหรือโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับศิลปะแบบขอมสมัยบายนเลย ปัญหาเรื่องปราสาทเมืองสิงห์จะเป็นสถานที่เดียวกับเมืองศรีชัยสิงห์บุรีตามที่ นักวิชาการเชื่อหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ในเวลานี้ ซึ่งจะต้องหาหลักฐาน ทางโบราณคดีอื่นมาสนับสนุนอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักฐานทางโบราณคดีที่ต้องขุดค้นเพิ่มเติมภายในเมืองสิงห์ นอกเหนือจากการขุดค้นในโบราณสถานจํานวน 4 แห่ง และหลุมโครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีเอกสารที่กล่าวถึงปราสาทเมืองสิงห์ว่า เมืองสิงห์สร้างขึ้นในสมัยที่อาณาจักรขอมมีอํานาจเหนือดินแดนแห่งนี้ และเดิมคงไม่ใช่เป็นเมืองขนาดใหญ่นัก เพราะพบโบราณสถานที่มีขนาดเล็ก ต่อมาเมื่อบ้านเมืองในบริเวณภาคกลางของประเทศไทยได้เข้ามาครอบครองดินแดนแถบนี้แทนอาณาจักรขอมที่เสื่อมอํานาจลง โดยเฉพาะในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น พระเจ้าแผ่นดินผู้ปกครองบ้านเมืองคงมีพระราชดําริว่าเมืองสิงห์เป็นเมืองเล็ก ไม่มีความสําคัญอย่างใดจึงไม่มีการแต่งตั้งเจ้าเมืองไปปกครองและในทําเนียบศักดินาหัวเมืองก็ไม่ปรากฏชื่อเมืองสิงห์อยู่เลย จึงเป็นที่เข้าใจว่าเมื่ออาณาจักรขอมหมดอํานาจลงแล้ว เมืองสิงห์และปราสาทเมืองสิงห์คงถูกปล่อยให้เป็นเมืองร้างไป

หลักฐานจากจารึกที่พบในปราสาทเมืองสิงห์

จากแท่นฐานประติมากรรมที่พบบริเวณโบราณสถานหมายเลข 2 ที่มีอักษรข้อความสั้น ๆ อ่านว่าพรญาไชยกร สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นนามของผู้สร้างหรือนามของ ประติมากรรมบุคคลหรืออาจเป็นนามรูปเหมือนเจ้าของปราสาทหรือผู้สร้างปราสาทเมืองสิงห์แห่งนี้ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าประติมากรรมดังกล่าวได้หลุดหายไปแล้ว และเมื่อได้ศึกษาลักษณะเส้นอักษรในจารึกแล้วจะเห็นได้ว่า จารึกหลักนี้บันทึกด้วยอักษรขอมที่มีลักษณะเหมือนกับอักษรในจารึกดงแม่นางเมืองและจารึกหลังพระพุทธรูปนาคปรก เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วปรากฏว่าอักษรในจารึก ดังกล่าวมีเอกลักษณ์เฉพาะตนในรูปแบบท้องถิ่น ซึ่งแตกต่างจากรูปอักษรที่ใช้ในกลุ่มเมืองราชธานี และส่วนที่สังเกตได้ชัดคือลักษณะรูปสัณฐานและองค์ประกอบของเส้นอักษร คล้ายกับอักษรที่ปรากฏในกลุ่มจารึกประจําสถานพยาบาลหรืออโรคยาศาลที่สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ของอาณาจักรขอมในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 18 แต่ลักษณะของรูปอักษรที่เมืองสิงห์ก็มีการเปลี่ยนแปลงให้มีความแตกต่างไปจากรูปอักษรของอาณาจักรขอม

หลักฐานจากเอกสารประวัติศาสตร์

นอกจากจารึกที่พบในปราสาทเมืองสิงห์แล้วยังไม่สามารถหาหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องราวของปราสาทเมืองสิงห์ได้อีกจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกของกรุงรัตนโกสินทร์จึงปรากฏชื่อเมืองสิงห์ โดยพระองค์ได้ทรงสถาปนาเมืองสิงห์ขึ้นมาใหม่ โดยมีฐานะเป็นเพียงเมืองด่านเล็ก ๆ ที่มีเจ้าเมืองปกครองและขึ้นอยู่กับเมืองกาญจนบุรี แต่เนื่องจากบริเวณนี้เป็นที่กันดาร เจ้าเมืองจึงไม่ได้ตั้งบ้านเรือนอยู่แต่ทว่าไปอยู่ที่บ้านโป่ง และส่งหมวดลาดตระเวนไปคอยตรวจตราเป็นประจําเจ้าเมือง จะขึ้นไปบัญชาการที่เมืองนี้กรณีฉุกเฉินบางครั้งบางคราวเท่านั้น ต่อมาเมื่อถึงสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานนามแก่เจ้าเมืองที่ครองเมืองด่านเล็ก ๆ ตามลําน้ําแควน้อยใหม่ทั้งหมด เช่น พระราชทานนามเจ้าเมืองไทรโยคว่า พระนิโครธาภิโยค พระราชทานนามเจ้าเมืองตะกั่วป่าว่าพระชินดิษฐบดี ส่วนเจ้าเมืองสิงห์ได้รับพระราชทานนามว่าพระสมิงสิงห์บุรินทร์ เมืองสิงห์ดํารงฐานะเป็นเมืองด่าน เรื่อยมาจนมาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นแบบมณฑลเทศาภิบาลขึ้นใหม่ เมืองสิงห์จึงได้ลดฐานะลงเป็น ตําบลเรียกกันว่าตําบลเมืองสิงห์เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

ที่มา : กรมศิลปากร


image รูปภาพ
image
image
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar