หลายคนคงทราบกันดีว่าในบุหรี่มวนเล็กมีสารเคมีและสารพิษมากมายเป็นองค์ประกอบ โดยสิ่งเหล่านี้ทำให้ตัวผู้สูบเองได้รับ ‘ควันบุหรี่มือหนึ่ง’ ซึ่งจะทำลายสุขภาพ รวมทั้งเป็นสาเหตุของโรคร้ายต่าง ๆ อีกด้วย อย่างไรก็ตามควันบุหรี่ไม่เพียงแต่จะทำลายสุขภาพของผู้สูบเท่านั้น ควันที่ถูกพ่นออกมายังแฝงไปด้วยอันตรายซ่อนเร้น ก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างกับบุคคลรอบข้างต้องรับ ‘ควันบุหรี่มือสอง’ เข้าไปอย่างไม่ตั้งใจ หรือถึงแม้จะไม่เห็นควัน แต่ก็ยังมีละอองสารพิษหลงเหลืออยู่ในสภาพแวดล้อมทำให้หลายคนได้รับ ‘ควันบุหรี่มือสาม’ ที่ส่งผลเสียต่อร่างกายไม่น้อยเช่นกัน
นอกจากนี้ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าบุหรี่คร่าชีวิตประชากรโลกมากถึง 8 ล้านคนต่อปี ซึ่งกว่า 1.2 ล้านคน คือผู้สัมผัสกับควันบุหรี่มือสอง เช่นเดียวกับการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 พบว่า คนไทยหลายล้านคนได้รับควันบุหรี่มือสองและควันบุหรี่มือสามในบ้าน คิดเป็น 23.7% จากผลสำรวจและตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า สถานการณ์การสูบบุหรี่ในประเทศไทยยังคงน่าเป็นห่วง และมีหลายล้านคนยังต้องเผชิญกับควันพิษที่เต็มไปด้วยอันตรายมากมาย

ภายในสภาพแวดล้อมของการสูบบุหรี่จะแฝงไปด้วยอันตราย สามารถสร้างผลกระทบต่อสุขภาพได้ถึง 3 ลำดับ ดังต่อไปนี้
ตัวผู้สูบถือเป็นผู้ได้รับผลกระทบอันดับแรก โดยเมื่อสูดหายใจนำควันบุหรี่เข้าไป สารพิษต่าง ๆ จะทำลายร่างกายแทบทุกส่วน ตั้งแต่บริเวณช่องปาก ลมหายใจจะเริ่มมีกลิ่น เนื่องจากการเผาไหม้ของสารเคมีในบุหรี่ไปกระตุ้นให้เกิดโรคเหงือกอักเสบอย่างรุนแรง จนเนื้อเยื่อเหงือกไม่แข็งแรงอาจทำให้ฟันร่วงได้ ทั้งนี้สารก่อมะเร็งในควันบุหรี่จะสะสมอยู่ในช่องปาก ทำให้การพัฒนาของเซลล์ผิดปกติ กลายเป็น ‘โรคมะเร็งช่องปาก’ ซึ่งพบมากในคนสูบบุหรี่มากกว่าคนทั่วไปถึง 6 เท่า
อีกหนึ่งอวัยวะสำคัญที่ได้รับผลกระทบจากควันบุหรี่ นั่นก็คือ ปอด โดยสารเคมีจากควันบุหรี่ จะเข้าไปทำลายถุงลมปอด ทำให้เมื่อหายใจเข้า-ออก ถุงลมจะพองและยุบตัวได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายไม่เพียงพอ เกิดเป็น ‘โรคถุงลมโป่งพอง’ เนื้อปอดจะค่อย ๆ เสื่อมสภาพ ซึ่งผู้ป่วยโรคดังกล่าวกว่า 80% มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ ยังไม่หมดเท่านี้ควันบุหรี่ยังทำลายอวัยวะอื่น ๆ เช่น ดวงตามีโอกาสเป็นโรคต้อกระจก สมองอาจเกิดภาวะหลอดเลือดในสมองตีบ หัวใจอาจเต้นเร็วผิดจังหวะ กลายเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบและโรคหัวใจขาดเลือด เป็นต้น
ผลกระทบในลำดับนี้เกิดจากควันบุหรี่ที่ผู้สูบพ่นออกมา ทำให้คนรอบข้างต้องสูดรับควันบุหรี่มือสองเข้าไปอย่างไม่ตั้งใจ ก่อให้เกิดอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็กในบ้านที่สมาชิกมีพฤติกรรมสูบบุหรี่ สอดคล้องกับรายงานภาระทางเศรษฐศาสตร์และการพยากรณ์โรคของเด็กก่อนวัยเรียน ปี 2562 พบว่า ควันบุหรี่มือสองภายในบ้าน จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็กเล็ก อายุตั้งแต่ 6 เดือน – 5 ปี ด้วยภาวะหอบเฉียบพลัน ซึ่งมีโอกาสป่วยซ้ำมากถึง 67%
ในลำดับนี้ถือเป็นภัยเงียบที่มองไม่เห็น เพราะเป็นสารพิษจากควันบุหรี่จะแฝงอยู่ในสภาพแวดล้อม และตกค้างตามสิ่งต่าง ๆ แม้ว่าบุหรี่จะดับไปแล้ว โดยในควันบุหรี่มือสามจะประกอบไปด้วยสารพิษมากมาย อาทิ นิโคติน ตะกั่ว ไซยาไนด์ สารหนู เป็นต้น ซึ่งการสัมผัสควันบุหรี่มือสามจะไปกระตุ้นให้เกิดผิวหนังอักเสบ จนดูดเอาซึมสารพิษเข้าสู่เยื่อบุร่างกาย อีกทั้งละอองไอสารพิษจากควันบุหรี่มือสามสามารถเข้าสู่อวัยวะภายใน กลายเป็นสารก่อมะเร็งที่อันตรายไม่ต่างจากการสูบบุหรี่โดยตรง
หนทางสู่สังคมปลอดภัย ไร้ควันบุหรี่
จะเห็นว่าบุหรี่ 1 มวนเล็กนั้นสร้างอันตรายและผลกระทบต่อร่างกายที่ไม่เล็กเลย โดยเฉพาะผลกระทบต่อบุคคลใกล้ชิดที่ต้องรับพิษภัยจากควันบุหรี่ทั้งมือสองและมือสาม ดังนั้นเพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมปลอดภัย ไร้ควัน ด้วยการเลิกสูบบุหรี่ก็จะเป็นหนทางที่ดี โดยสามารถเข้าถึงบริการคลินิกฟ้าใสในโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ หรือติดต่อสายเลิกบุหรี่ 1600 ทั้งนี้อาจจะนำเคล็ดลับ 7 ไม่ ไปปรับใช้ เพื่อสร้างแนวทางเลิกบุหรี่ได้ด้วยตัวคุณเอง
เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมเพื่อตัดสินใจเลิกบุหรี่
ลงมือทำอย่างตั้งใจ บอกตัวเองว่ากำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง
หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้อยากสูบบุหรี่ เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เมื่อรู้สึกเครียดหรือรู้สึกกดดันตัวเองมากเกินไป อาจผ่อนคลายด้วยการพูดคุยให้กำลังใจจากผู้อื่นได้
ทำกิจกรรมอื่นเสริมไปด้วย เช่น การออกกำลังกาย
อย่าคิดว่าลองกลับไปสูบบุหรี่อีกครั้งคงไม่เป็นไร เพราะอาจนำตัวเองกลับไปสู่ความเคยชิน จนเลิกสูบบุหรี่ไม่สำเร็จ
ให้กำลังใจตนเอง ค่อยเป็นค่อยไป ความพยายามและความตั้งใจจะช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ดีเอง
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผลกระทบและความอันตรายจากควันบุหรี่นั้นร้ายแรงมากแค่ไหน การเลิกบุหรี่จึงเป็นหนึ่งในหนทางสำคัญเพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมปลอดบุหรี่และควันร้าย สร้างเสริมร่างกายแข็งแรงให้คืนกลับมา อีกทั้งยังเป็นการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับตนเองและผู้อื่นอีกด้วย
ขอบคุณข้อมูล: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)