สธ. เตือนค่าฝุ่น PM2.5 ยังสูงเกินมาตรฐานถึง 15 ม.ค. ห่วง 38 ล้านคนรับผลกระทบ เน้น 4 ข้อสั่งการรับมือ “ติดตาม-แจ้งเตือน-ป้องกัน-เฝ้าระวัง”

บทสรุป
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2568 เรื่องมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา PM2.5 โดยให้กระทรวงต่าง ๆ เร่งขับเคลื่อนมาตรการที่เกี่ยวข้องและผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนแก้ปัญหาอย่างเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพเพื่อคืนอากาศที่สะอาดให้กับประชาชน ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข รายงานสถานการณ์ค่าฝุ่น PM 2.5 ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2567 - 9 มกราคม 2568 ภาพรวมจังหวัดที่มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน 37.5 มคก./ลบ.ม. หรือระดับสีส้ม จำนวน 53 จังหวัด พบเกินมาตรฐานระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพหรือสีแดง (75 มคก./ลบ.ม.ขึ้นไป) จำนวน 11 จังหวัด และมีแนวโน้มค่าฝุ่นจะเกินมาตรฐานไปจนถึงวันที่ 15 มกราคม 2568 โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. ปริมณฑล ภาคกลาง และภาคเหนือ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบ 38 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยโรคหอบหืด ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และเด็กเล็ก รวม 15 ล้านคน กระทรวงสาธารณสุข ใช้ 4 มาตรการดำเนินการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ติดตามสถานการณ์และประชาสัมพันธ์เชิงรุก แจ้งเตือน เฝ้าระวัง และจัดคลินิกมลพิษทางอากาศดูแลชุมชน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สถานดูแลผู้สูงอายุ โรงเรียนประจำ พร้อมประสานความร่วมมือทุกฝ่ายดูแลสุขภาพให้ประชาชน เช่นเดียวกับอีกหลายหน่วยงาน ทั้ง กรมควบคุมมลพิษ และ กทม. กำหนดมาตรการเข้มงวดตรวจสอบและห้ามใช้รถยนต์ควันดำในช่วงวิกฤตฝุ่นในเมืองทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด จัดเตรียมทีมเจ้าหน้าที่ใช้มาตรการเชิงรุกแก้ปัญหา ลดกระทบ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง สามารถปรึกษาเรื่องสุขภาพ โทร. HOTLINE 1646 สายด่วนสุขภาพ สนพ. ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

รายละเอียด
ทุกหน่วยงานขานรับข้อสั่งการนายกฯ เร่งแก้ปัญหา PM2.5
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2568 เรื่องมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา PM2.5 โดยให้กระทรวงต่าง ๆ เร่งขับเคลื่อนมาตรการที่เกี่ยวข้องและผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการดำเนินการแก้ปัญหา PM2.5 อย่างเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อคืนอากาศที่สะอาดให้กับประชาชน โดยทุกหน่วยงานขานรับ

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมทางไกลติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2568 กรณีหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก ปี 2568 โดยมี นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกแห่งเข้าร่วม ระบุว่า สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2567 - 9 มกราคม 2568 
•    ภาพรวมพบจังหวัดที่มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน 37.5 มคก./ลบ.ม. หรือระดับสีส้ม จำนวน 53 จังหวัด พบเกินมาตรฐานระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพหรือสีแดง (75 มคก./ลบ.ม.ขึ้นไป) จำนวน 11 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เพชรบุรี สมุทรสาคร สระบุรี นครปฐม พิษณุโลก นนทบุรี สมุทรปราการ ระยอง สมุทรสงคราม และราชบุรี 
•    ค่าฝุ่นมีแนวโน้มจะเกินมาตรฐานไปจนถึงวันที่ 15 มกราคม 2568 เนื่องจากการระบายอากาศต่ำ ทำให้มีสภาพอากาศปิด รวมทั้งพบจุดความร้อนทั้งในประเทศและต่างประเทศสูงขึ้น ฝุ่นละอองจึงมีแนวโน้มสะสมมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. ปริมณฑล ภาคกลาง และภาคเหนือ

มลพิษอากาศ เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตมากที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก เป็น 1 ใน 5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และเป็นปัจจัยเสี่ยงก่อโรคมะเร็ง ทั้งยังทำให้อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยลดลง 1.78 ปี กระทรวงสาธารณสุข จึงมีการเฝ้าระวังแจ้งเตือนประชาชนเมื่อค่าฝุ่นสูงและเตรียมความพร้อมดูแลสุขภาพ โดยมีประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบ 38 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยโรคหอบหืด ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และเด็กเล็ก รวม 15 ล้านคน โดยมีมาตรการด้านการแพทย์และสาธารณสุขตามระดับความรุนแรงของค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ยในรอบ 24 ชั่วโมง 4 มาตรการ ได้แก่ 
1. การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยติดตามสถานการณ์และประชาสัมพันธ์เชิงรุก เน้นการสื่อสารและแจ้งเตือนผ่านระบบดิจิทัล เช่น Platform หมอพร้อม, SMART อสม. ครอบคลุมทั้งประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว
2. การลดและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง โดยเฝ้าระวังและติดตามผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนจาก PM2.5 จัดทำห้องปลอดฝุ่นในสถานบริการและพื้นที่เสี่ยง และสนับสนุน “มุ้งสู้ฝุ่น” รวมถึงพิจารณา Work From Home สำหรับกลุ่มเปราะบางเมื่อค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน
3. การจัดบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยขยายเครือข่ายบริการดูแลสุขภาพให้ครอบคลุม ทั้งคลินิกมลพิษทางอากาศ คลินิกเวชกรรมสิ่งแวดล้อม ให้คำปรึกษาคลินิกมลพิษออนไลน์ จัดระบบนัดหมายคลินิกมลพิษผ่านระบบหมอพร้อม และจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่/ทีมปฏิบัติการดูแลสุขภาพกลุ่มเปราะบาง เช่น ชุมชน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สถานดูแลผู้สูงอายุ โรงเรียนประจำ เป็นต้น 
4. เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการหากสถานการณ์รุนแรง ให้เปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินในทุกระดับ และส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ใช้ พ.ร.บ.การสาธารณสุขฯ ในการควบคุมฝุ่นละออง

สธ. จัดเตรียมห้องปลอดฝุ่น-มุ้งสู้ฝุ่น      
•    ขณะนี้ใน 56 จังหวัดที่เป็นพื้นที่เสี่ยงมีห้องปลอดฝุ่นแล้ว 4,700 ห้อง แบ่งเป็น สถานบริการของกระทรวงสาธารณสุข 3,009 ห้อง ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก/โรงเรียน 858 ห้อง อาคารสำนักงาน 457 ห้อง และร้านอาหาร ร้านกาแฟ ฯลฯ 376 ห้อง 
•    มุ้งสู้ฝุ่นที่ช่วยลดปริมาณฝุ่นภายในบ้านมีการกระจายใน 34 จังหวัด รวม 1,338 ชุด โดยจะมีการสนับสนุนหน้ากากอนามัยและมุ้งสู้ฝุ่นที่จุดเสี่ยงและหน่วยบริการสาธารณสุขเพิ่มเติม 
สำหรับการเฝ้าระวังโรคจากการรับสัมผัสฝุ่น PM2.5 จะดำเนินการผ่านระบบคลังข้อมูลสุขภาพ Health Data Center (HDC) กระทรวงสาธารณสุข โดยเฝ้าระวังใน 4 กลุ่มโรค ได้แก่ กลุ่มโรคทางเดินหายใจ เช่น โรคหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง กลุ่มโรคหัวใจหลอดเลือด กลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ เช่น โรคผื่นผิวหนังอักเสบ โรคผื่นลมพิษ และกลุ่มโรคตาอักเสบ นอกจากนี้ จะคัดกรองสุขภาพเชิงรุกและรวบรวมข้อมูลผู้รับบริการในร้านขายยาเมื่อค่าฝุ่น PM2.5 มากกว่า 75 มคก./ลบ.ม. และคัดกรองเชิงรับในหน่วยบริการเมื่อค่าฝุ่นมากกว่า 37.5 มคก./ลบ.ม. ด้วย

กรมการแพทย์แนะแนวทางดูแลผู้สูงอายุปลอดภัยจากฝุ่น PM2.5
นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ฝุ่น PM2.5 เป็นฝุ่นขนาดเล็กซึ่งก่อให้เกิดผลเสียทางด้านสุขภาพกับคนทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคร่วม ทำให้มีโอกาสเจ็บป่วยทั้งในระยะเฉียบพลันและเจ็บป่วยระยะเรื้อรังได้โดยง่าย ในกลุ่มผู้สูงอายุเหล่านี้จะเดินหรือเคลื่อนย้ายลำบากและช้ากว่าคนที่แข็งแรง ทำให้ผู้ดูแลมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือให้ผู้สูงอายุได้ปลอดภัยจากฝุ่นละออง PM2.5 โดยมีข้อแนะนำ ดังนี้ 
1) ติดตามสถานการณ์ PM2.5 จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ 
2) แจ้งเตือนภัยผลกระทบต่อสุขภาพจาก PM2.5 
3) สังเกตอาการที่เกี่ยวข้องกับ PM2.5 ของผู้สูงอายุ รวมทั้งเรื่องสุขภาพของผู้สูงอายุและรายงานให้ญาติของผู้สูงอายุทราบ 
4) สามารถดูแลและป้องกันตนเองจาก PM2.5 ตลอดจนแนะนำการจัดสภาพแวดล้อมที่สะอาดปลอดฝุ่นแก่ผู้สูงอายุ

