1. การขนส่งคมนาคม เป็นกิจกรรมอันดับ 1 ของมนุษย์ที่มีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดถึง 27% ในปี 2563 ซึ่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งส่วนใหญ่ เกิดจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิลสำหรับรถยนต์ รถบรรทุก เรือ รถไฟ และเครื่องบิน โดยมากกว่า 90% ของเชื้อเพลิงที่ใช้ในการขนส่งเป็นเชื้อเพลิงจากปิโตรเลียม ซึ่งรวมถึงน้ำมันเบนซินและดีเซลเป็นหลัก
2. การผลิตพลังงานไฟฟ้า สูงสุดเป็นอันดับ 2 หรือเท่ากับ 25% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ พลังงานไฟฟ้าที่คนเราใช้นั้นมาจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยส่วนใหญ่เป็นถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ
3. โรงงานอุตสาหกรรม การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมโดยส่วนใหญ่มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อใช้เป็นพลังงาน ทั้งนี้ ในปี 2563 การปล่อยก๊าซเรือนกระจากที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรม คิดเป็นอันดับ 3 หรือเท่ากับ 24%
4. ธุรกิจการค้าและที่อยู่อาศัย คิดเป็นอันดับ 4 หรือเท่ากับ 13% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2563 ทั้งนี้ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากธุรกิจการค้าและจากบ้านเรือน เกิดขึ้นจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ถูกเผาไหม้เพื่อใช้เป็นพลังงานความร้อน การใช้ผลิตภัณฑ์บางชนิดที่มีก๊าซเรือนกระจก และการจัดการของเสีย
5. การทำเกษตรกรรม ต้องยอมรับว่าการทำเกษตรกรรมนั้น ส่งผลให้โลกเราร้อนขึ้นโดยเฉพาะการเกษตรที่มาจากฟาร์มปศุสัตว์ เช่น การผลิตข้าวหรือการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อใช้เป็นอาหารของสัตว์ ฟาร์มเลี้ยงวัว ซึ่งอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของการทำเกษตรกรรมต่างๆ เหล่านี้ คิดเป็น 11% จากกิจกรรมทั้งหมดที่ทำให้โลกร้อนจากฝีมือมนุษย์เป็นอันดับ 5
6. การใช้ทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ แม้การนำทรัพยากรที่ดินและป่าไม้มาใช้ประโยชน์จะคิดเป็น 13% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2563 แต่ในขณะเดียวกันพื้นดินก็ทำหน้าที่เป็นอ่างเก็บกักและดูดซับก๊าซคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศได้ด้วย ในสหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่ปี 2533 ป่าไม้ที่ได้รับการจัดการและที่ดินอื่น ๆ ก็ได้กลายเป็นแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนในชั้นบรรยากาศ ว่ากันว่า สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนได้มากกว่าก๊าซที่ปล่อยออกมาเสียอีก ด้วยเหตุนี้ การใช้ทรัพยากรที่ดินและป่าไม้จึงถือเป็นกิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้โลกร้อนน้อยที่สุด
ที่มา : กระทรวงทัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม