พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
กษัตริย์ผู้ก่อให้เกิดการกินดีอยู่ดีของคนในชาติ
จุดเปลี่ยนสยาม หรือประเทศไทย ที่กลายเป็นประเทศพัฒนาและยั่งยืนตราบเท่าปัจจุบัน ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าเริ่มจากวิสัยทัศน์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ที่ทอดพระเนตรเห็นการณ์ไกล ทรงวางรากฐานการศึกษา ปูทางด้านเศรษฐกิจ ปฏิรูประบบราชการ และทรงลงทุนธุรกิจพื้นฐานให้กับประเทศชาติ ทำให้ประชาติในขณะนั้นเจริญ งดงามทัดเทียมกับนานาประเทศ

จดหมายเหตุในหนังสือพิมพ์สยามสไมย หนังสือพิมพ์ที่ศาสตราจารย์ชามูเอล สมิธ (อเมริกัน แบบติสต์) เป็นเจ้าของและบรรณาธิการ กล่าวถึงสภาพบ้านเมือง พ.ศ. ๒๔๒๙ สมัยรัชกาลที่ ๕ ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบารมีประเสริฐน่าอัศจรรย์ควร ชาวเราต้องชมสรรเสริญพระบารมีตั้งแต่เสวยราชสมบัติอาณาประชาราษฎร์มั่งมีศรีสุข เจริญไปด้วยทรัพย์สมบัติทวยราษฎร์ทุกวันนี้ ที่นุ่งห่มแต่งตัวก็ดูหมดจดงดงามผิดกว่าแต่ก่อน ในถนนหลวง รถม้า ออกดาษดื่นไปทุกถนน ท้องน้ำก็เรือกลไฟแล่นขึ้นล่องออกพล่านไป บ้านเรือนก็ล้วนแล้วไปด้วยตึก มั่งมีเป็นที่ศรีสง่าแก่พระนคร เมื่อแต่ก่อนตั้งแต่วัดทองธรรมชาติลงไป ทั้งสองฟากแม่น้ำดูเป็น บ้านสวน เรือน (มุง) จากห่างๆ กัน เดี๋ยวนี้ล้วนเป็นตึก และเรือนฝา กระดานคับคั่งถึงบางน้ำชน ถึงบางคอแหลม ทางถนนบำรุงเมือง แต่ก่อนเป็นป่ารก เรือกสวน เดี๋ยวนี้เป็นตึก เป็นโรงมากแล้ว เกือบจะไม่มีที่ว่าง

ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ไทยยังเป็นประเทศส่งออกสินค้าไม้แร่ธาตุ เครื่องเทศ และสมุนไพร ปลายรัชสมัยของพระองค์ไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจแห่งเกษตรกรรม ส่งออกข้าวเป็นรายใหญ่รายหนึ่งของโลกในทันที
การเปลี่ยนแปลงอีกอย่างหนึ่ง คือ ที่เคยทำการค้ากับประเทศจีนและประเทศเพื่อนบ้าน ถึงปลายรัชสมัยการค้ากับจีนได้หดหายไปเพราะการเปลี่ยนแปลงภายในของจีน การค้ากับยุโรปและประเทศใกล้เคียงอื่นๆ เข้ามาทดแทน

การเปลี่ยนแปลงในสมัยรัชกาลที่ ๕ จะพบว่า GDP เพิ่ม ๑ เท่าตัวจาก ๕,๖๐๐ ล้านบาท เป็น ๑ หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าเยอะมากในสมัยนั้น ขณะที่ GDP เพิ่ม ๑ เท่าตัว รายได้จากภาษีเพิ่มขึ้น ๑๐ เท่าตัว จาก ๗.๔ ล้านบาท เป็น ๑๔.๔ ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน ทำให้ประชาชนตลอดรัชสมัยอยู่ดีกินดี

ที่มา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ ๕ กษัตริย์นักธุรกิจ
สถาบันดำรงราชานุภาพ