กรมการแพทย์ ยังมีข้อแนะนำในการจัดสภาพบ้านให้เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ ดังนี้ 
1) ปิดประตู หน้าต่าง หรือช่องรูต่างๆ ให้มิดชิดกันฝุ่นละอองเข้ามาในบ้าน 
2) ทำความสะอาดบ้านทุกวันโดยใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหรือถู แทนการใช้ไม้กวาดหรือไม้ปัดฝุ่น 
3) ไม่ทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นภายในห้อง เช่น จุดธูป จุดเทียน การเผา การใช้สารเคมีในอาคาร 
4) เปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศเพื่อให้อากาศภายในห้องเกิดการหมุนเวียน แต่ไม่แนะนำการใช้พัดลมดูดอากาศซึ่งจะดูดเอาอากาศและฝุ่นจากภายนอกเข้ามาในบ้าน 
5) พิจารณาเลือกใช้เครื่องกรองอากาศอย่างเหมาะสม (ไม่ควรวางไว้ใต้เครื่องปรับอากาศหรือติดกับพัดลม เนื่องด้วยอากาศที่ยังไม่ถูกกรองจะถูกดูดเข้าเครื่องปรับอากาศ หรือพัดลมก่อนเข้าเครื่องกรองอากาศ และหลีกเลี่ยงการวางเครื่องกรองอากาศไว้ใกล้ห้องน้ำเพื่อกันการดูดความชื้นและปล่อยความชื้นออกมาทำให้ห้องอับเป็นเชื้อรา) 
นอกจากนี้ หากพบว่าอากาศมีค่าฝุ่น PM2.5 เกินเกณฑ์ปกติ แนะนำผู้สูงอายุให้งดการออกนอกบ้าน หรือหากจำเป็นควรสวมใส่หน้ากากเพื่อป้องกันฝุ่น เตรียมยาเวชภัณฑ์ที่จำเป็น เช่น ยาประจำตัว ยาสามัญประจำบ้าน และเฝ้าสังเกตอาการผิดปกติในผู้สูงอายุ หากผู้สูงอายุมีอาการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก วิงเวียนศีรษะหรือหมดสติ แนะนำให้พาผู้สูงอายุพบแพทย์ทันที

คพ. - กทม. ผนึกกำลังลด PM2.5
นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า ตามนโยบายรัฐบาล ได้กำหนดมาตรการเข้มงวดตรวจสอบและห้ามใช้รถยนต์ควันดำในช่วงวิกฤตฝุ่นในเมือง ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด กรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดแผนการตรวจสอบตรวจจับและห้ามใช้รถควันดำริมเส้นทางจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และอีก 35 จังหวัด ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 จนถึงเดือนมีนาคม 2568 
•    ในกรุงเทพมหานครจะมีเจ้าหน้าที่ 4 ชุด เข้าร่วมปฏิบัติงานกับกองบังคับการตำรวจจราจร กรมการขนส่งทางบก และกรุงเทพมหานคร ตามจุดต่าง ๆ รวมวันละ 14 ชุด ครอบคลุมพื้นที่ 17 เขต (เขตคลองสามวา ดอนเมือง ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา บางขุนเทียน บางเขน บางแค บางนา ประเวศ บางบอน ภาษีเจริญ มีนบุรี ลาดกระบัง สายไหม สะพานสูง หนองแขม หนองจอก) และร่วมกับกรมการขนส่งทางบก ซึ่งจะจัดชุดผู้ตรวจการตั้งจุดตรวจสอบรถควันดำในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล วันละ 16 ชุด 
•    พื้นที่ต่างจังหวัดให้ดำเนินการเข้มข้นในพื้นที่ปริมณฑลและเมืองหลัก ให้สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1-16 กรมควบคุมมลพิษ บูรณาการร่วมกับสำนักงานขนส่งจังหวัด สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด ตำรวจภูธรจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 

