ลูกสานงานของพ่อ ตอน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ประเทศไทย มีความสัมพันธ์กับชาติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโปรตุเกส สหราชอาณาจักร  เนเธอร์แลนด์ และประเทศอื่น ๆ มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ผ่านเข้ามาทางการค้าขาย และเมื่อความเจริญและความทันสมัยต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น พระมหากษัตริย์ไทย ทรงมีสายพระเนตรกว้างไกลในการวางรากฐานและมีส่วนอย่างยิ่งในการส่งเสริมความสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศผ่านราชวงศ์  โดยพระมหากษัตริย์และสมาชิก และของราชวงศ์ทุก ๆ พระองค์ก็กระทำตน เปรียบเสมือนทูตประจำประเทศในทางอ้อม เพื่อสร้างสัมพันธ์อันดีกับนานา อารยประเทศให้เป็นที่ประจักษ์ 
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรได้สร้างความสัมพันธ์กับนานาประเทศด้วยดีเสมอมา ตลอดระยะเวลาของการขึ้นครองราชย์ โดยในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ถึง ๒๕๑๐ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช  บรมนาถบพิคร พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ ทั้งในทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกา รวม ๒๗ ประเทศ เพื่อเป็นการเจริญพระราชไมตรีกับบรรดามิตรประเทศเหล่านั้นให้มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และเพื่อนำความปรารถนาดีของประชาชนชาวไทยไปมอบให้กับประชาชนในประเทศต่าง ๆ  โดยพระราชทานเหตุผลของการเสด็จพระราชดำเนินเยือนว่า “...ในสมัยนี้ ประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ต้องพึ่งพาอาศัยกันอยู่เสมอ...จึงควรพยายามให้รู้จักนิสัยใจคอกัน ทั้งต้องผูกน้ำใจกันไว้ให้ดี...” เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความร่วมมือในด้านต่าง ๆ


 


 


 
สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ภาพ : หอจดหมายเหตุอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

วันที่ ๑๙ -๒๓ กรกฎาคม ๒๕๐๓ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็ยฯเยือนสหราชอาณาจักร

สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีนางาโกะ ทรงให้การต้อนรับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เมื่อปี พ.ศ. 2506

หลังจากปีพุทธศักราช ๒๕๑๐ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชภารกิจภายในประเทศมากมายในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขของประชาชนให้มีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  จึงงดเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่าง ๆ  หากประมุขหรือรัฐบาลของประเทศใดกราบบังคมทูลเชิญให้เสด็จฯ ไปเยี่ยมเยือน พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระราชโอรส หรือพระราชธิดา เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ เพื่อเจริญสัมพันธไมตรี รวมทั้งเพื่อทอดพระเนตรวิทยาการ และศิลปวัฒนธรรมของชาตินั้นๆ

 


ในหลวงร.10 เสด็จพร้อมกรมสมเด็จพระเทพฯ ร่วมพระราชพิธีราชาภิเษกกษัตริย์เนเธอร์แลนด์ ปี พ.ศ. ๒๕๕๖

ครั้นถึงรัชสมัยปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมาชิกของราชวงศ์ทุกๆ พระองค์ก็ยังทรงดำเนินรอยตามในการรักษา และพัฒนาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง  อาทิ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  เสด็จพระราชดำเนินออกให้การต้อนรับราชอาคันตุกะจากประเทศต่างๆ ที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย

 วันที่ 21 พฤศจิกายน ๒๕๖๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงรับเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปา ทรงแลกเปลี่ยนของขวัญซึ่งจัดทอดถวายในห้องเฝ้า และฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับสมเด็จพระสันตะปาปา การนี้ ทรงมีพระราชปฏิสันถารตามพระราชอัธยาศัย ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต


 

 

 


 

