นับตั้งแต่การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาที่นำโดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 จนถึงขณะนี้ก็เป็นเวลาครบ 120 วัน หรือ 4 เดือนเต็ม ซึ่งช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านย่อมมีทั้งการแก้ปัญหาเก่า วางรากฐานการพัฒนาใหม่ เพื่อพาประเทศเดินหน้าไปสู่เป้าหมายตามที่ได้ประกาศไว้ โดยเฉพาะนโยบายสำคัญ “1 กระตุ้น 4 เร่ง 3 สร้าง” ซึ่งในแต่ละด้านมีความคืบหน้าทั้งที่เห็นเป็นรูปธรรมในเชิงปฏิบัติและประชาชนได้ใช้ประโยชน์ และบางส่วนอยู่ในกระบวนการที่เห็นถึงความพยายามที่จะผลักดันให้สำเร็จ โดยสรุปเป็นหัวข้อต่าง ๆ ได้ ดังนี้
1 กระตุ้น : กระตุ้นด้วยการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet
Digital Wallet
นับเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย ที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่ตอนหาเสียง และยังได้ประกาศเป็นนโยบายของรัฐบาลภายหลังการรวมเสียงจากพรรคร่วมทุกพรรค หากย้อนไปตั้งแต่การแถลงของนายกรัฐมนตรีถึงรายละเอียดของโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2566 ที่ได้ประกาศรายละเอียด หลักเกณฑ์ ทำให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์ (อายุ 16 ปีขึ้นไป มีรายได้ไม่ถึงเดือนละ 70,000 บาทและมีเงินฝากน้อยกว่า 5 แสน) เริ่มเห็นความชัดเจนและตั้งตารอคอย แต่ในช่วงท้ายของการแถลงฯ มีการอธิบายถึงแหล่งที่มาของเงินที่ใช้ในโครงการที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม และมีเงื่อนไขสำคัญคือต้อง โปร่งใส และเป็นไปตามกฎหมาย ทำให้ต้องมีการส่งร่าง พ.ร.บ.กู้เงินฯ ที่จะมาเป็นแหล่งเงินเพื่อใช้ในโครงการไปยัง คณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งถือเป็นฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล และล่าสุดได้มีความเห็นตอบกลับมายังรัฐบาลแล้ว
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึง การออกพระราชบัญญัติกู้เงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ว่า กฤษฎีกาได้ส่งความเห็นให้รัฐบาลแล้วแต่ความเห็นดังกล่าวต้องนำไปเข้าคณะกรรมการดิจิทัลวอลเล็ตชุดใหญ่ก่อน และจะต้องให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ชี้แจงในรายละเอียด โดยกฤษฎีกาให้ความเห็นในเชิงกฎหมาย ซึ่งได้เน้นย้ำให้ทำตามกรอบกฎหมาย พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง มาตรา 53 และมาตรา 57 โดยต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าของโครงการ และต้องรับฟังความคิดเห็นรอบด้าน
• โดยเงื่อนไขบอกว่า ต้องมีความจำเป็นเร่งด่วนและต้องใช้ในการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้วิกฤตของประเทศ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องมาดูกันต่อไปว่าเข้าเงื่อนไขหรือไม่
• อิงตามมาตรา 53 มาตรา 6 มาตรา 7 และมาตรา 9 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลัง หากทำตามเงื่อนไขไม่มีปัญหา
• ออกเป็นกฎหมายได้หรือไม่ มาตรา 53 ระบุว่าให้ออกเป็นกฎหมายได้ (พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ. ล้วนเป็นกฎหมายทั้งสิ้น และปลอดภัยทั้งคู่
ถ้าทำโดยถูกเงื่อนไข)
• ขณะที่มาตรา 57 ระบุว่า การกู้เงินตามมาตรา 53 และมาตรา 56 จะทำได้แต่เฉพาะเพื่อใช้จ่ายตามแผนงาน หรือโครงการที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือสังคม และเมื่อหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นเจ้าของแผนงานหรือโครงการมีความพร้อมที่จะดำเนินการตามแผนงาน หรือโครงการที่จะใช้จ่ายเงินกู้นั้นแล้ว
ด้านนาย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หลังจากคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ความเห็นมาแล้ว จากนี้จะต้องมีการนำความเห็นดังกล่าวกลับมาให้คณะกรรมการดิจิทัลวอลเล็ตมาพิจารณา และจัดทำรายละเอียดชี้แจงต่อสังคม โดยเชื่อมั่นว่าการเดินหน้าโครงการจะเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดให้สามารถใช้จ่ายได้เดือนพฤษภาคม 2567
มาตรการ “Easy E-Receipt” ลดหย่อนภาษีสูงสุด 5 หมื่นบาท
อีกหนึ่งมาตรการที่ออกมาควบคู่กับดิจิทัลวอลเล็ต แต่เน้นไปยังกลุ่มผู้มีรายได้สูงและอาจไม่เข้าหลักเกณฑ์โครงการดิจิทัลวอลเล็ต ให้ได้มีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตามที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีได้แถลงข่าวให้สื่อมวลชนและประชาชนได้รับรู้ พร้อมกับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต คือ มาตรการ “Easy E - Receipt” (เดิมคือ โครงการ e-Refund) ที่เป็นการหักลดหย่อนค่าซื้อสินค้าหรือบริการในราชอาณาจักร ตั้งแต่ 1 ม.ค. - 15 ก.พ. 2567 ตามจำนวนจ่ายจริง แต่ไม่เกิน 50,000 บาท เฉพาะที่ได้รับ e-Tax Invoice หรือ e-Receipt เพื่อสนับสนุนการบริโภคในประเทศ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีและการใช้ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์
เงื่อนไข และข้อกำหนด
• ต้องเป็นผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
• ซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
• มีหลักฐานเป็นเอกสารใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ของกรมสรรพากร
• ระยะเวลาโครงการ 1 มกราคม - 15 กุมภาพันธ์ 2567
ซื้ออะไรได้บ้าง
1. สินค้าหรือรับบริการจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
2. ค่าซื้อหนังสือ หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร
- ค่าบริการหนังสือ หนังสือพิมพ์ และนิตยสารที่อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต
3. สินค้า OTOP ที่ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชนแล้ว
*ข้อ 2 และ 3 แม้จะไม่ได้อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ต้องได้รับใบรับตามมาตรา 105 ทวิแห่งประมวลรัษฎากรในรูปแบบ
ใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) ของกรมสรรพากร โดยต้องระบุชื่อ นามสกุล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ซื้อหรือผู้รับบริการด้วย
สินค้าหรือบริการที่ไม่ร่วมมาตรการ Easy E-Receipt
1. ค่าซื้อสุรา เบียร์ และไวน์
2. ค่าซื้อยาสูบ
3. ค่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเรือ
4. ค่าน้ำมันและก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ
5. ค่าสาธารณูปโภค ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าบริการสัญญาณโทรศัพท์ และค่าบริการสัญญาณอินเทอร์เน็ต
6. ค่าเบี้ยประกันวินาศภัย
7. ค่าบริการที่มีข้อตกลงการให้บริการ และผู้รับบริการสามารถใช้บริการดังกล่าวนอกเหนือจากระยะเวลาที่กำหนด เช่น ค่าเบี้ยประกันชีวิต ค่าสมาชิกฟิตเนส
รายละเอียดการคำนวณ “จำนวนภาษีที่ลดหย่อนได้จริง”
• ผู้ที่เสียภาษี 5% หากซื้อสินค้า 50,000 บาท จะได้เงินคืนสูงสุด 2,500 บาท
• ผู้ที่เสียภาษี 10% หากซื้อสินค้า 50,000 บาท จะได้เงินคืนสูงสุด 5,000 บาท
• ผู้ที่เสียภาษี 15% หากซื้อสินค้า 50,000 บาท จะได้เงินคืนสูงสุด 7,500 บาท
• ผู้ที่เสียภาษี 20% หากซื้อสินค้า 50,000 บาท จะได้เงินคืนสูงสุด 10,000 บาท
• ผู้ที่เสียภาษี 25% หากซื้อสินค้า 50,000 บาท จะได้เงินคืนสูงสุด 12,500 บาท
• ผู้ที่เสียภาษี 30% หากซื้อสินค้า 50,000 บาท จะได้เงินคืนสูงสุด 15,000 บาท
• ผู้ที่เสียภาษี 35% หากซื้อสินค้า 50,000 บาท จะได้เงินคืนสูงสุด 17,500 บาท
ตรวจสอบรายชื่อร้านค้าที่เข้าร่วมและตรวจสอบผู้ออกใบกำกับภาษี
• ดูป้ายสัญลักษณ์ Easy E-Receipt
• ตรวจสอบผ่านเว็บของกรมสรรพากร etax.rd.go.th
ยื่นแบบเงินได้ผู้เสียภาษีและเอกสารลดหย่อนภาษี
มกราคม - มีนาคม 2568
4 เร่ง
1. เร่งแก้ปัญหาหนี้สิน ทั้งภาคเกษตร ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน
ปัญหาหนี้สินของประชาชนเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยปัจจุบันลูกหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบยังคงเผชิญปัญหาหนี้เรื้อรัง โดยเฉพาะลูกหนี้รายย่อยและลูกหนี้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises: SMEs) ซึ่งประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน และมีรายได้ไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ได้ตามกำหนด ทำให้กลายเป็นหนี้เสียจนเป็นอุปสรรคทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ อีกทั้งลูกหนี้บางรายจำเป็นต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง และมีการทวงถามหนี้ที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือผ่อนปรนภาระหนี้และบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาหนี้สินให้กับประชาชน
แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ
กรมการปกครอง เผยผลการลงทะเบียนแก้หนี้นอกระบบนับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 66 - 10 มกราคม 67 (41 วัน) มีความคืบหน้า ดังนี้
• มูลหนี้รวม 7,884.260 ล้านบาท
• ประชาชนลงทะเบียนแล้ว 125,138 ราย (ลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ 108,129 ราย และการลงทะเบียน ณ ศูนย์อำนวยการแก้ไขหนี้นอกระบบ 17,009 ราย) จำนวนเจ้าหนี้ 89,285 ราย
• ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 2,384 ราย
• กรณีที่ไม่ได้รับความร่วมมือกระทั่งไม่สามารถดำเนินการไกล่เกลี่ยได้ทั่วประเทศ มีการดำเนินคดีไปแล้ว 44 คดี ใน 18 จังหวัด
• พื้นที่/จังหวัด ที่มีผู้ลงทะเบียนมากที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่
1. กรุงเทพฯ มีผู้ลงทะเบียน 10,504 ราย เจ้าหนี้ 6,543 ราย มูลหนี้ 704.848 ล้านบาท
2. จ.นครศรีธรรมราช มีผู้ลงทะเบียน 5,104 ราย เจ้าหนี้ 4,364 ราย มูลหนี้ 329.153 ล้านบาท
3. จ.สงขลา มีผู้ลงทะเบียน 4,694 ราย เจ้าหนี้ 3,467 ราย มูลหนี้ 298.372 ล้านบาท
4. จ.นครราชสีมา มีผู้ลงทะเบียน 4,674 ราย เจ้าหนี้ 2,955 ราย มูลหนี้ 346.209 ล้านบาท
5. จ.ขอนแก่น มีผู้ลงทะเบียน 3,244 ราย เจ้าหนี้ 2,636 ราย มูลหนี้ 245.958
สำหรับข้อมูลการไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบทั่วประเทศ ภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย พบว่ามีลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยแล้ว 7,669 ราย โดยมูลหนี้ของลูกหนี้ก่อนไกล่เกลี่ยจำนวน 604.466 ล้านบาท หลังการไกล่เกลี่ยเหลือ 283.008 ล้านบาท มูลหนี้ลดลง 321.458 ล้านบาท ทั้งนี้ กรณีที่ไม่ได้รับความร่วมมือกระทั่งไม่สามารถดำเนินการไกล่เกลี่ยได้ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการส่งสำนวนแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจในพื้นที่ต่อไป
โดยประชาชนสามารถลงทะเบียนหนี้นอกระบบทั้งในระบบ Online และ Onsite ได้ถึง 29 กุมภาพันธ์ 2567 ผ่านช่องทาง
1. ผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์ debt.dopa.go.th ตลอด 24 ชม.
2. รับลงทะเบียน ณ ที่ว่าการอำเภอ ศาลากลางจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ และสำนักงานเขต 50 เขตของกรุงเทพมหานคร
แก้ปัญหาหนี้ในระบบ
แนวทางแก้ไขหนี้ในระบบ ครอบคลุมลูกหนี้ทุกประเภท โดยแบ่งการช่วยเหลือตามคุณลักษณะและปัญหาของลูกหนี้ของลูกหนี้ ได้แก่
• กลุ่มที่ 1 คือ ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 กลุ่มนี้จะได้รับการช่วยเหลือให้หลุดพ้นจากการเป็นหนี้เสีย หรือได้รับการพักชำระหนี้เพื่อผ่อนปรนภาระเป็นการชั่วคราว
• กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มที่มีรายได้ประจำ แต่มีภาระหนี้จำนวนมาก จนเกินศักยภาพในการชำระคืนหนี้ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อยได้แก่
- กลุ่มข้าราชการ ครู ตำรวจ ทหาร (มีหนี้กับสถาบันการเงิน) ช่วยเหลือผ่าน 3 แนวทาง คือการลดดอกเบี้ยสินเชื่อไม่ให้สูงจนเกินไป/โอนหนี้ทั้งหมดไปไว้ในที่เดียว เช่น ที่สหกรณ์ เพื่อให้การตัดเงินเดือนนำมาชำระหนี้ทำได้สะดวก และสอดคล้องกับรายได้ของลูกหนี้/บังคับใช้หลักเกณฑ์การตัดเงินเดือน ให้ลูกหนี้มีเงินเดือนเหลือเพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี
- กลุ่มที่เป็นหนี้บัตรเครดิต
• กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มที่มีรายได้ไม่แน่นอน ทำให้การชำระคืนหนี้ไม่ต่อเนื่อง เช่น เกษตรกร ลูกหนี้เช่าซื้อและลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จะได้รับการช่วยเหลือ โดยการพักชำระหนี้เป็นการชั่วคราว การลดดอกเบี้ย หรือลดเงินผ่อนชำระในแต่ละงวดให้ต่ำลง เพื่อให้สอดคล้องกับรายได้ของลูกหนี้
• กลุ่มที่ 4 คือ กลุ่มที่เป็นหนี้เสียคงค้างกับสถาบันการเงินของรัฐมาเป็นระยะเวลานาน กลุ่มนี้จะโอนไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ ที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่างสถาบันการเงินของรัฐ และบริษัทบริหารสินทรัพย์ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ให้คล่องตัวมากขึ้น คาดว่ามาตรการนี้จะสามารถช่วยเหลือลูกหนี้ในกลุ่มนี้ได้ประมาณ 3 ล้านราย
แก้ปัญหาหนี้เกษตรกร
แนวทางแก้ไขหนี้ในระบบ ครอบคลุมลูกหนี้ทุกประเภท โดยแบ่งการช่วยเหลือตามคุณลักษณะและปัญหาของลูกหนี้ของลูกหนี้ ได้แก่
• กลุ่มที่ 1 คือ ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 กลุ่มนี้จะได้รับการช่วยเหลือให้หลุดพ้นจากการเป็นหนี้เสีย หรือได้รับการพักชำระ หนี้เพื่อผ่อนปรนภาระเป็นการชั่วคราว
• กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มที่มีรายได้ประจำ แต่มีภาระหนี้จำนวนมาก จนเกินศักยภาพในการชำระคืนหนี้โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย ได้แก่
- กลุ่มข้าราชการ ครูตำรวจ ทหาร (มีหนี้กับสถาบันการเงิน) ช่วยเหลือผ่าน 3 แนวทาง คือการลดดอกเบี้ยสินเชื่อไม่ให้สูงจนเกินไป/โอนหนี้ทั้งหมดไปไว้ในที่เดียว เช่น ที่สหกรณ์เพื่อให้การตัดเงินเดือนนำมาชำระหนี้ทำได้สะดวก และสอดคล้องกับรายได้ของลูกหนี้/ บังคับใช้หลักเกณฑ์การตัดเงินเดือน ให้ลูกหนี้มีเงินเดือนเหลือเพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี
- กลุ่มที่เป็นหนี้บัตรเครดิต
• กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มที่มีรายได้ไม่แน่นอน ทำให้การชำระคืนหนี้ไม่ต่อเนื่อง เช่น เกษตรกร ลูกหนี้เช่าซื้อและลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อ การศึกษา (กยศ.) จะได้รับการช่วยเหลือ โดยการพักชำระหนี้เป็นการชั่วคราว การลดดอกเบี้ย หรือลดเงินผ่อนชำระในแต่ละงวดให้ต่ำลง เพื่อให้สอดคล้องกับรายได้ของลูกหนี้
• กลุ่มที่ 4 คือ กลุ่มที่เป็นหนี้เสียคงค้างกับสถาบันการเงินของรัฐมาเป็นระยะเวลานาน กลุ่มนี้จะโอนไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่เกิด จากการร่วมทุนระหว่างสถาบันการเงินของรัฐ และบริษัทบริหารสินทรัพย์ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ให้คล่องตัวมากขึ้น คาดว่ามาตรการนี้จะสามารถช่วยเหลือลูกหนี้ในกลุ่มนี้ได้ประมาณ 3 ล้านราย
แก้ปัญหาหนี้ SMEs
“พักหนี้-ปลดหนี้ SMEs” โดยบริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ตามนโยบายแก้หนี้ทั้งระบบของรัฐบาล ลงทะเบียน 1 ม.ค. 67 เป็นต้นไป มีมติอนุมัติดำเนินโครงการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ตามที่ บสย. เสนอ รวม 2 โครงการ คือ
1. มาตรการพักหนี้ ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ระยะเวลาดำเนินโครงการ 18 เดือน เริ่ม 1 มกราคม 2567 - 30 มิถุนายน 2568) ตามเงื่อนไข ดังนี้
- เป็นลูกหนี้ SMEs รหัส 21 (รหัสสถานะบัญชี 21 สำหรับลูกหนี้ค้างชำระเกิน 90 วันจากผลกระทบโควิด 2019 หรือ NPL) (ณ 31 ธันวาคม 2566) ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ที่มีวงเงินสัญญาไม่เกิน 10 ล้านบาท
- เป็นลูกหนี้ บสย. ที่เข้าร่วมโครงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และเข้าร่วม มาตรการ “บสย.พร้อมช่วย” และปฏิบัติตามเงื่อนไขเป็นระยะเวลา 3 เดือน สามารถพักชำระค่างวด 1 ปี (ไม่เกิน มิ.ย. 2568)
- ภายหลังครบกำหนดพักชำระหนี้ ให้ชำระค่างวดตามแผนปรับโครงสร้างหนี้เดิม
- คาดว่าจะช่วยลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการและกลับเข้าสู่ระบบได้ประมาณ 64,000 ราย โดยระยะเวลาการพักชำระหนี้ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการยื่นความจำนงของลูกหนี้ (ระยะเวลารวม 18 เดือน และต้องผ่อนชำระต่อเนื่อง 3 เดือน)
- เปิดลงทะเบียน 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป ผ่านช่องทาง Line Official Account @tcgfirst และสำนักงานเขต บสย. ทั่วประเทศ
2. ต่อยอดมาตรการ 3 สี “ปลดหนี้” มาตรการสีฟ้า ลดเงินต้น 15% (ระยะเวลา 1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2567)
- สำหรับลูกหนี้ บสย. ที่เข้าร่วมโครงการ “บสย. พร้อมช่วย” ปรับโครงสร้างหนี้ บสย. เข้ามาตรการ 3 สี ในกลุ่มสีเขียว และเข้ามาตรการสีฟ้า (มาตรการ 3 สี ม่วง เหลือง เขียว )
- เป็นลูกหนี้ บสย. กลุ่มสีเขียว ที่มีประวัติการชำระดีต่อเนื่อง 3 เดือน และต้องการ “ปลดหนี้” บสย. ช่วยลูกหนี้ ตัวเบายิ่งขึ้น บสย. ลดเงินต้น 15% โดยต้องปลดหนี้ ภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับอนุมัติ
- โครงการต่อยอดมาตรการสีฟ้า ปลดหนี้ ลดเงินต้น 15% (ม่วง เหลือง เขียว และ ฟ้า) เป็นโครงการเพิ่มเติมต่อจากมาตรการ 3 สี สำหรับลูกหนี้ กลุ่มสีเขียว ผ่อนดี 3 งวดต่อเนื่องที่ต้องการปลดหนี้ โดยสามารถยื่นความประสงค์ขอเข้ามาตรการสีฟ้า ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป ระยะเวลาดำเนินโครงการ 6 เดือน สิ้นสุด 30 มิถุนายน 2567 คาดว่าจะช่วยลูกหนี้ กลุ่มไมโคร หรือรายย่อย กลับเข้าสู่ระบบได้เร็วขึ้น และจะช่วยแก้หนี้ ปลดหนี้ ได้ประมาณ 5,000 ราย
โดยลูกหนี้ที่ต้องการขอรับคำปรึกษาเรื่องแก้หนี้ ปลดหนี้ หรือปรับโครงสร้างหนี้ สามารถขอรับคำปรึกษาฟรี ได้ที่
• ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs หรือ บสย. F.A.Center
• ลงทะเบียนขอรับคำปรึกษาฟรี ที่ Line Official Account @tcgfirst
2. เร่งปรับลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานแก่ประชาชน
ครม. ไฟเขียว ประกาศลดค่าพลังงานงวดใหม่ ออกมาตรการลดค่าครองชีพด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนและภาคธุรกิจที่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเพื่อให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจผ่านต้นทุนพลังงาน 3 ชนิด คือ ค่าไฟฟ้า น้ำมันดีเซล และก๊าซ LPG
• มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้า
- กลุ่มเปราะบาง ช่วยเหลือค่าไฟฟ้าของกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้า ไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน จะคงไว้ที่ 3.99 บาทต่อหน่วย
โดยจะลดเป็นเวลา 4 เดือน ครอบคลุมรอบบิลเดือน มกราคม - เมษายน 2567 โดยคาดว่าจะมีกลุ่มเปราะบางที่ได้รับการช่วยเหลือจากมาตรการรวมทั้งสิ้นประมาณ 17.77 ล้านราย
- ประชาชนทั่วไป ให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณาดำเนินการตรึงอัตราค่าไฟฟ้าที่ประกาศเรียกเก็บกับผู้ใช้ไฟฟ้ารอบเดือนมกราคม 2567 ถึงเดือนเมษายน 2567 ในอัตราไม่เกิน 4.20 บาทต่อหน่วย โดยจะมีการพิจารณาต้นทุนก๊าซธรรมชาติเพื่อสรุปค่าไฟที่จะจัดเก็บในงวดเดือนดังกล่าวต่อไป
• มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิง
- ราคาน้ำมันดีเซล ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร (ลดลิตรละ 2.50) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ถึง 31 มีนาคม 2567 โดยใช้กลไกของภาษีสรรพสามิตและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (หากไม่มีการตรึงราคาอาจทำให้ราคาขายปลีกอยู่ที่ 35-37 บาทต่อลิตร ซึ่งจะกระทบต้นทุนภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และเงินเฟ้อจากต้นทุนสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น
- สำหรับกลุ่มน้ำมันเบนซิน มีมาตรการลดภาษีสรรพสามิตรตามสัดส่วนของเนื้อน้ำมันเบนซินที่ใช้เป็นส่วนผสม เป็นเวลา 3 เดือนตั้งแต่ 7 พ.ย.66 (น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ลดลง 2.50 บาทต่อลิตร น้ำมันเบนซิน 95 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ลดลง 1 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 และ E85 ลดลง 80 สตางค์ต่อลิตร) ซึ่งขณะนี้ยังไม่สิ้นสุดมาตรการ แต่เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาแล้วกระทรวงพลังงานจะพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง
• มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านก๊าซหุงต้ม
- ราคา LPG ตรึงราคาขายปลีก LPG ที่ระดับ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2567 โดยผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (เป็นมาตรการต่อเนื่องตั้งแต่ 1 ต.ค.-31 ธ.ค.66ในการคงราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นที่ 20.9179 บาท/กก.โดยกองทุนน้ำมันชดเชยอยู่ที่ประมาณ 4.6 บาท/กก.)
3. เร่งผลักดันการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว
ยกเว้นวีซ่าถาวรไทย-จีน กระตุ้นการท่องเที่ยว
จากมาตรการยกเว้นวีซ่าให้กับคนจีนเข้ามาประเทศไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศได้สนองตามนโยบายรัฐบาลโดยเสนอการยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารเดินทางจีนให้สามารถเข้ามาและพำนักในราชอาณาจักรอระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน เป็นกรณีพิเศษ และเป็นการชั่วคราว เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและความเชื่อมโยงระดับประชาชน รวมทั้งมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจะหมดเขตในวันที่ 29 กุมภาพันธ์นี้
เพื่อยกระดับความภาคภูมิใจของพาสปอร์ตไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป ไทย-จีน ไปกลับทั้ง 2 ประเทศ ไม่ต้องมีวีซ่าระหว่างกันและกัน ถือเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ และกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยว
ปรับลดภาษีสรรพสามิต ไวน์ สุรา สถานบันเทิง (ไวน์องุ่น ลดเหลือ 5% ลดภาษีสุราพื้นบ้าน เหลือ 0% และลดภาษีสรรพสามิตธุรกิจสถานบันเทิงเหลือ 5%)
ครม. มีมติเห็นชอบ 2 มาตรการ ส่งเสริมไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการใช้จ่าย โดยการปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มสินค้าสุราบางประเภท ปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจเป็นการชั่วคราว การยกเว้นอากรขาเข้าสินค้าไวน์ เพื่อจูงใจด้านราคาให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายซื้อสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม และท่องเที่ยวภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น
• ปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิต “สินค้าสุรา”
1. สุราแช่ชนิดไวน์และสปาร์กลิ้งไวน์ที่ทำจากองุ่น: ให้จัดเก็บภาษีเป็นอัตราเดียว ตามมูลค่าที่ 5% และอัตราภาษีตามปริมาณที่ 1,000 บาท ต่อปริมาณหนึ่งลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์
2. สุราแช่ผลไม้ที่มีส่วนผสมขององุ่นหรือไวน์: ให้จัดเก็บภาษีเป็นอัตราเดียว ตามมูลค่าที่ 0% และอัตราภาษีตามปริมาณที่ 900 บาท ต่อปริมาณหนึ่งลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์
3. สุราแช่ชนิดอื่น ๆ จากเดิมจัดเก็บภาษีอัตราตามมูลค่าร้อยละ 10 และอัตราตามปริมาณ 150 บาท ต่อปริมาณหนึ่งลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ ให้กำหนดอัตราภาษีโดยจำแนกพิกัด
อัตราภาษีประเภทย่อย ดังนี้
3.1 สุราพื้นบ้าน เช่น อุ กระแช่ สาโท สุราแช่พื้นบ้าน และสุราแช่ที่ใช้วัตถุดิบเป็นข้าวที่มีแรงแอลกอฮอล์ไม่เกิน 7 ดีกรี กำหนดอัตราภาษีตามมูลค่าที่ 0% และอัตราตามปริมาณ 150 บาท ต่อปริมาณหนึ่งลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์
3.2 สุราแช่ ที่มีการผสมสุรากลั่นและมีแรงแอลกอฮอล์เกินกว่า 7 ดีกรี กำหนดอัตราภาษีตามมูลค่าที่ 10% และอัตราภาษีตามปริมาณ 255 บาท ต่อปริมาณหนึ่งลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์
*สุราแช่อื่น ๆ นอกจาก 3.1 และ 3.2 กำหนดอัตราภาษีตามมูลค่า 10% และอัตราภาษีตามปริมาณ 150 บาท ต่อปริมาณหนึ่งลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์
4. สุราแช่ที่มิใช่เพื่อการค้า ได้มีการปรับโครงสร้างและอัตราภาษีให้สอดคล้องกับการปรับโครงสร้างภาษีและอัตราภาษีในครั้งนี้ โดยกำหนดอัตราภาษีตามมูลค่าที่ 0% และอัตราภาษีตามปริมาณเท่ากับอัตราภาษีของสินค้าสุราแช่
มีผลตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
• การปรับปรุงโครงสร้างภาษีศุลกากรสินค้าไวน์
ปรับปรุงโครงสร้างภาษีศุลกากรสินค้าไวน์ให้สอดคล้องกับการปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิต โดยกำหนดให้ยกเว้นอากรศุลกากรสินค้าไวน์ทุกชนิดตามประเภทพิกัด 22.04 (ไวน์ที่ทำจากองุ่นสด และเกรปมัสต์) และ 22.05 (เวอร์มุท และไวน์อื่นๆ ที่ทำจากองุ่นสด ปรุงกลิ่นรสด้วยพืชหรือสารหอม) รวมทั้งสิ้น 21 ประเภทย่อย และให้ลดอัตราอากรจากร้อยละ 60 เป็นยกเว้นอากร มีผลตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์การตรวจสินค้าเพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มของนักท่องเที่ยว (VAT Refund for Tourists) เพื่อลดปริมาณนักท่องเที่ยวที่ต้องเข้าคิวเพื่อแสดงสินค้าในกระบวนการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย
• ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต กิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ
ปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจาก 10% เป็น 5% สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 ได้แก่ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ รวมถึงสถานที่ที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และมีการแสดงดนตรีหรือการแสดงอื่น ๆ เพื่อการบันเทิงที่ปิดทำการหลังเวลา 24.00 น. โดยมีการขยายเวลาเปิดสถานบริการถึงตี 4 ใน 5 พื้นที่ ประกอบด้วย สถานบริการในท้องที่กรุงเทพมหานคร, จังหวัดภูเก็ต, จังหวัดชลบุรี, จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมถึงสถานบริการที่ตั้งที่อยู่ในสถานที่ตั้งโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรมทั่วประเทศ ให้เปิดบริการได้ถึงเวลา 4.00 น. ของวันรุ่งขึ้นได้ เริ่มบังคับทันทีตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 66 ที่ผ่านมา เพื่อให้ระยะเวลาเปิดบริการที่ยาวขึ้นช่วยสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซันและสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน
ส่วนเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต กิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ มีผลตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ถึง 31 ธ.ค. 67 (ตั้งแต่ 1 ม.ค. 68 จะกลับมาใช้อัตราภาษีตามมูลค่าเดิม คือ 10%)
ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง เพิ่มยอดการใช้จ่าย
รัฐบาลกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยดำเนินโครงการ “365 วัน มหัศจรรย์เที่ยวเมืองรอง” ผลักดันกระแสท่องเที่ยวเมืองรองตลอดปี 2567 เปิดประสบการณ์ใหม่เที่ยวเมืองรองมิรู้ลืม กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวออกไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ในเมืองไทย พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชนจัดกิจกรรมนำเสนอสินค้าและบริการท่องเที่ยวตามแนวคิด Soft Power สะท้อนเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของเมืองรองในแต่ละภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน โดย ททท.คาดการณ์รายได้จากการท่องเที่ยวเมืองรองในปีนี้จะเติบโตขึ้นร้อยละ 10 – 15 จากปี 2566 อย่างแน่นอน
โดยการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองได้วางแผนไว้ทั่วประเทศ เช่น ภาคเหนือ : เสน่ห์วันวานเมืองเหนือ - North Nostalgia ภาคกลาง : Trendy C2 ภาคกลาง (Create new Experience และ Charming of Central) - Chic Central ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : หลงรักแผ่นดินถิ่นอีสาน - Isan in Love ภาคใต้ : หรอยแรงแหล่งใต้ - Savory South และ ภาคตะวันออก : สบ๊าย สบายภาคตะวันออก - East at Ease ซึ่งการโปรโมทเมืองรอง เพื่อให้กระตุ้นนักท่องเที่ยวให้เที่ยวเมืองรองมากขึ้น และเป็นการสร้างเส้นทางใหม่ ๆ ให้นักท่องเที่ยว
4. เร่งแก้ปัญหาความขัดแย้งในเรื่องรัฐธรรมนูญ
คณะกรรมการจัดทำประชามติเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ มีมติให้ทำประชามติ 3 ครั้ง เตรียมเสนอเข้า ครม.
• (25 ธ.ค. 67) คณะกรรมการพิจารณาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญมีมติให้ทำประชามติ 3 รอบ โดยคาดว่าประชาชนจะได้เข้าคูหาเลือกตั้ง รอบแรกภายในเดือน เม.ย.-พ.ค. 2567
• หลังจากนี้คณะกรรมการจะนำข้อสรุปที่ได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป
• โดยจะจัดทำเป็นเอกสารเสนอให้ตัดสินใจเกี่ยวกับการตั้งคำถามประชามติครั้งแรก เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังรับฟังความคิดเห็น จากประชาชนกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ซึ่งคำถามที่พิจารณาร่วมกันแล้วคือ “ท่านเห็นชอบหรือไม่ที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่ แก้ไขหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์” คาดว่า จะเริ่มถามได้ภายในเดือนมกราคมนี้และจะทำประชามติทั้งหมด 3 ครั้ง คาดว่า จะมีการจัดทำประชามติเฉลี่ยปีละ 1 ครั้ง น่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดในรัฐบาลชุดนี้
• (3 ม.ค. 67) จากคำแถลง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 ของนายกฯ ด้านการเมืองการปกครอง ว่า ประชาชน จะได้เห็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะแก้ไขจุดด้อยของฉบับที่ผ่านมา ผ่านการทำงานที่โปร่งใส และตรวจสอบได้โดยจะแก้ไข รัฐธรรมนูญบนหลักการที่เป็นไปได้มากที่สุดและเหมาะสมกับสถานการณ์ไม่นำไปสู่ความขัดแย้งใหม่ในสังคมไทย
3 สร้าง
1. สร้างรายได้ โดยใช้การทูตเจรจาเศรษฐกิจเชิงรุก เปิดตลาดใหม่ พร้อมพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
สร้างฐานการผลิตรถยนต์ EV ในไทย
นายกฯ ผลักดันแผนการส่งเสริมการลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมเตรียมรับเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในปี 2567 เดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่ อุตสาหกรรมผลิตยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจรเพื่อรักษาฐานการผลิตและศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอาเซียน ควบคู่ไปกับการดูแลอุตสาหกรรมยานยนต์ สันดาป (ICE) เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์สันดาปแห่งสุดท้าย
• ปัจจุบันมีผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนในประเทศเพิ่มขึ้น และได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (Battery Electric Vehicle :BEV) คิดเป็นมูลค่า 39,579 ล้านบาท กำลังผลิตรวม 359,000 คันต่อปีและผู้ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนผลิตชิ้นส่วน มูลค่า 35,303 ล้านบาท
• ในช่วง11 เดือนของปี2566 มียอดจดทะเบียนรถไฟฟ้ารวม 67,056 คัน เติบโตมากกว่า 690% หรือ7.9 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี ก่อนอยู่ที่ 8,483 คัน ทำให้ตลาดรถ EV ไทยเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน
• มี 3 แนวทางที่สำคัญ ได้แก่
1. แนวทางการส่งเสริมการดัดแปลงรถยนต์(EV Conversion) สร้างต้นแบบการดัดแปลงรถขนาดใหญ่ให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้า เช่น รถ ขนขยะมูลฝอย และรถบรรทุกน้ำ เพื่อสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ ในราคาที่เหมาะสมและเข้าถึงได้
2. แนวทางการส่งเสริม System Integrator (SI) สำหรับอุตสาหกรรมการผลิต พัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติใน กระบวนการผลิตครอบคลุมมาตรการทางภาษีและมิใช่ภาษีเช่น พัฒนาบุคลากร SI จำนวน 1,301 คน และบุคลากรในสถาน ประกอบการ จำนวน 3,665 คน รวมทั้งพัฒนาต้นแบบหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ185 ต้นแบบ ซึ่งปัจจุบันมีSI ที่ขึ้นทะเบียนรายกิจการ จำนวน 121 กิจการ ผ่านกลไกศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติCenter of Robotics Excellence (CoRE) โดยมีผู้ประกอบการขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้ว จำนวน 271 กิจการ มูลค่ารวม 27,710 ล้านบาท
3. แนวทางการส่งเสริมและจัดการแบตเตอรี่ในประเทศ สร้างมูลค่าจากการจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ตามนโยบาย เศรษฐกิจหมุนเวียน ประกอบด้วย การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการนำมาใช้ซ้ำ และการนำกลับมาใช้ใหม่ เนื่องจากแบตเตอรี่ มีมูลค่าสูง โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนและเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรม EV ไปพร้อม ๆ กับการดูแลอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาป ผ่านนโยบาย มาตรการ ส่งเสริมและสนับสนุน เพื่อให้ไทยเป็นฮับในภูมิภาค และดึงดูดนักลงทุนรายใหม่ๆ ให้เข้ามาตั้งฐานผลิตในประเทศ
บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก ลงทุนสร้าง Data Center ในไทย
นายกฯ เชื่อมั่น Google สามารถช่วยพัฒนาคนไทยและธุรกิจไทย พร้อมร่วมมือกันยกระดับเศรษฐกิจไทยไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่
(8 ธ.ค. 66) นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง Google และรัฐบาล เป็นผลสำเร็จจากภาคธุรกิจและภาคประชาชนที่มีการนำเทคโนโลยีของ Google มาใช้ในการทำงานและชีวิตประจำวัน พร้อมกล่าวชื่นชม Google ซึ่งเป็นผู้นำทางด้านดิจิทัล และยังใส่ใจในความแตกต่าง หลากหลายของผู้คนในสังคม หน่วยงานในภาครัฐ และธุรกิจต่าง ๆ ทั้งขนาดใหญ่ขนาดกลาง และขนาดเล็ก รวมทั้งผลิตภัณฑ์โครงการ และการลงทุนต่าง ๆ ของ Google โดยเฉพาะในด้าน AI และ Cloud ตอบโจทย์พันธกิจที่จะไม่ทิ้งคนไทยไว้ข้างหลัง (Leave No Thai
Behind) ของ Google จะสามารถช่วยพัฒนาคนไทยและธุรกิจไทยได้
สำหรับยุทธศาสตร์ของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงรุกดำเนินนโยบายเร่งด่วนมาโดยตลอด เพื่อสร้างความอยู่ดีกินดีให้พี่น้องประชาชน และท่ามกลางความท้าทายของสภาพเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน รัฐบาลจะทำให้ประเทศไทยกลับมาเป็นจุดหมายของการลงทุนของนักลงทุนชั้นนำ ยกระดับเศรษฐกิจไทยให้ไปสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล นำ AI และ Cloud เข้ามาพัฒนาการให้บริการประชาชน นำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง (High Value Economy) นำไปสู่การทำ MOU ความร่วมมือที่ได้ประกาศในระหว่างการประชุม APEC ที่ซานฟรานซิสโก ซึ่งครอบคลุมทั้งหมด 4 เรื่อง ได้แก่
1. การต่อยอดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เช่น การลงทุนขยาย Data Center ในประเทศไทย
2. การส่งเสริมการใช้Cloud และ AI อย่างมีความรับผิดชอบและปลอดภัย เพื่อยกระดับการให้บริการของภาครัฐ
3. การวางหลักเกี่ยวกับนโยบายการใช้งานระบบคลาวด์เป็นหลัก (Cloud-First Policy)
4. การทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงทักษะด้านดิจิทัลได้มากขึ้น
สำหรับด้านการเพิ่มทักษะด้านดิจิทัล นายกฯ ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นความร่วมมือระหว่าง Google กับกระทรวงและหน่วยราชการ ซึ่งจะพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรและหน่วยงานภาครัฐ ทำให้การบริการประชาชนให้ดียิ่งขึ้นด้วยการเริ่มโครงการนำร่องในการใช้Generative AI ในภาครัฐ และพร้อมร่วมมือกับ Google เพื่อช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมทางนโยบาย และกฎระเบียบที่เอื้อต่อการพัฒนา AI และ Cloud ซึ่งทั้งรัฐบาลและ Google จะทำงานร่วมกันต่อไป โดยไม่ทิ้งคนไทยคนไหนไว้ข้างหลัง Leave No Thai Behin
รัฐบาลจับมือ Microsoft พัฒนาดิจิทัลในไทย
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรียินดีในการลงนาม MOU ระหว่าง บริษัท Microsoft กับ รัฐบาลไทย ยืนยันว่าไทยมีความมุ่งมั่น และพร้อมที่จะปรับปรุงการให้บริการสาธารณะด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัลของไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ โดย Microsoft ได้ดำเนินธุรกิจ 3 ส่วนหลัก ได้แก่
• Productivity and Business Processes
• Cloud (Azure) ครอบคลุมทั้งรูปแบบ Public, Private Hybrid
• Personal Computing ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ เช่น คอมพิวเตอร์แล็ปท็อป แท็บเล็ต โดย บริษัท อยู่ระหว่างการศึกษาแผนการลงทุนData Center ขนาดใหญ่ในประเทศไทย
ทั้งนี้ขอให้มั่นใจว่า การมาลงทุนในไทยจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ พลังงานสะอาดยังเป็นหนึ่งในปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญสำหรับธุรกิจของ Microsoft ในการบรรลุเป้าหมาย ESG จึงเตรียมกลไกใหม่ที่เรียกว่า Utility Green Tariff (UGT) นำเสนอพลังงานหมุนเวียนพร้อมแหล่งที่ตรวจสอบย้อนกลับได้มาพร้อมกับ REC (ใบรับรองพลังงานทดแทน) กลไกนี้สอดคล้องกับข้อกำหนด RE100 อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อว่าการหารือในวันนี้เป็นโอกาสทางธุรกิจ และการลงทุนในอนาคตอันใกล้
รัฐบาลร่วม Huawei ยกระดับ Cloud - AI ในไทย ผลักดันไทยศูนย์กลางด้าน AI แห่งอาเซียน
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ร่วมงาน Huawei Cloud AI Summit Thailand 2023 พร้อมลงนามความร่วมมมือ (MOU) กับบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ ประเทศไทย ในวันที่ 18 ธ.ค. 2566 เพื่อการพัฒนาด้านดิจิทัล สนับสนุนการสร้าง Ecosystem ด้านคลาวด์และ AI พร้อมสร้างบุคลากรที่มีความสามารถให้กับประเทศไทย และช่วยผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน AI ของภูมิภาค โดยมีเป้าหมายในการขับเคลื่อนนโยบาย Cloud-First policy ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตรูปแบบใหม่ของประเทศ เเละเชื่อว่า คลาวด์และ AI คืออนาคตของประเทศไทย ซึ่งความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับ Huawei ครั้งนี้ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่
• การสร้างปัญญาประดิษฐ์สำหรับประเทศไทย
• ร่วมมือผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลในไทย
• อบรมบุคลากรไทยให้มีทักษะดิจิทัลที่ดีขึ้น
• เชิญชวนพันธมิตรการค้าของ Huawei มาร่วมลงทุนไทย
ดึงดูดต่างชาติลงทุน Landbridge เปิดประตูการค้า
โครงการ “แลนด์บริดจ์” เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ใช้ขนถ่ายสินค้าหลักระดับภูมิภาคและจะเป็นประตูสู่ภูมิภาคเอเชีย ถือเป็นเส้นทางการเดินเรือใหม่ของโลกที่จะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ในพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมือง ลดระยะเวลาการขนส่งทางทะเล และแก้ปัญหาของความล่าช้าในการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา จาก 9 วันเหลือ 5 วัน อีกทั้งจะช่วยให้เกิดการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการค้า ประกอบด้วย เขตการค้า เมืองท่าและเขตอุตสาหกรรม และธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
การพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์จะแบ่งออกเป็น 4 ระยะ เริ่มต้นตั้งแต่ปี2568 – 2583 เมื่อดำเนินโครงการอย่างเต็มรูปแบบจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม สร้างงาน 280,000 ตำแหน่ง GDP ของไทยจะเติบโต 5.5% ต่อปีหรือเทียบเท่ากับ 670,000 ล้านดอลลาร์ (4 ม.ค. 67) นายกฯ ชี้แจง โครงการ Landbridge เป็นการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยด้วยการขนส่งน้ำมัน 60 เปอร์เซ็นต์จากทั่วโลก ขนส่งผ่านช่องแคบมะละกา หากช่องแคบคับแคบ การขนถ่ายสินค้ามีปัญหาจะทำให้เกิดปัญหา รัฐบาลคิดทำโครงการ Landbridge ด้วยการตระหนักถึงความขัดแย้ง Geopolitics ของโลก ไทยได้เปรียบจากการดำเนินนโยบายด้วยความเป็นกลางของไทยเชื่อมต่อโลก ไทยไม่มีปัญหากับประเทศใด ทำให้เป็นจุดขนถ่ายสินค้าได้เป็นอย่างดีอย่างไรก็ดีรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเสียงของประชาชนในพื้นที่ พร้อมรับฟังทั้งฝ่ายค้านภาคประชาสังคม ประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งนักธุรกิจ เพื่อมั่นใจว่าโครงการนี้จะเป็น Mega Project ที่มีประโยชน์กับประเทศ และมีความสำคัญโลก ทำให้หลาย ๆ ประเทศ อาทิซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีความมั่นคงทางพลังงานสูงมาก อยากมาลงทุน อยากมาสร้างโรงกลั่น ซึ่งจะทำให้ไทยมีความมั่นคงทางพลังงาน นอกจากความมั่นคงทางอาหาร ทำให้ไทยมีความพร้อมมากขึ้น และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน
เจรจา FTA เปิดตลาดการค้าใหม่
รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี(FTA) เพื่อขยายโอกาสให้สินค้าและบริการของไทย รวมทั้งดึงดูดการลงทุนจากประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย โดยเฉพาะสาขาเป้าหมายที่จะสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันภายในประเทศเปิด FTA ที่ใกล้ปิดดีล
สถานการณ์การเจรจา FTA ล่าสุด กรอบไทย - ยูเออีมีความคืบหน้ากว่า 80% ไปแล้ว โดย FTA ไทย - ยูเออีจะช่วยให้จีดีพีของไทยขยายตัวมูลค่า 318 - 357 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 11,136 - 12,499 บาท) และการส่งออกของไทยในภาพรวม ขยายตัวมูลค่า 190 - 243 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6,652 - 8,508 ล้านบาท) และสินค้าที่คาดว่าไทยจะส่งออกไปยูเออีได้มากขึ้น เช่น สินค้าอาหารสิ่งทอและเครื่องแต่งกายผลิตภัณฑ์ที่ทำจากหนังสัตว์ไม้ยาง พลาสติก เคมีภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์และชิ้นส่วน ส่วนสาขาบริการที่คาดว่าจะมีธุรกรรมระหว่างกันเพิ่มขึ้น เช่น การขนส่ง การเงิน และบริการด้านธุรกิจ
ส่วน FTA ต่อมาที่ใกล้จะสำเร็จก็คือไทย-ศรีลังกา มีความคืบหน้ากว่า 90% โดยทั้งสองฝ่ายมีเเผนจะลงนามความตกลงในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2567 โดยสินค้าและบริการที่จะได้รับประโยชน์ได้แก่ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักรกลและเครื่องใช้ไฟฟ้า โลหะ และพลาสติก การท่องเที่ยว ก่อสร้าง ขนส่งและโลจิสติกส์ และค้าปลีก
แผนการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ของไทยในปี 2567
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศมีแผนที่จะเจรจา FTA ที่คงค้างอยู่ให้สำเร็จโดยเร็ว คือ FTA ไทย -สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (European Trade Association: EFTA) หรือ เอฟตา ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 4 ประเทศ คือสวิตเซอร์แลนด์นอร์เวย์ไอซ์แลนด์และลิกเตนสไตน์ โดย EFTA เป็นกลุ่มประเทศในทวีปยุโรปที่ไทยยังไม่เคยมีFTA ด้วย และจะผลักดันการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ที่ขณะนี้ได้เปิดการเจรจาไปแล้ว ให้มีความคืบหน้าโดยเร็ว รวมถึง FTA ที่อยู่ระหว่างการเจรจา ทั้งกรอบอาเซียน-แคนาดา FTA ไทย – สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ FTA ไทย - ตุรกี FTA ไทย – ปากีสถาน
ทั้งนี้มีแผนที่จะเปิดการเจรจา FTA ฉบับใหม่เพิ่มเติม เช่น FTA ไทย – เกาหลีใต้, ไทย – ภูฏาน, ไทย -อิสราเอล, ไทย – สหราชอาณาจักร, ไทย - กลุ่มประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ไทย-สหภาพศุลกากรแอฟริกาตอนใต้(SACU), ไทย -กลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก (PA), ไทย - ตลาดร่วมอเมริกาใต้ตอนล่าง (Mercosur) และไทย - กลุ่มประชาคมแอฟริกาตะวันออก (EAC) ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ Upskill Reskill ทักษะแรงงาน
• ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแรงงานทั่วประเทศ มีผล 1 ม.ค. 67 และพิจารณาปรับขึ้นอีกครั้งในเดือน มี.ค. 67
ครม. มีมติให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำ วันละ 2 - 16 บาท ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม เป็นต้นไป โดยใช้หลักวิชาการบนพื้นฐานข้อมูลทางเศรษฐกิจที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ซึ่งการพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ปี 2567 ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาจากกลไกไตรภาคีระดับจังหวัด และคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 22 ได้รับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย เพื่อให้นายจ้างสามารถประกอบธุรกิจอยู่ได้ ลูกจ้างมีรายได้จากค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น และการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ หรือมีผลทำให้ราคาสินค้าและอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อภาวะการครองชีพของประชาชน
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการพิจารณาขึ้นค่าแรงของคณะกรรมการไตรภาคีว่า จะมีการประชุมอีกครั้งวันที่ 17 มกราคม 2567 เพื่อลงนามแต่งตั้งอนุกรรมการปรับสูตรคำนวณค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ เพื่อการพิจารณาการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอย่างละเอียด โดยจะพยายามกำหนดอัตราใหม่ที่สูงขึ้น ทั้งนี้ การดำเนินงานจะต้องแล้วเสร็จเพื่อนำเสนอเข้า ครม. ภายในเดือนมีนาคม 2567 ซึ่งการขึ้นค่าแรงจำเป็นที่จะต้องดูในเรื่องของรายอำเภอ รายอาชีพ เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
• Upskill/Reskill ทักษะแรงงาน
กระทรวงแรงงาน มีนโยบายพัฒนาทักษะอาชีพส่งเสริมการมีงานทำให้คนไทยทุกกลุ่ม รวมถึงการจัดการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษา ก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานให้เป็นแรงงานฝีมือ มีความมั่นคงทางอาชีพ มีคุณภาพชีวิตที่ดีกรมการจัดหางานจึงขานรับนโยบายส่งเสริมให้คนไทยได้พัฒนาตนเอง ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้าถึงง่าย โดยรวบรวมหลักสูตรฝึกอบรม Upskill / Reskill ที่หลากหลาย ไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นสู่การเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต สร้างสังคมที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป
ปัจจุบันมีหลักสูตรให้บริการ จำนวน 6,297 หลักสูตร ในหลายด้านทั้งด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีการพัฒนาบุคลิกภาพ การเสริมทักษะความคิดหลักสูตรภาษาต่างประเทศ และหลักสูตรการประกอบอาชีพสร้างรายได้อาทิหลักสูตรการออกแบบติดตั้งและประยุกต์ใช้โซล่าเซลล์ คอมพิวเตอร์สำหรับงานออกแบบกราฟิกพื้นฐาน การใช้จุลินทรีย์เพื่อการเกษตร การถ่ายภาพด้วยเทคนิคสร้างสรรค์ตัดผมชายสไตล์สมัยนิยม หลักสูตร Game Streamer หลักสูตรการสร้างแบรนด์และธุรกิจโดยใช้ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง หลักสูตรฝึกอาชีพนักผลิตโครงสร้างตัวละครแอนิเมชั่น การฟัง-พูดภาษาเกาหลีภาษาอังกฤษสำหรับพนักงานบริการด้านการท่องเที่ยว เป็นต้น โดยผู้ที่สนใจสามารถค้นหาหลักสูตรฝึกอบรมที่สนใจได้ที่ เว็บไซต์“ไทยมีงานทำ.doe.go.th” ซึ่งมีให้เลือกศึกษาทั้งในรูปแบบออนไลน์และออนไซต์
2. สร้างโอกาสให้ประชาชน สามารถใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ เช่น ที่ดินมาสร้างรายได้ สร้างอาชีพ พร้อมผลักดันการกระจายอำนาจ (ผู้ว่าCEO) และส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Soft Power)
เปลี่ยน ส.ป.ก. เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร
(15 ธ.ค. 67) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศในราชกิจจานุเบกษา อนุญาตให้เปลี่ยนเอกสารสิทธิส.ป.ก. 4-01 ทั่วประเทศ 22 ล้านไร่ จำนวน 1,628,520 ราย เอกสารสิทธิรวม 2,205,561 ฉบับ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จะเริ่มทยอยเปลี่ยน ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดฯ ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2567 เป็นต้นไป ซึ่งมีเป้าหมายในการปรับปรุงและพัฒนาสิทธิในที่ดินของรัฐบาล โดยสิทธิประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับจากโฉนดเพื่อการเกษตร มีดังนี้
1. เปลี่ยนมือได้(โอนสิทธิ) สามารถโอนคืน ส.ป.ก. ได้โดยโอนคืนให้ส.ป.ก.ทั้งแปลงหรือบางส่วนได้โดยได้รับค่าชดเชย หากเกษตรกรไม่ประสงค์ประกอบอาชีพเกษตรกรรม สามารถสละสิทธิให้เกษตรกรอื่นที่มีคุณสมบัติตามกำหนด โดยสามารถเปลี่ยนมือให้แก่ เกษตรกรอื่นที่มีคุณสมบัติตาม ส.ป.ก. กำหนด
2. เพิ่มวงเงินสินเชื่อ การเข้าถึงแหล่งทุนใหม่สามารถเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้โดยขยายวงเงินสินเชื่อให้กับเกษตรกรที่ขอกู้กับ ธ.ก.ส. หรือใช้ไม้มีค่าที่ปลูกบนที่ดิน ค้ำประกันสินเชื่อให้เต็มวงเงิน 100% และสามารถขอสินเชื่อนโยบายจากกองทุน ส.ป.ก. เต็มวงเงินตามราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์นอกจากนั้นยังเพิ่มแหล่งสินเชื่อใหม่ โดยการเจรจากับกรมส่งเสริมสหกรณ์ชุมนุมสหกรณ์สถาบันการเงินของรัฐ และสถาบันการเงินอื่น
3. สามารถใช้ค้ำประกันตัวบุคคล โดยเป็นหลักทรัพย์ประเภทหนึ่งที่สามารถค้ำประกันตัวบุคคลทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นศาล โดยความร่วมมือกับกระทรวงยุติธรรมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
4. สร้างรายได้ให้เกษตรกร เพิ่มทรัพย์สินโดยส่งเสริมการปลูกไม้มีค่า 10 ต้นต่อไร่ซึ่งสามารถใช้ต้นไม้ค้ำประกันสินเชื่อ (โฉนดต้นไม้) และขาย Carbon Credit โดยความร่วมมือกับ กรมป่าไม้, ธ.ก.ส. และ อบก.
5. ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาจากรัฐในด้านโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค ซึ่งมีการทำ MOU 16 หน่วยงาน ด้านการพัฒนาอาชีพและรับเงินชดเชยหรือเยียวยาภัยพิบัติ
ทั้งนี้จะมีการ Kick off มอบโฉนดเพื่อการเกษตรเป็นของขวัญ เพิ่มสุขปีใหม่ให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ในวันที่ 15 มกราคม 2567 จำนวน 25,000 ราย พร้อมกันทั่วประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในการมอบโฉนดเพื่อการเกษตรจำนวน 1,000 ฉบับ ณ ศูนย์ส่งเสริม และพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา สำหรับส่วนภูมิภาคกำหนดจัดงาน ณ ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชในแต่ละจังหวัด
Soft power ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน
นายกฯ พร้อมผลักดันมวยไทยบรรจุหลักสูตรพละศึกษา
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความมั่นคงในอาชีพของคนไทยและนักมวยไทย รัฐบาลต้องการที่จะผลักดันในอาชีพนักมวย ไม่เพียงแต่นักมวยอาชีพเพียงเท่านั้น แต่ต้องการผลักดันให้กิจกรรมมวยไทย ไม่ใช่เป็นเพียงแค่กีฬา แต่สามารถที่จะเข้าไปอยู่ในหลักสูตรพละศึกษา สามารถที่ตั้งค่ายมวยในต่างประเทศได้และเป็นแนวทางในการขยายอาชีพได้รัฐบาลพร้อมผลักดันมวยไทยในเรื่องของการตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งปัจจุบันมีนักมวยไทยหลายคนอยากจะไปสอน และจัดตั้งค่ายมวยที่เมืองนอก โดยต้องใช้วีซ่านักท่องเที่ยว ถือเป็นการผิดกฎระเบียบการเข้าเมืองอยู่ ทางกระทรวงต่างประเทศ และ ตม. ได้ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวที่อยากมาศึกษากีฬามวยไทยมากยิ่งขึ้น นายกฯ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติครั้งที่1/2567 วันที่9 มกราคม 67 เห็นชอบในเรื่องที่สำคัญ ดังนี้
1. เห็นชอบ ข้อเสนอโครงการของอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์เป้าหมาย 11 สาขา ประกอบด้วย สาขาเฟสติวัล สาขาท่องเที่ยว สาขาอาหาร สาขาศิลปะ สาขาออกแบบ สาขากีฬา สาขาดนตรีสาขาหนังสือ สาขาภาพยนตร์ละครและซีรีส์สาขาแฟชั่น และสาขาเกม มอบหมายสำนักงบประมาณพิจารณากรอบวงเงินและหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
2. เห็นชอบ กรอบวงเงินงบประมาณสนับสนุนผู้ประกอบการเข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศ จำนวน 3 เทศกาล วงเงิน 3,000,000 บาท มอบหมายกระทรวงวัฒนธรรมจัดทำคำของบประมาณไปยังสำนักงบประมาณ และมอบสำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณ
3. เห็นชอบหลักการ งาน “Maha Songkran World Water Festival เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์2567” ซึ่งต้องมีการเตรียมความพร้อมทั้งเรื่องของรถ เครื่องบิน ที่พัก เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว และขอให้พิจารณาถึงความคุ้มค่า คำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับเป็นสำคัญ
4. เห็นชอบให้สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) เป็นหน่วยงานหลักขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์โดยมีหน้าที่ดังนี้
• บูรณาการ และขับเคลื่อนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการศึกษา วิเคราะห์และจัดทำแผนการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์การจัดสรรงบประมาณ การดำเนินโครงการ/กิจกรรมต่าง ให้มีประสิทธิภาพ
• ติดตามและเร่งรัดการดำเนินการทบทวน ปรับปรุง แก้ไข ยกเลิก และจัดทำกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์
• สร้างความร่วมมือระหว่างส่วนราชการ หน่วยงานรัฐ เอกชน ประชาสังคมในการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์
• บูรณาการการประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์เผยแพร่ความคืบหน้าและผลการดำเนินการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ
5. เห็นชอบให้มีการแต่งตั้ง 2 ชุด ได้แก่
• คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ
1. ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นกรรมการ
2. ผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์และการสร้างความสามัคคีปรองดอง เป็นกรรมการและ ผู้ช่วยเลขานุการ
• คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ
- ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) เป็นกรรมการ
- ผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง เป็นกรรมการและ เลขานุการร่วม
นอกจากนี้ในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติครั้งที่ 1/67 ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพิ่มเติม 3 ด้าน ได้แก่
- ด้านภาพยนตร์ คุณชานน สันตินธรกุล นักแสดง
- ด้านละครและซีรีส์ คุณนงลักษณ์ งามโรจน์ (รษก. ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทอาร์เอส มัลติมีเตีย แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด) คุณวรฤทธิ์ นิลกลม (ผู้จัด-ผู้กำกับละคร ซีรีส์วาย) คุณชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล (ผู้จัดอิสระละครและซีรีส์)
- ด้านดนตรี คุณพรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล (ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทอาร์เอส มิวสิค จำกัด)
3. สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งในมิติความมั่นคง ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และระบบสาธารณสุข
30 บาท รักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว
เมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick off “30 บาท รักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว” โดยมีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร รองประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยคณะเข้าร่วม ณ ลานสาเกตนคร หน้าหอโหวด 101 จังหวัดร้อยเอ็ด 1 ใน 4 จังหวัดนำร่องพร้อมกับ จ.แพร่ เพชรบุรี และนราธิวาส ถือเป็นการปฏิรูประบบสุขภาพครั้งใหญ่
ประเทศไทยขับเคลื่อนนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคมาตั้งแต่ปี 2544 ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยในการรับบริการสุขภาพเมื่อเจ็บป่วยและส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค เป็นนโยบายสาธารณสุขที่สำคัญและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (30 บาท) เป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ เป็นการผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพจากหน่วยบริการทุกระดับ ทุกสังกัด และยกระดับหน่วยบริการให้เป็นโรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital) โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการจัดบริการสุขภาพ อาทิ
- ประวัติสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์
- การออกใบรับรองแพทย์ดิจิทัล
- ใบสั่งยาหรือใบสั่งแล็บออนไลน์
- การแพทย์หรือเภสัชกรรมทางไกล
- การนัดหมายออนไลน์
- การส่งยาและเวชภัณฑ์ที่บ้านผ่าน Health Rider และการส่งยาทางไปรษณีย์
โดยคำนึงถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนเป็นสำคัญ ทำให้ช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล
ลดระยะเวลารอคอย และลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มการเข้าถึงบริการสาธารณสุข ตั้งเป้าขยายการบริการทั่วประเทศภายใน 1 ปี เพื่อช่วยให้คนไทยทุกคนได้รับการดูแลสุขภาพได้ทุกที่ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
สำหรับนโยบายในเฟส 2 จะเริ่มภายในเดือนมีนาคม 2567 ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัด คือ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ สิงห์บุรี สระแก้ว หนองบัวลำภู นครราชสีมา อำนาจเจริญ และ พังงา และเริ่มเฟส 3 ในเดือนเมษายน ครอบคลุม 4 เขตสุขภาพ จำนวน 27 จังหวัด ประกอบด้วย
• เขตสุขภาพที่ 1 ครอบคลุม 8 จังหวัด เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ น่าน พะเยา ลำปาง ลำพูน และแม่ฮ่องสอน
• เขตสุขภาพที่ 4 ครอบคลุม 8 จังหวัด สระบุรี นนทบุรี ลพบุรี อ่างทอง นครนายก สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี
• เขตสุขภาพที่ 9 ครอบคลุม 4 จังหวัด นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์
• เขตสุขภาพที่ 12 ครอบคลุม 7 จังหวัด พัทลุง ตรัง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
ดูแลกลุ่มเปราะบาง เด็กแรกเกิด ผู้สูงอายุ และผู้พิการ
รัฐบาลดูแลกลุ่มเปราะบางต่อเนื่อง 10 มกราคมนี้ รับเงินงวดแรกของปี เงินอุดหนุนบุตร เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเบี้ยผู้พิการ
(9 ม.ค. 67) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกรัฐบาล ออกมาย้ำถึงเงินช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชน ภายหลังรัฐบาลได้มีมติอนุมัติบางมาตรการไปแล้ว โดยประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับสิทธิจำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่ เงินอุดหนุนบุตร เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยผู้พิการ สำหรับงวดเดือนมกราคม 2567 จะได้รับเงินโอนเข้าบัญชีในวันพุธที่ 10 มกราคม 2567

ครม. เห็นชอบ พ.ร.บ. อากาศสะอาด
รัฐบาลตระหนักและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปีและส่งผล
กระทบต่อสุขภาพของประชาชน ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเกิดการบูรณาการอย่างยั่งยืน มีประสิทธิภาพ เกิดผลเป็นรูปธรรมและเท่าทันต่อเหตุการณ์และเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2567 ครม.ได้มีมติเห็นชอบ พระราชบัญญัติอากาศสะอาดเพื่อประชาชน ซึ่งผ่านการ รับฟังความคิดเห็นของประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจสอบตามกฎหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถือเป็นการ ดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ที่ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่อง ฝุ่น Pm 2.5 ที่มีผลต่อสุขภาพ ของพี่น้องประชาชนเป็นสิทธิพื้นฐานที่พี่น้องประชาชนควรได้รับ
ทั้งนี้พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดกลไกในการบริหารจัดการและควบคุมกิจกรรมต่าง ๆ ที่ ส่งผลให้เกิดมลพิษทางอากาศในทุกมิติโดยได้กำหนดให้มีคณะกรรมการ เพื่อทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายและเชิงวิชาการ และการ บริหารจัดการเชิงพื้นที่กำหนดมาตรการควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดที่ครอบคลุมกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษทุกรูปแบบ รวมถึงมาตรการเพื่อ แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศเชิงพื้นที่ตลอดจนการมีเครื่องมือหรือมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรม ภาค ธุรกิจ รวมถึงประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมรับผิดชอบ และมีบทบาทหน้าที่ในการควบคุม ปรับลด และแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศร่วมกัน สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
1. คณะกรรมการเพื่อการจัดการอากาศสะอาด กำหนดให้มีคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายและเชิงวิชาการ และการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ดังนี้
1.1 คณะกรรมการนโยบายอากาศสะอาด
1.2 คณะกรรมการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด
1.3 คณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด
2. ระบบการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดของประเทศ
3. มาตรการการลดและควบคุมมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิด
4. เขตเฝ้าระวังและเขตประสบมลพิษทางอากาศ
5. เครื่องมือและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่ออากาศสะอาด
6. ความรับผิดทางแพ่งและบทกำหนดโทษ โดยในวันที่ 10 - 11 มกราคม 2567 จะมีการเดินไปทางไปเชียงใหม่เพื่อติดตามเรื่องปัญหาฝุ่น Pm 2.5 รัฐบาลยืนยัน จากทุกมาตรการทั้ง ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เน้นเร่งสร้างอากาศสะอาด สภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีความปลอดภัยต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต ของพี่น้องประชาชนทุกคน
e-Government เชื่อมข้อมูลรัฐ-เอกชน 95 หน่วยงาน อำนวยความสะดวกประชาชน
รัฐบาลสนับสนุน e-Government เชื่อมข้อมูลระหว่างภาครัฐ-เอกชน ลดขั้นตอนการขอเอกสาร อำนวยความสะดวกร่วมกัน เพื่อประโยชน์ถึง
ประชาชน สนับสนุนแนวทางการใช้เทคโนโลยีมาช่วยให้การทำงาน เพื่อยกระดับการทำธุรกรรมระหว่างภาครัฐและเอกชนช่วยให้ประชาชน
เข้าถึงข้อมูลภาครัฐง่ายขึ้น e-Government หรือรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์รวมทั้งการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างกัน โดยเฉพาะการทำธุรกรรมที่
เกี่ยวข้องกับเอกสาร เพื่อเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ลดขั้นตอนการขอเอกสารของภาคธุรกิจที่ต้องติดต่อกับภาครัฐ ช่วย
ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งจัดอบรมหลักสูตรที่เป็นประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการและสร้างเครือข่ายด้านการค้าและการท่องเที่ยวทั่วประเทศ
โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รวบรวมและจัดทำฐานข้อมูลใบอนุญาตที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้มีการเข้าถึงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ข้อมูลเชื่อมต่อกันและมีการปรับข้อมูลให้เป็นปัจจุบันเสมอ โดยจากการดำเนินการที่ผ่านมาได้ทำการเชื่อมข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องไปแล้ว 95 หน่วยงานพร้อมทั้งปรับกระบวนการและขั้นต่อการติดต่อ นำเข้าข้อมูลสู่ระบบออนไลน์ลดขั้นตอนในการขอเอกสารสำคัญ เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจของภาคเอกชน (Ease of doing Business) โดยสามารถออกใบอนุญาตแจ้งผลการพิจารณาใบรับรอง หรือหลักฐานอื่น ๆ ในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์(PDF) ลงนามด้วย e-Signature ที่มีความน่าเชื่อถือและตรวจสอบได้และสามารถส่งให้หน่วยงานอื่น ๆ ผ่านระบบ e-Service
นโยบายดังกล่าว จะส่งเสริมให้เกิดเรียนรู้ในภาคธุรกิจ SMEs รวมถึงสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ที่จะนำไปสู่การยกระดับและพัฒนาผู้ประกอบการให้เติบโตอย่างเข้มแข็งต่อไป
ผลักดัน พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม
(21 ธ.ค.66) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีวาระพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือร่างกฎหมาย #สมรสเท่าเทียม ซึ่งมีใจความหลักสำคัญการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(ป.พ.พ.) ที่ใช้บังคับอยู่ซึ่งยังรับรองการสมรสเฉพาะชาย-หญิง เท่านั้น เพื่อให้รับรองการสมรสสำหรับบุคคลสองคนไม่ว่าจะมีเพศตามทะเบียนราษฎรเป็นเพศใดก็ตาม โดยร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม ที่เข้าสภาผู้แทนราษฎรชุดที่มาจากการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 มีจำนวนถึง 4 ฉบับ เรียงตามลำดับช่วงวันที่เสนอต่อสภา ได้แก่
1. ร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม ฉบับที่เสนอโดย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคก้าวไกล
2. ร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม ฉบับที่เสนอโดยภาคประชาชน ใช้กลไกเข้าชื่อเสนอกลไกรวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกิน 10,000 ชื่อ(11,611 ชื่อ) เสนอร่างกฎหมายเข้าสภา
3. ร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม ฉบับที่เสนอโดย คณะรัฐมนตรี(ครม.) ผลักดันโดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม
4. ร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม ฉบับที่เสนอโดย สส.พรรคประชาธิปัตย์ร่างฉบับนี้เพิ่งถูกเสนอ ไม่ได้บรรจุวาระการประชุมสภามาก่อนหน้านี้แต่มีหลักการทำนองเดียวกันจึงพิจารณาประกบไปพร้อมกัน
โดยสภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการ ร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมทั้งสี่ฉบับในวาระหนึ่งด้วยคะแนนเสียง เห็นด้วย369 เสียง ไม่เห็นด้วย 10 เสียง งดออกเสียง 0 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียงกระบวนการต่อไปคือการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ เมื่อกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วก็จะเข้าสู่การพิจารณารายมาตราในวาระ 2 และสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบในวาระ 3 หลังจากพิจารณาชั้นสภาผู้แทนราษฎรทั้งสามวาระเสร็จสิ้นก็จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นวุฒิสภาสามวาระต่อไป
ที่มา :
• https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77274
• https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77119
• https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/77167
• https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/76887