ข้อมูลการตรวจสอบตรวจจับรถควันดำในพื้นที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 - ธันวาคม 2567 ทุกหน่วยงานมีการตรวจสอบรถยนต์ รวมทั้งสิ้น 51,227 คัน ประกอบด้วย รถขนาดใหญ่ เช่น รถบรรทุก รถโดยสาร ตาม พ.ร.บ.ขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 จำนวน 38,078 คัน และรถยนต์ขนาดเล็ก ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 เช่น รถยนต์ส่วนบุคคล รถกระบะ จำนวน 13,149 คัน มีรถยนต์ที่มีควันดำเกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด จำนวน 649 คัน เจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์ได้นำไปปรับปรุงแก้ไขเครื่องยนต์เพื่อให้การระบายมลพิษได้ตามมาตรฐานและนำมาขอยกเลิกคำสั่ง จำนวน 476 คัน คิดเป็นร้อยละ 73 นอกจากนี้ กรมควบคุมมลพิษ ได้เข้าตรวจสอบควันดำรถโดยสาร ขสมก. ณ เขตการรถ จำนวน 8  เขต ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จำนวน 439 คัน เป็นรถโดยสารปรับอากาศ 103 คัน รถธรรมดา 336 คัน มีควันดำเกินค่ามาตรฐาน 37 คัน แก้ไขแล้ว 17 คัน
ทั้งนี้ หากเจ้าของรถยนต์ยังไม่ดำเนินการแก้ไขหรือนำมายกเลิกคำสั่งฯ ภายในระยะเวลา 30 วัน 

กรมควบคุมมลพิษ มีมาตรการในการติดตาม โดยทำหนังสือถึงเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์เพื่อแสดงหลักฐานการยกเลิกฯ หากพบว่ายังไม่ได้ยกเลิกคำสั่งฯ จะดำเนินการปรับเป็นพินัยกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งห้ามใช้ยานพาหนะของพนักงานเจ้าหน้าที่ ค่าปรับไม่เกินห้าพันบาท ตามมาตรา 102 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ต่อไป จึงขอความร่วมมือเจ้าของรถยนต์ หมั่นตรวจเช็คสภาพ บำรุงดูแลรักษาเครื่องยนต์ เพื่อลดมลพิษและฝุ่น PM2.5

กทม. ใช้มาตรการเชิงรุก - แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5
พญ.วันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ช่วงนี้ ภาพรวมปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) อยู่ในระดับสีส้ม เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ กทม. ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับมือสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ให้สำนักอนามัย (สนอ.) ดำเนินการตรวจประเมินเพื่อควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษในกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานเขต สำนักสิ่งแวดล้อม สำนักการโยธา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการควบคุม ตรวจสอบสุขลักษณะและมาตรการควบคุมฝุ่นละอองในสถานประกอบกิจการ โรงงานที่ก่อให้เกิดฝุ่นละอองสูง สถานที่ก่อสร้าง ถมดิน ท่าทราย โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ดำเนินการตรวจประเมินกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวไปแล้ว 1,534 แห่ง ในรายที่พบข้อบกพร่องได้มีการแนะนำให้ปรับปรุงแก้ไข มีการตรวจติดตามและกวดขันให้ปฏิบัติตามมาตรการในช่วงที่มีฝุ่นละอองสูงอย่างต่อเนื่อง

สำนักอนามัย โดยศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง ดำเนินมาตรการทั้งเชิงรับและเชิงรุก โดยศูนย์บริการสาธารณสุขจะจัดทีมออกหน่วยฯ ในพื้นที่ที่รับผิดชอบหรือพื้นที่ศูนย์สุขภาพชุมชน กรณีฝุ่นละออง PM2.5 มีค่าระหว่าง 37.6 – 75.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ติดต่อกัน 3 วัน ให้ออกหน่วยบริการสาธารณสุขเคลื่อนที่ และจัดทีมปฏิบัติการลงพื้นที่ชุมชนและเยี่ยมติดตามผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ โรคผิวหนัง โรคเยื่อบุตาอักเสบ โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงให้การรักษา ให้คำแนะนำประชาสัมพันธ์ เรื่องการป้องกันดูแลตนเองในช่วงที่มีฝุ่น PM 2.5 สูงกว่าปกติ พร้อมทั้งมีการแจกจ่ายหน้ากากอนามัยให้ประชาชนกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ กลุ่มที่มีโรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจ และประชาชนกลุ่มเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ผู้ค้าริมถนน และประชาชนทั่วไปที่ใช้ชีวิตนอกอาคาร เพื่อเป็นการป้องกันและดูแลสุขภาพจากปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ได้แจกหน้ากากอนามัยไปแล้ว 69,665 ชิ้น