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2565 เ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จออกพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท  พระบรมมหาราชวัง ทรงรับพระประมุข ประธานาธิบดี และพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายกรัฐมนตรี และผู้แทนประเทศ ซึ่งเป็นผู้นำเขตเศรษฐกิจ และแขกพิเศษ พร้อมด้วยคู่สมรส เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ในโอกาสที่เสด็จพระราชดำเนิน และเดินทางมาเยือนประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก หรือ เอเปค (Asia – Pacific Economic Cooperation : APEC) ครั้งที่ 29 ระหว่างวันที่ 18 – 19 พฤศจิกายน 2565 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้บรรดาทูตานุทูตเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสาส์นตราตั้งในการเข้ามารับตำแหน่งในประเทศไทย และถวายบังคมทูลลาเมื่อครบวาระพร้อมทั้งมีพระราชปฏิสันถารกับทูตของประเทศต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ

 
วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จ
พระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรม
ราชวโรกาสให้ นายมุฮัมมัด  จินาห์ (Mr. Mohamed  Jinah)  เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐมัลดีฟส์ประจำประเทศไทย  ซึ่งได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายอักษรสาส์นตราตั้ง เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๓ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลลา ในโอกาสที่จะพ้นจากหน้าที่

 
วันที่ 16 พฤษภาคม 2566  เวลา 19.02 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโการให้ เอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลลา ในโอกาสที่จะพ้นจากหน้าที่ ตามลำดับดังนี้
          – นายอเล็กซ์ ไกเกอร์ ซอฟเฟีย (Mr. Alex Geiger Soffia) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐชิลีประจำประเทศไทย ซึ่งได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายอักษรสาส์นตราตั้ง เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2565 เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลลา ในโอกาสที่จะพ้นจากหน้าที่
          ในโอกาสนี้ นางอาลีน อ็องตวน ฟัฎฎุล (Mrs. Aline Antoine Faddoul) ภริยาเอกอัครราชทูต ฯ ร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชสาสน์ต่อประมุข-ผู้นำรัฐต่างประเทศ ซึ่งมีทั้งพระราชสาสน์
แสดงความยินดี และพระราชสาสน์แสดงความเสียใจ ในโอกาสต่างๆ ที่เกิดขึ้น นับเป็นการสร้างและกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ
 


 
อย่างเมื่อไม่นานมานี้เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธไมตรีระหว่างราชวงศ์จะยังคงถักทอให้ยืนยา
ต่อไปในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลที่ ๓ แห่งราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ระหว่างวันที่ ๔ – ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๖  เพื่อทรงร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลที่ ๓ และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ณ  มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ กรุงลอนดอน นับเป็นการเสด็จฯ เยือนต่างประเทศเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางนับตั้งแต่การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ 
และยังเป็นเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์อันยาวนานของประเทศอันล้ำค่าสู่สายตาต่างประเทศ ยังเป็นการสร้างความประทับใจแหมือนเดิมโดยผ่านฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีในชุดฉลองพระองค์สีน้ำเงิน พร้อมสายสะพายสีเหลือง ประดับเครื่องประดับเพชรและไพลิน และถือกระเป๋าจากย่านลิเภา สวมพระบาทสีเงินงดงาม 
  

 


วันที่ 5 พฤษภาคม 2566 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากโรงแรมเดอะแลนด์มาร์ค ลอนดอน ซึ่งเป็นที่ประทับ ไปทรงร่วมงานพระราชทานเลี้ยงรับรองพระประมุข ประมุข และผู้แทนของประเทศต่าง ๆ ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ณ พระราชวังบักกิงแฮม กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร

 


 วันที่ 6 พฤษภาคม 2566 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากโรงแรมเดอะ แลนด์มาร์ค ลอนดอน (The Landmark London) ซึ่งเป็นที่ประทับ ไปทรงร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ณ มหาวิหารเวสต์
มินสเตอร์ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจัก


ภาพที่ปรากฏให้ประชาชนของทุกประเทศได้ประจักษ์นั้นคือ สถาบันกษัตริย์แต่ละประเทศต่างให้
เกียรติกันและกัน และต้องการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ส่งผลดีต่อการยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตในระดับต่างๆให้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทั้งในมิติของความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์ต่อราชวงศ์ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล ความสัมพันธ์ทางการทูต และความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศ
*****************************************
 
 


 


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar