
TasteAtlas เว็บไซต์อาหารยอดนิยม จัดอันดับเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ที่อร่อยที่สุดในโลก จัดอันดับ 100 เครื่องดื่ม (ไม่มีแอลกอฮอล์) ที่อร่อยที่สุดในโลก ปรากฏว่ามีเครื่องดื่มของไทยติดอยู่ในนั้นด้วย คือ “ชาเย็น” หรือ “ชาไทย” ซึ่งคว้าอันดับที่ 10 ไปครอง ( อัปเดตครั้งล่าสุด: อังคาร 6 กุมภาพันธ์ 2024 )
สำหรับเครื่องดื่มยอดนิยม 10 อันดับแรก คือ
| อันดับ 1 |
Aguas Frescas |
MEXICO |
| อันดับ 2 |
Mango Lassi |
อินเดีย |
| อันดับ 3 |
Chai masala |
อินเดีย |
| อันดับ 4 |
Ceylon Black Tea |
ศรีลังกา |
| อันดับ 5 |
Colada Morada |
เอกวาดอร์ |
| อันดับ 6 |
Lulada |
โคลัมเบีย |
| อันดับ 7 |
Papelón con Limón |
เวเนซุเอลา |
| อันดับ 8 |
Salep |
ตุรกี |
| อันดับ 9 |
Hōjicha |
ญี่ปุ่น |
| อันดับ 10 |
Thai Iced Tea |
ไทย |
“ชาเย็น” หรือ “ชาไทย” เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก คาดว่าไทยได้รับอิทธิพลมาจากจีนและอินเดีย ก่อนจะผสมผสานเป็นแบบของเราเอง แรกเริ่มไม่ได้มีสีส้ม แต่เป็นสีเบจใกล้เคียงกับสีของกาแฟ เนื่องจากใช้ชาซีลอนในการชง ก่อนจะมีการประยุกต์นำชาแดงมาใส่นม จนกลายเป็นสีส้มสวยงาม
หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การดื่มชาของคนไทย พบว่าคนไทยน่าจะรู้จักการดื่มชามานานแล้ว แม้ว่าไม่พบหลักฐานที่แน่ชัดในศิลาจารึกสมัยสุโขทัย แต่ก็พบบันทึกเกี่ยวกับการดื่มชาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา โดยมีจดหมายเหตุของท “ลาลูแบร์” (ปี พ.ศ. 2230) ได้พูดถึงวัฒนธรรมการดื่มชาในสยามประเทศไว้ว่า..
“ชามีให้ดื่มกันเฉพาะในเมืองหลวง ช่วงนั้นคนไทยรู้จักดื่มชากันแล้ว และชอบชงน้ำชารับแขก คนสยามไม่ใส่น้ำตาลในชา ดื่มชาร้อนๆ แบบคนจีน การปฏิเสธไม่ดื่มชาในสยามถือว่าไม่มีมารยาท ต้องนั่งดื่มกันเมื่อได้รับการเชื้อเชิญ”
ในช่วงแรกๆ มีการอนุมานกันว่าคนไทยมีการดื่มชากันเฉพาะในกลุ่มชนชั้นสูง และใช้สำหรับถวายพระเป็นส่วนใหญ่ โดยนิยมดื่มแบบไม่ใส่นม ไม่ใส่น้ำตาล แต่ต่อมาคนไทยได้รับอิทธิพลวิธีดื่มชาแบบ “อินเดีย” เข้ามาด้วย ยุคต่อมาจึงมีการดื่มชาแบบใส่นมและน้ำตาล โดยดื่มเป็นชาร้อนเป็นหลัก
จากนั้นในปี พ.ศ. 2436 ประเทศไทยเริ่มมีผู้ประกอบการวางขาย “นมข้นหวานตราแหม่มทูนหัว” ทำให้วัฒนธรรมการดื่มชาแบบใส่นมยิ่งเพิ่มขึ้น และคนทั่วไปก็ดื่มกันอย่างแพร่หลาย ต่อมาปี พ.ศ. 2446 มีการจัดตั้งโรงน้ำแข็งเป็นแห่งแรก ทำให้น้ำแข็งเข้าไปเพิ่มความเย็นสดชื่นให้กับหลากหลายเมนูเครื่องดื่ม รวมถึงเกิดเมนู “ชาเย็น” ขึ้นมาในยุคนี้ด้วย
โดยเฉพาะช่วงปลายรัชกาลที่ 6 พบว่าช่วงเวลานั้นไทยเริ่มมีร้านกาแฟโบราณเพิ่มขึ้นในพระนครเยอะ ร้านเหล่านี้นอกจากจะขายเมนูกาแฟแล้ว ก็ยังมีเมนูชาต่างๆ รวมอยู่ในร้านด้วย จึงคาดว่ายุคนี้เป็นยุคที่คนทั่วไปรู้จักการดื่ม “ชาใส่นม” มากขึ้น
แต่ยุคที่ถือเป็นต้นกำเนิดของ “ชานมสีส้ม” จริงๆ น่าจะเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2488 เนื่องจากเป็นปีที่ “ชาตรามือ” ถือกำเนิดขึ้นมาในไทย โดยเจ้าของแบรนด์เป็นชาวจีนโพ้นทะเลที่เข้ามาตั้งรกรากในเมืองไทย และทำธุรกิจนำเข้าใบชาจากเมืองจีน
โดยในปีนั้น ชาตรามือได้นำเข้า “ชาแดง” เข้ามาขายเป็นครั้งแรก โดยนำมาชงเป็นชาไทยใส่นม (ชาส้ม) และชาดำ ซึ่งปรากฏว่าถูกปากคนกินสมัยนั้น แถมยังราคาถูก ทำให้ชานมสีส้มหรือชาไทยกลายเป็นเมนูเครื่องดื่มมาตรฐานที่หาซื้อได้ทั่วไปในทุกๆ ร้านกาแฟตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ในปัจจุบัน “ชาไทย” ตามร้านเครื่องดื่มทั่วไป ถูกปรับแต่งและมีการเลือกใช้ใบชาที่แตกต่างกัน บางร้านใช้ชาแดงอัสสัม บางร้านใช้ชาซีลอน หรือบางร้านก็ใช้ใบชาทั้งสองอย่างผสมกัน แต่สูตรการชงที่เหมือนกันมาทุกยุคทุกสมัยก็คือ มีการใส่นมและน้ำตาลเข้าไป เพื่อเพิ่มความหวานมัน และนิยมดื่มแบบเย็นมากกว่าแบบร้อน
ส่วนคำว่า “ชาไทย (Thai Tea)” นั้น เอาเข้าจริง.. คนไทยไม่ได้ตั้งชื่อเครื่องดื่มแบบนี้มาแต่แรก แต่เป็นชื่อที่ชาวต่างชาตินิยมเรียกกัน เพราะเป็นเครื่องดื่มชาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และหาดื่มได้ในประเทศไทยเท่านั้น
ข้อมูล : testeatlas, silpa-mag, cha-thai, UrbanCreature