สำนักการแพทย์ (สนพ.) ได้บูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ อาทิ สำนักงานเขต สถานีตำรวจนครบาล โรงเรียน ให้ความรู้และข้อแนะนำแก่ประชาชนในพื้นที่โดยรอบ จะเน้นการเข้าถึงกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เพื่อให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพ แจกหน้ากากอนามัยและแนะนำการสวมใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง พร้อมรายงานสถิติผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบ และติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 เพื่อปฏิบัติการออกช่วยเหลือผู้ป่วยยามจำเป็น

ส่วนการเตรียมแผนปฏิบัติการป้องกันรองรับสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ตามมาตรการ ประกอบด้วย 
•    การเปิดศูนย์ปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขกรณีฝุ่น PM2.5 เกิน 75 มคก./ลบ.ม. 
•    การเปิดคลินิกมลพิษทางอากาศในโรงพยาบาลสังกัด กทม. เพื่อให้คำปรึกษาแก่ประชาชนและให้บริการตรวจรักษาลดความรุนแรงของอาการที่เกิดจากฝุ่น PM2.5 
•    เน้นย้ำประชาชนเรื่องการป้องกันดูแลสุขภาพในช่วงฝุ่นหนาแน่น สำหรับกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยงสูง รวมถึงผู้ที่ทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานานควรเลี่ยงพื้นที่ฝุ่นสูง หรือลดระยะเวลาออกนอกอาคารให้น้อยที่สุด หากจำเป็นต้องออกนอกอาคารให้สวมหน้ากากป้องกันฝุ่น และงดการทำกิจกรรม หรือออกกำลังกายกลางแจ้ง รวมทั้งปิดประตูหน้าต่างให้สนิท หรืออยู่ในห้องปลอดฝุ่น
•    สังเกตอาการตนเอง หากมีอาการไอ แน่นหน้าอก วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ผื่นแดง หรือมีอาการผิดปกติทางร่างกายอื่น ๆ ควรรีบพบแพทย์ทันที หรือพบแพทย์ผ่านทาง Telemedicine แอปพลิเคชัน “หมอ กทม.” เพื่อตรวจวินิจฉัยอาการได้อย่างรวดเร็ว 
•    สามารถปรึกษาเรื่องสุขภาพ โทร. HOTLINE 1646 สายด่วนสุขภาพ สนพ. ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปี 2568
1. เข้มงวดตรวจวัดและตรวจจับรถยนต์ควันดำทุกประเภทร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามแผนฯ ที่กำหนด 
2. ประสานสถานีตำรวจท้องที่อำนวยการจราจรและกวดขันห้ามจอดรถในถนนสายหลักสายรองตลอดเวลา 
3. ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนบำรุงรักษาเครื่องยนต์ การจอดรถให้ดับเครื่อง และลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล 
4. ควบคุมสถานประกอบกิจการ โรงงาน แพลนท์ปูน และสถานที่ก่อสร้างในพื้นที่ไม่ให้ปล่อยมลพิษอากาศเกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด 
5. ขอความร่วมมือศาลเจ้า มูลนิธิ และวัด งดจุดธูป และเผากระดาษ 
6. เข้มงวดตรวจตราควบคุมไม่ให้มีการเผาขยะหรือการเผาในที่โล่งทุกประเภท 
7. เพิ่มความถี่ในการล้างและดูดฝุ่นถนน ล้างต้นไม้ ใบไม้ และฉีดล้างทำความสะอาดป้ายรถเมล์อย่างต่อเนื่อง 
8. พิจารณาออกประกาศพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญในกรุงเทพมหานคร ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และบังคับใช้ประกาศอย่างเข้มงวดกับผู้ฝ่าฝืนมาตรการในประกาศฯ 
9. ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ พร้อมคำแนะนำวิธีป้องกันสุขอนามัยจากฝุ่นละออง PM2.5 ให้กับประชาชน และแจ้งเตือนประชาชนให้ติดตามสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ผ่านช่องทางแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ AirBKK หากประชาชนพบเห็นแหล่งกำเนิดมลพิษสามารถแจ้งเบาะแสผ่านทางแอปพลิเคชัน Traffy Fondue 
10. ออกหน่วยบริการสาธารณสุขและหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ คลินิกมลพิษทางอากาศดูแลสุขภาพประชาชน 
11. ดำเนินการตามมาตรการลดฝุ่นละออง PM2.5 ในโรงเรียนอย่างเคร่งครัด เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพของนักเรียนในโรงเรียน
 


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar