
หลายประเทศทั่วโลกเคยประสบปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างรุนแรง และมีวิธีการจัดการที่น่าสนใจ ซึ่งประเทศไทยสามารถนำมาปรับใช้ได้:
- จีน: ในช่วงปี 2013-2017 จีนดำเนินนโยบาย "สงครามต่อต้านมลพิษ" โดยมีมาตรการที่เข้มงวด เช่น
- ปิดโรงงานถ่านหินที่ปล่อยมลพิษสูง และเปลี่ยนไปใช้ก๊าซธรรมชาติ
- จำกัดจำนวนรถยนต์ในเมืองใหญ่ด้วยระบบจับฉลาก
- ลงทุนอย่างมหาศาลในพลังงานทดแทน
- ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยมลพิษที่ชัดเจนและมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ผลลัพธ์คือ คุณภาพอากาศในเมืองใหญ่ของจีนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- เกาหลีใต้: ดำเนินการแก้ไขปัญหาโดย
- ใช้ระบบคาดการณ์และเตือนภัยมลพิษที่ทันสมัย
- ใช้มาตรการลดการจราจรในวันที่มีมลพิษสูง โดยห้ามรถที่มีเลขทะเบียนลงท้ายด้วยเลขคู่หรือเลขคี่สลับกันไป
- ส่งเสริมการใช้รถสาธารณะด้วยการให้บริการฟรีในวันที่มีมลพิษสูง
- ทำงานร่วมกับจีนเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน
- อินเดีย: เมืองเดลีได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เช่น
- ใช้ระบบ "เลขคู่-เลขคี่" สำหรับรถยนต์ในวันที่มีมลพิษสูง
- ห้ามการก่อสร้างในช่วงที่มีปัญหามลพิษรุนแรง
- ควบคุมการเผาขยะและเศษวัสดุการเกษตรในรัฐใกล้เคียง
- ติดตั้งเครื่องฉีดน้ำขนาดใหญ่เพื่อลดฝุ่นในอากาศ
- ญี่ปุ่น: ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในทศวรรษ 1970 โดย
- ออกกฎหมายควบคุมมลพิษที่เข้มงวด
- บังคับใช้มาตรฐานการปล่อยมลพิษจากยานพาหนะและโรงงานที่เข้มงวด
- ลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดและระบบขนส่งมวลชน
- สร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมของประชาชน
- สิงคโปร์: แม้จะได้รับผลกระทบจากหมอกควันจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่สิงคโปร์มีการจัดการที่ดี โดย
- มีระบบเตือนภัยและรายงานคุณภาพอากาศที่ทันสมัย
- แจกจ่ายหน้ากากให้ประชาชนในกลุ่มเสี่ยงโดยไม่คิดมูลค่า
- ใช้การทูตและกฎหมายระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน
บทเรียนสำคัญจากประเทศเหล่านี้คือ ความมุ่งมั่นทางการเมือง การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด และการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน