ใบจะไม่เป็นมันสดใสเหมือนใบทุเรียนปกติ ต่อมาโบล่างๆ จะเริ่มเป็นจุดประเหลืองแล้วค่อยๆ หลุดร่วงไป ต้นทรุดโทรมและตายเกิดอาการเน่าที่โคนต้นหรือกิ่ง จะสังเกตเห็นผิวเปลือกของลำต้นหรือกิ่งคล้ายมีคราบน้ำเกาะ ติดเห็นได้ชัดในสภาพที่ดันทเรียนแห้ง ในช่วงเช้าที่มีอากาศชุ่มชื้นจะมองเห็นหยดน้ำยางสีน้ำตาลแดงไหลออกมาจากรอยแผลแตกของลำต้นหรือกิ่ง และน้ำยางนี้จะค่อยๆ แห้งไปในช่วงกลางวันที่มีแดดจัด ทำให้เห็นเป็นคราบน้ำจับบนเปลือกของลำต้น เมื่อถากเปลือกของลำต้นบริเวณที่มีคราบน้ำยาง จะเห็นเนื้อเนื้อเยื่อเปลือกถูกทำลายมีสีน้ำตาลแดง หรือน้ำตาตาลเข้ม ส่วนอาการเน่าที่เกิดกับรากเล็กหรือรากฝ่อยนั้น เนื้อเยื่อรากจะเปื่อยยุ่ย เมื่อดึงเบาๆ จะซาดออกจากกันได้ง่าย
เชื้อราไฟทอฟธอราสามารถพักตัวอยู่ในดินได้เป็นเวลานานหลายปี ในรูปแบบของคลาไมโดสปอร์(chlamydospores) และเมื่อสภาวะแวดล้อมเหมาะสม คือน้ำและความชื้นเพียงพอก็สามารถงอกเป็นเป็นใยสร้างอวัยวะขยายพันธุ์ (sporangum) ซึ่งเป็นที่กำเนิดของซูโอสปอร์ (2๐ospores) ซึ่งมีหางสามารถเคลื่อนที่ไปตามน้ำเข้าทำลายรากพืช นอกจากนั้นเชื้อโรคยังแพร่ระบาดได้โดยลมพายุ และน้ำท่วมหรือติดไปกับดินปลูก และกิ่งพันธุ์เป็นโรค
1. เก็บชิ้นส่วนของเปลือกหรือผลที่เน่าร่วงหล่นออกนอกแปลง แล้วทำการเผาทำลายถากส่วนที่เป็นโรคออกให้หมดจนถึงเนื้อไม้ แล้วทารอยแผลด้วยปูนแดง หรือสารป้องกันกำจัดโรคพืขประเกทสารประกอบทองแดง เช่น คูปราวิท หรือคอปเปอร์ออกชื่คลอไรด์
2. ถากเนื้อเยื่อบริเวณที่เป็นโรคออกบาง ๆ แล้วหาด้วยสารเคมีประเภทดูดซึม เช่น เมตาแลกซิลฟอสเอสเอทธิล อลูมินั่ม เป็นต้น
3. อัดฉีดเข้าลำต้นด้วยสารฟอสฟอรัสแอชิด (phosphorous acid) โดยผสมกับน้ำสะอาดในอัตรา
4. ลดปริมาณเชื้อราในดินโดยการใส่ปัยคอก ปุยหมัก หรือเศษชากพืชคลุมดินเพื่อส่งเสริมให้จลินทรีย์หลายชนิดเพิ่มปริมาณ หรือนำจุลินทรีย์ปฏิปักษ์โสในดิน เช่น เชื้อราไตรโคเดอมา (Tichoderma sp.) ซึ่งมีการผลิตในรูปการค้า
เชื้อราไฟพออฟรธรา (Phytophthoro polmovora (Butter) Butter)
บริเวณปลายผล หรือกันผลมักพบจุดช้ำสีน้ำสีน้ำตาลปนเทา ต่อมาขยายเป็นวงกลมหรือค่อนข้างรีไปตามรูปร่างผล แผลดังกล่าวอาจพบได้ตั้งแต่ผลยังคงอยู่บนต้น แต่ส่วนใหญ่มักพบเกิดกับผลในช่วงประมาณ 1 เดือน ก่อนเก็บเกี่ยวจนกระทั่งเก็บเกี่ยว และในระหว่างให้สุก
เชื้อราสามารถเข้าทำลายผลทุเรียนได้ตั้งแต่ระยะผลอ่อนจนกระทั่งแก่ โดยเฉพาะเมื่อผลใกล้แก่จะเป็นช่วงต้นฤดูฝนซึ่งมักจะเกิดลมพายุฝนพัดพาเอาเชื้อที่ติดอยู่กับดินขึ้นไปเกาะติดบนผลทุเรียนที่ติดอยู่บนต้น และเข้าทำลายทำให้เกิดแผลเน่าได้ ซึ่งบริเวณที่เชื้อเข้าทำลายส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณกัณกันผลเนื่องจากเป็นบริเวณที่มีความชื้นสูงกว่าบริเวณอื่น
การป้องกันกำจัด
1. ทำการป้องกันกำจัดโรครากเน่าโคนเน่าที่เกิดกับต้นทุเรียนในแปลงปลูกเสียตั้งแต่ในช่วงฤดูฝนเศษชิ้นส่วนพืชที่เป็นโรคจะต้องเก็บออกนอกแปลงแล้วนำไปเผาทำลายเพื่อลดปริมาณเชื้อโรคในแปลงปลูก
2. หมั่นตรวจตราผลทุเรียนในแปลงอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงผลใกล้แก่ หากพบอาการผลเป็นจุดเน่า ควรทำการฉีดพ่นสารเคมี เช่น เมตาแลกซิล 25 %WP หรือ เมตาแลกซิลผสมแมแมนโคแขป หรือฟอสเอทธิล อะลูมินั่ม 80%WP ไห้ทั่วทั้งทั้งตันประมาณ 1-2 ครั้ง
3. ในแปลงปลูกที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคผลเน่าสูง อันเนื่องมาจากมีต้นที่เป็นโรครากเน่าโคนเน่าในแปลงมาก และมีฝนตกซุกในช่วงใกล้เก็บเกี่ยวผล เชื้อโรคอาจจะติดมากับผลได้โดยยังไม่แสดงอาการจำเป็นต้องจุ่มสารเคมี เช่น ฟอสเอทธิลอะลูมินั่ม ก่อนผึ่งให้แห้งแล้วดำเนินการบรรจุหีบห่อหรือส่งไปยังจุดหมายปลายทาง การเก็บเกี่ยวทุเรียนต้องระมัดระวังไม่ให้ผลทเรียนสัมผัสกับดิน โดยใช้ตะกร้าพลาสติกหรือเข่ง หรือปูพื้นดินที่จะวางผลทุเรียนด้วยกระสอบที่สะอาด เพื่อลดโอกาสที่ผลจะสัมผัสกับดิน และการขนย้ายจะต้องระมัตระวังบาดแผลบนผลที่อาจเกิดจากหนามทิ่มแทงกัน
เชื้อราไรซอกโทเนีย (Rhizoctonia sp.)
พบแผลคล้ายน้ำร้อนลวกบนไบ บริเวณกลางใบหรือชอบใบ ต่อมาแผลขยายตัวลุกลามและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ขนาดและรูปร่างแผลไม่แน่นอนเชื้อราจะแพรไปยังใบอื่นที่ติดกันโดยการสร้างเส้นไยของเชื้อรายึดใบให้ติดกัน ทำให้เกิดอาการใบแห้งเป็นหย่อม ๆ และใบจะค่อย ๆ ร่วงหล่นลงยังโคนต้นเหลือแต่กิ่ง ซึ่งต่อมาจะค่อย ๆ แห้ง ทำให้ต้นทุเรียนเสียรูปทรง และมีการเจริญเติบโตที่ไม่สมบูรณ์
เชื้อราสามารถพักตัวอยู่ในดินได้เป็นเวลานาน โดยอาศัยเศษชากพืช และแพร่ระบาดเข้าทำลายพืชระยะใบอ่อน โดยเฉพาะในช่วงในตกชุก
1.ตัดแต่งกิ่งทุเรียนให้เหมาะสม โดยให้มีความชื้นในปริมาณที่ต้นทุเรียนเจริญเติบโตได้ดี และมีความชื้นในทรงพุ่มไม่เหมาะต่อการเข้าทำลายของเชื้อโรค
2. ในช่วงทุเรียนแตกใบอ่อนควรหมั่นสำรวจอาการของโรค หากพบโรคควรตัดกิ่งที่เป็นโรคออกนำไปเผานอกแปลงปลูก และพ่นด้วยสารกำจัดโรคพีซ เช่น คาร์เบนดาซึม คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ แมนโคแซบ
3. เก็บและรวบรวมเศษใบเป็นโรคที่ร่วงหล่นอยู่บริเวณโคนต้น แล้วนำไปเผาทำลายเพื่อลดปริมาณเชื้อโรคในแปลงปลูกให้น้อยลง
4. ในแปลงปลูกที่ความชื้นสูง และมีการระบาดของโรคเป็นประจำ ควรใส่ปุ๋ยที่มีในโตรเจนต่ำ เพื่อลดความอุดมสมบูรณ์ของการแตกใบ
สาหร่ายสีเขียว (Cephaleuros virescense)
พบจุดฟูสีเชียวแกมเหลืองของลาหร่าย ขอบของจุดเหล่านี้จะไม่เรียบ และมีลักษณะเป็นแฉก ๆเมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสม จุดจะขยายใหญ่ และเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแกมส้มหรือสีสนิม สาหร่ายที่พบไม่มีผลกระทบที่รุนแรงต่อการเจริญของทุเรียน นอกจากจะบดบังเนื้อที่ใปที่ใช้ในการสังเคราะห์แสงให้น้อยลง
ระบาดมากในแปลงทุเรียนที่มีทรงพุ่มแน่นทึบ และสภาพความขึ้นสูง
1. ตัดแต่งกิ่งทุเรียนให้เหมาะสม
2. หากพบการระบาดมากฉีดพ่นด้วยสารเคมีคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์
เชื้อราคอลเลโตตริคัม (Colletotrichum gloeosporiodes)
ลักษณะอาการคล้ายโรคโบติด โดยใบจะไหม้เป็นสีน้ำตาล มักเกิดตามบริเวณขอบใบหรือกลางใบบริเวณเนื้อโบที่ไหม้จะเป็นสีน้ำตาลอ่อน ขอบของแผลจะเป็นสีน้ำตาลเข้มล้อมรอบแผล เนื้อใบที่ถูกทำลายจะมองดูโปร่งใส การเกิดโรคมักจะกระจายไปทั่วทั้งตัน ไม่เหมือนโรคโบติดที่มักพบกระจายเป็นหย่อมๆโรคนี้พบได้ทั้งในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้ง แต่มองเห็นอาการได้ชัดเจนในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งเป็นระยะที่ทเรียนกำลังออกดอกติดผล
มักพบในทุเรียนพันธุ์ชะนี ในพันธุ์หมอนทองพบอาการระบาดบ้างแต่ไม่รุนแรง โดยเชื้อจะแพร่ระบาดไปตามลมเข้าทำลายพืชเมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสม
1. ดูแลต้นทุเรียนให้มีความแข็งแรงโดยการให้น้ำ และธาตุอาหารที่เหมาะสมและเพียงพอโดยเฉพาะในช่วงติดผลของทุเรียน
2. ในแหล่งปลูกที่พบโรคเสมอในช่วงทุเรียนแตกใบอ่อน ควรฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรคเช่นสารเบนโนมิล คาร์เบนดาชิม หรือคอปเปอร์ออกชีคลอไรด์
เชื้อราคอร์ที่เขียม (Corticium salmonicolor)
เมื่อมองดูจากนอกทรงพุ่ม จะเห็นอาการใบเหลืองร่วงเป็นหย่อมๆ คล้ายอาการกิ่งแห้ง หรือโคนเน่าที่เกิดจากเชื้อราไฟทอฟธอรา แต่หากลังเกตตามกิ่งด้านในของทรงพุ่มจะเห็นเส้นไยของเชื้อราสีขาวปกลุมโคนกิ่งที่แสดงอาการ เมื่อเชื้อเจริญลูกลามและมีอายุมากขึ้น เส้นโยชาวจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีชมพู ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เชื้อราสร้างส่วนขยายพันธุ์เพื่อการระบาดไปยังตันอื่น ๆ ต่อไป เมื่อถากส่วนของกิ่งที่มีเชื้อราปกคลุมอยู่จะเห็นเนื้อเปลือกแห้งเป็นสีน้ำตาล
แพร่ระบาดมากในสภาพความชื้นสูง
1. หมั่นตรวจหาลักษณะอาการของโรคในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ
2. เมื่อพบเชื้อราเริ่มเข้าทำลายตามกิ่งที่มีขนาดใหญ่ ควรใช้มีดขูดเปลือกกิ่งออกบาง ๆ แล้วหาด้วยสารเคมี เช่น คอปเปอร์ออกซี่คลอไรด์รอบ กิ่ง
3. ตัดกิ่งส่วนที่เป็นโรคออก แล้วนำไปเผาทำลาย แล้วทาด้วยสารเคมี เช่น คอปเปอร์ออกซี่คลอไรด์รอบ ๆ บริเวณรอยตัดของกิ่ง
4. ควรทำการตัดแต่งกึ่งต้นทุเรียนให้มีทรงพุ่มโปร่ปร่งพอสมควร เพื่อให้อาการได้
5. ในแหล่งปลูกที่พบโรคราสีชมพูระบาดเป็นประจำ อาจใช้สารเคมีฉีดพ่น เช่น เบนโนมิล
เชื้อราออยเดียม (Oidium sp.)
พบกลุ่มของเชื้อราสีขาวมีลักษณะคล้ายฝุ่นแป้งปกคลุมผิวเปลือกทุเรียน เชื้อสามารถเข้าทำลายผลทุเรียนได้ตั้งแต่เริ่มติดผลอ่อนจนกระทั่งผลแก่จำหน่ายได้ ซึ่งการเข้าทำลายของเชื้อในระยะติดผลใหม่ๆก็อาจจะทำให้ผลอ่อนนั้นร่วงหล่นได้ หรือถ้าเป็นกับผลที่กำลังเจริญเติบโตก็จะทำให้สีผิวของทุเรียนผิยนผิดปกติไม่เป็นที่ต้องการของตลาดและผู้บริโภค นอกจากนี้ยังทำให้ราคาคาผลผลิตตาต่ำลง
เชื้อราแพร่ระบาดทางลมในระระที่อากาศเย็นและแห้งแล้ง
1. ในแหล่งปลูกที่สภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการระบาดของโรค เกษตรกรควรตรวจตราผลทุเรียนในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ
2. ฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรค เช่น เบนโนมิลหรือกำมะถันผงชนิดละลายน้ำ (wettable sulfur) เป็นต้น
เชื้อรา
ผลทุเรียนมีราสีดำเจริญเป็นจุด ๆ หรือปกคลุมกระจายทั่วผล จุดมักรวมตัวกันทำให้เห็นเป็นปื้นดำทำให้ผิวผลทุเรียนไม่สะอาด และมีราคาตกต่ำลง
มักพบแมลงจำพวกเพลี้ยหอย เพลี้ยแป้ง มีการขับถ่ายสารเหนียวๆ ลงบนผล ซึ่งเป็นอาหารของราดำและมักพบราดำในสภาพความขึ้นสูง โดยพบกับกับทับทันทเรืยนที่มีทุ่มแน่นที่บ
1.ควบคุมการแพร่ระบาดของเพลี้ยด้วยสารลกัดสมุนไพรหรือสารกำจัดแมลง เช่น ไวท์อออยผลมมาลาลาไธออน
2.พ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น คอปเปอร์ออกชีคลอไรด์
แหล่งที่มา : กรมวิชาการเกษตร