ลอนดอนพุ่งสู่ระดับสูงสุดใหม่ในช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยแตะระดับ 4,500 ดอลลาร์ต่อตัน แม้ว่า ณ ตอนนี้ตลาดจะเย็นลงแล้ว แต่ราคากาแฟก็ยังคงสูงกว่าช่วงปลายปีที่แล้วอยู่มาก
มี 3 ปัจจัยประกอบกันที่ทำให้ราคากาแฟโรบัสต้าพุ่งแรง คือสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยทำให้ผลผลิตออกน้อย การบริโภคที่เพิ่มขึ้นในเอเชีย และความนิยมบริโภคทุเรียนในจีน ซึ่งทำให้ชาวเวียดนามเลิกปลูกกาแฟเปลี่ยนไปปลูกทุเรียนแทน

สืบเนื่องจากทุเรียนได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และเวียดนามก็ได้เริ่มเข้าไปเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดทุเรียนแดนมังกรในช่วงไม่กี่ปีมานี้ โดยเวียดนามได้รับอนุญาตให้ส่งทุเรียนเข้าจีนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2022 และได้ส่งทุเรียนเข้าจีนลอตแรกในวันที่ 19 กันยายน 2022
เมื่อปี 2023 เวียดนามส่งออกทุเรียนไปจีนเป็นมูลค่ามากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตามการรายงานของท้องถิ่นคาดว่าการส่งออกทุเรียนของเวียดนามไปจีนจะเติบโตต่อไปในปีนี้
เวียดนามเป็นผู้ผลิตเมล็ดกาแฟรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก และเป็นผู้ผลิตกาแฟโรบัสต้ารายใหญ่ที่สุดในโลก การที่เกษตรกรเวียดนามหันไปปลูกทุเรียนทำให้พื้นที่ปลูกกาแฟลดลง ส่งผลให้อุปทานกาแฟโลกลดลง ส่วนการจะหาพื้นที่สำหรับปลูกกาแฟทดแทนพื้นที่ที่หายไปนั้นก็ทำได้ยาก เนื่องจากกาแฟมีข้อจำกัดของมัน คือเจริญเติบโตดีที่สุดในเขตร้อน และการต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่าทำให้ไม่สามารถหาพื้นที่เพิ่มเติมจากพื้นที่ที่มีการทำการเกษตรอยู่แล้วได้

ทั้งนี้ แนวโน้มความนิยมปลูกกาแฟที่ลดน้อยลง กับความนิยมปลูกทุเรียนที่เพิ่มขึ้นในเวียดนาม เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตอุปทานกาแฟโลก ซึ่งได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งทำให้เกิดภัยแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อากาศที่ร้อนเกินไปและปริมาณน้ำฝนที่ไม่เพียงพอ ส่งผลให้ต้นกาแฟให้ผลผลิตน้อย ปัจจัยเหล่านี้ประกอบกันทำให้ปัญหาอุปทานไม่เพียงพอรุนแรงยิ่งขึ้น
ที่มา : ข่าวสารอสเซียน กรมประชาสัมพันธ์