องค์อัครศาสนูปถัมภก (ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู)

พระมหากษัตริย์ไทย ทรงเป็นองค์เอกอัครศานูปถัมภกของทุกศาสนา ไม่ใช่เฉพาะศาสนาที่พระองค์ทรงนับถือ แต่ทรงเกื้อกูลค้ำจุนทุกศาสนาภายใต้พระบรมโพธิสมภารอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกันทั้งศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาซิกส์  และศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ด้วยทรงเชื่อว่าทุกศาสนาล้วนสอนให้ทุกคนเป็นดี
        ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู  เป็นศาสนาเก่าแก่ศาสนาหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทในสังคมไทยนับตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย ดังจะเห็นได้จากร่องรอยของโบราณสถานและโบราณวัตถุที่เป็นมรดกตกทอด รวมถึงพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ยังคงมีอิทธิพลต่อชีวิตของคนไทย เช่น การนับถือเทพเจ้าต่าง ๆ ของศาสนาพราหมณ์ การนับถือเสาหลักเมือง พิธีบวงสรวงตั้งศาลพระภูมิ พิธีปลุกเสกเครื่องรางของขลังต่าง ๆ พิธีรดน้ำสังข์ รวมถึงพระราชพิธีต่าง ๆ ในพระราชสำนัก และด้วยเหตุที่ศาสนาพราหมณ์มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของคนในสังคมไทยอย่างมาก ชุมชนพราหมณ์จึงเกิดขึ้นในเมืองหลวง และเมื่องสำคัญต่าง ๆ ของไทยจำนวนไม่น้อย ชุมชนพราหมณ์เหล่านี้มีศูนย์กลางสำคัญของชุมชน คือ เทวสถาน เช่นเดียวกับพุทธศาสนิกชนมี วัด เป็นศูนย์กลางของชุมชน คำว่าเทวสถาน คือ สถานที่ที่เป็นสถิตของเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ และเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมของพราหมณ์  เทวสถานของศาสนาพราหมณ์บางครั้งเรียกว่า เทวาลัย บางครั้งก็เรียกว่า  โบสถ์พราหมณ์ หรือเรียกรวมกันว่า เทวสถานโบสถ์พราหมณ์

เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ หรือสำนักพราหมณ์พระราชครูในสำนักพระราชวัง เรียกกันโดยทั่วไปว่า โบสถ์พราหมณ์ สร้างขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ.2327 โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ ๑) ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาพราหมณ์ เช่นพิธีโล้ชิงช้า พิธีตรียัมปวาย และพิธีโกนจุก เป็นต้น
 
วัดพระศรีมหาอุมาเทวี หรือ วัดแขกสีลม เป็นวัดในศาสนาฮินดู ตั้งอยู่เลขที่ ๒ มุมถนนสีลมกับถนนปั้น แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๒๒ โดยชาวอินเดียจากรัฐทมิฬนาฑู (Tamil Nadur) ทางตอนใต้ของประเทศอินเดียที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย
        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความอุปถัมภ์ค้ำชูศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู และศาสนิกของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ โดยเสด็จพระราชดำเนินพร้อมพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หรือเสด็จแทนพระองค์ ไปประกอบพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู มาโดยตลอด จนถึงบัดนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนี้ด้วยพระองค์เองมาอย่างสม่ำเสมอ

 
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปลี่ยนเครื่องทรงถวายพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง


 
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ฟื้นฟูพระราชพิธีตรียัมพวาย-ตรีปวาย โดยให้คงไว้เฉพาะส่วนพระราชพิธีในวันแรม ๑ - ๖ ค่ำ เดือนยี่ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระราชครูพราหมณ์เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานเจิมเทวรูปก่อนเชิญไปทำพิธีที่ เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ เมื่อเสร็จพิธี พราหมณ์เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอุลุบ และเครื่องพิธี เช่น ข้าวตอก ผลไม้ ขนมหวานต่างๆ

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบการพระราชพิธีสถาปนา เฉลิมพระนามาภิไธย สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ ให้ดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕
 
    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ แทนพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการประกาศพระราชพิธีฉัตรมงคล

พระราชกรณียกิจที่เกี่ยวเนื่องพิธีพราหมณ์ ประกอบด้วย พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้คณะพราหมณ์เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายพระพรชัยมงคล ตลอดจนเป็นผู้นำสำคัญในการประกอบพระราชพิธีสำคัญตามโบราณราชประเพณี เช่น พระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมณีรัตนปฏิมากร พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีหล่อพระพุทธรูปสำคัญต่าง ๆ 


 วันที่ 28 พฤศจิกายน ๒๕๖๖ เวลา  18.29 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี 
เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปลี่ยนเครื่องทรง
ฤดูฝนเป็นเครื่องทรงฤดูหนาว ถวายพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง

    วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๖  เวลา ๐๘.๓๓ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชิ    นี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช ๒๕๖๖ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง


เมื่อครั้งงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ พิธีกรรมทางพราหมณ์เป็นแก่นสำคัญในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสังคมไทย โดยนักบวชพราหมณ์มีบทบาทสำคัญ  ๓ ขั้นตอน เริ่มจากการสรงมูรธาภิเษก คือ การอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด โดยใช้น้ำจากแหล่งน้ำที่เชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งกำหนดไว้ในจารีต โดยตักมารวมกันแล้วนำมาเสกโดยพราหมณ์ ตามคติความเชื่อโบรารณของพราหมณ์เชื่อว่าน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความบริสุทธิ์ โดยสามารถชำระล้างสิ่งต่างๆ ให้เกิดความสะอาด ความบริสุทธิ์ ต่อมาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ทรงกำหนดให้เพิ่มพิธีสงฆ์ โดยให้พระสงฆ์ร่วมสวดมนต์เสกน้ำด้วย

   


 ขั้นตอนต่อมาคือ การรับน้ำอภิเษก หลังจากสรงมูรธาภิเษก ผลัดพระภูษา ทรงเครื่องราชภูษิตาภรณ์แล้ว จะประทับบนพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ สร้างจากไม้มะเดื่อเป็นรูป 8 เหลี่ยมเพื่อทรงหันพระองค์ได้ครบทั้ง 8 ทิศ ทรงรับน้ำอภิเษก 


และในขั้นตอนสุดท้ายจะเสด็จไปประพระที่นั่งภัทรบิฐ พระมหาราชครูพราหมณ์จะประกอบพิธีเปิดศิวาลัยไกรราชเพื่อเชิญองค์พระศิวะแบ่งภาคลงมาประทับในองค์พระมหากษัตริย์ หลังจากนั้นกล่าวคาถาถวายศิริราชสมบัติ ถวายพระคลัง ถวายทรัพยากรต่างๆ รวมถึงพระราชอำนาจเมื่อพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ทรงรับเครื่องถวายต่างๆ แล้ว จึงยกพระมหาเศวตฉัตรขึ้นเหนือพระราชบัลลังก์ที่ประทับ หลังจากทรงรับการบรมราชาภิเษกจะทรงหลั่งทักษิโณทกและตั้งสัตยาธิษฐาน

พะราชกรณียกิจต่าง ๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ปฏิบัติที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาพราหมณ์-ฮินดู นำมาซึ่งความปลื้มปีติกับศาสนิกชนศาสนพราหมณ์ -ฮินดู ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar