<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวภาครัฐ]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/index/id/39</link>
<atom:link href="https://www.prd.go.th/th/content/category/index/id/39" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“พิพัฒน์” มอบนโยบาย สนข. เร่งผลักดัน พ.ร.บ. ตั๋วร่วม เดินหน้าโครงการ Landbridge ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ผุดไอเดียพัฒนามอเตอร์เวย์ทางน้ำเชื่อมภาคเหนือสู่อ่าวไทย เน้นย้ำให้ขับเคลื่อนภารกิจให้เกิดผลทางปฏิบัติ ยึดถือ “ประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ"]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/498862</link>
<guid isPermaLink="false">908fa2b23318b9937cb1176c7b153fac</guid>
<pubDate>Wed, 29 Apr 2026 15:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม</strong>&nbsp;ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) พร้อมด้วย ดร.รัชพงศ์ ชูแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และคณะผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงคมนาคม เข้าร่วมการประชุม โดยมี นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการ สนข. และคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปภารกิจสำคัญและผลการดำเนินงานของ สนข. ในปีงบประมาณ 2569 และแผนงานโครงการสำคัญที่จะดำเนินการในอนาคต ในวันที่ 29 เมษายน 2569 ณ ห้องประชุม 401 ชั้น 4 อาคาร สนข.</p>

<p><strong>นายพิพัฒน์</strong>&nbsp;กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้กลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นวาระที่ 2 เพื่อสานต่องานที่เคยวางระบบไว้และในฐานะนักการเมืองอาจไม่ได้มีความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านวิศวกรรมเท่ากับผู้ปฏิบัติงานจริง จึงมอบให้ สนข. ซึ่งเปรียบเสมือน &ldquo;คลังสมอง&rdquo; ของกระทรวงคมนาคม และเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนการพัฒนาระบบคมนาคมของประเทศไทย ทำหน้าที่ศึกษาและจัดทำนโยบายและแผนพร้อมสรุปข้อมูลโครงการสำคัญต่าง ๆ ซึ่ง สนข. เป็นผู้ที่รู้ลึกและเข้าถึงแก่นแท้ของงานอย่างแท้จริง สำหรับการมอบนโยบายในครั้งนี้ มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ โดยแบ่งแผนการดำเนินงานออกเป็น 3 มิติหลัก ได้แก่</p>

<p><strong>1. นโยบายลดภาระค่าครองชีพด้วย พ.ร.บ. การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568</strong>&nbsp;โดยกระทรวงคมนาคมมุ่งเน้นการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน โดยเร่งผลักดัน พ.ร.บ. เพื่อลดภาระค่าโดยสาร กำหนดอัตราค่าโดยสารที่เป็นธรรมต่อทั้งผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ โดยต้องไม่สร้างภาระทางการเงินแก่รัฐ</p>

<p><strong>2. นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ผลักดันโครงการ Landbridge</strong>&nbsp;<strong>ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม&nbsp;</strong>ควบคู่ไปกับการเร่งเสนอร่าง พ.ร.บ. ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนมิถุนายน 2569 นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ สนข. ศึกษาโปรเจกต์ใหม่ คือ การพัฒนามอเตอร์เวย์ทางน้ำเชื่อมภาคเหนือสู่อ่าวไทย (MMR) เพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งทางน้ำของประเทศ และได้นำบทเรียนจากการกำกับดูแลเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกมาใช้ในการพัฒนา SEC และ Landbridge โดยเน้นย้ำว่าการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานต้องตอบโจทย์และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเป็นอันดับแรก และต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าในการลงทุนของภาคเอกชน เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้จริง</p>

<p><strong>3. นโยบายการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน&nbsp;</strong>โดยวางแผนเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ. การพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งมวลชน (TOD) ต่อ ครม. เพื่อกระจายความเจริญสู่ระดับพื้นที่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบ Feeder (ระบบขนส่งรอง) เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางทุกระบบเข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ เพื่อเร่งแก้ปัญหาจราจรในหัวเมืองใหญ่ ได้แก่ ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่ สงขลา ขอนแก่น และอุบลราชธานี พร้อมนำเทคโนโลยีอัจฉริยะ (Smart Technology) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้บริหารจัดการจราจรในพื้นที่วิกฤต เช่น กรุงเทพมหานคร และท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อความสะดวกสบายสูงสุดของประชาชน</p>

<p>นายจิรโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สนข. จะเร่งรัดดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายตามที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบไว้ให้แก่ สนข. ซึ่งในระยะเร่งด่วนจะเร่งผลักดันและดำเนินการขยายผล พ.ร.บ. ตั๋วร่วม โดยเสนอกฎหมายลำดับรอง 20 ฉบับ ภายในเดือนมิถุนายน 2569 รวมทั้งจัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมให้แล้วเสร็จ และสามารถใช้ตั๋วร่วมกับรถไฟฟ้าทุกสายภายในปี 2570 อีกทั้งจะเสนอร่าง พ.ร.บ. SEC ต่อ ครม. ภายในเดือนมิถุนายน 2569 บูรณาการและเร่งรัดดำเนินการออกแบบและรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA และ EHIA) ร่วมกับกรมทางหลวงและการรถไฟแห่งประเทศไทย ให้แล้วเสร็จภายในปี 2570 เพื่อให้ได้ผู้ลงทุนโครงการ Landbridge และเริ่มดำเนินการก่อสร้างระยะที่ 1 ให้ได้ภายในปี 2573 นอกจากนี้ สนข. จะเสนอขอรับจัดสรรงบประมาณในปี 2570 เพื่อศึกษาความเหมาะสมและรูปแบบการลงทุนของโครงการการพัฒนามอเตอร์เวย์ทางน้ำเชื่อมภาคเหนือสู่อ่าวไทย (MMR1) คาดว่าจะสามารถนำเสนอผลการศึกษา ต่อกระทรวงคมนาคม ก่อนเสนอ ครม. ให้ความเห็นชอบภายในปี 2573</p>

<p>นายจิรโรจน์ กล่าวตอนท้ายว่า คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สนข. ทุกคน รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่ สนข. ทั้งนี้ สนข. จะปฏิบัติภารกิจและทำหน้าที่ในการเสนอแนะนโยบายและจัดทำแผนยุทธศาสตร์แผนแม่บท แผนงานต่าง ๆ ด้านการขนส่งและจราจร ทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ รวมทั้งผลักดันนโยบายของกระทรวงคมนาคม และนโยบายของรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมให้สมกับการเป็น &ldquo;คลังสมอง&rdquo; ของกระทรวงคมนาคม และเป็น &ldquo;องค์กรนำในการกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนการพัฒนาระบบคมนาคมของไทย&rdquo; ต่อไป</p>

<p>ข้อมูลจาก&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/163502">https://www.thaigov.go.th/th/news/163502</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/20260429cf2d34e51930d40d404df542999a3794152759.jpg' type='image/jpg' length='63796' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“รองนายกฯ ทรงศักดิ์” ประชุม กนช. ชูการแก้ไขปัญหาวิกฤตน้ำเป็น “วาระแห่งชาติ”  มุ่งยกระดับการพยากรณ์และการแจ้งเตือนภัย ให้ประชาชนรอดพ้นจากวิกฤตได้ทันท่วงที]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/498824</link>
<guid isPermaLink="false">efef35cd92bf3430938526d2389d8ae9</guid>
<pubDate>Wed, 29 Apr 2026 14:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;รองนายกฯ ทรงศักดิ์&rdquo; นั่งหัวโต๊ะ กนช. ครั้งแรก เคาะ 2 โครงการสำคัญเพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำต้นทุน พร้อมไฟเขียวร่าง 9 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 69 ย้ำต้องเร่งแก้ไขปัญหาท่วม-แล้ง-น้ำเสีย ซ้ำซาก ลดผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ&nbsp;</p>

<p>(29 เมษายน 2569) นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 1/2569 พร้อมด้วยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานการประชุม&nbsp;โดยมีนายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม&nbsp;ณ ห้องประชุมน้ำปิง ชั้น 4 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ&nbsp;</p>

<p>รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเสีย กระทบต่อวิถีชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลจึงเห็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาซ้ำซากเหล่านี้ โดยเฉพาะการยกระดับการพยากรณ์อากาศให้มีความแม่นยำและการแจ้งเตือนภัยที่รวดเร็ว ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนรอดพ้นจากวิกฤตได้ทันท่วงที&nbsp;</p>

<p>ทั้งนี้ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้บรรลุผลสัมฤทธิ์และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุดต้องอาศัยการบูรณาการและการทำงานร่วมกัน จึงได้มอบหมายให้ สทนช. เป็นเจ้าภาพในการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศด้านทรัพยากรน้ำ และบริหารจัดการระบบสารสนเทศทรัพยากรน้ำให้เป็นคลังข้อมูลน้ำที่เชื่อถือได้ โดยให้กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) กรมชลประทาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สนับสนุนและพัฒนาข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน สำหรับใช้คาดการณ์ ประเมินความเสี่ยง และประกาศแจ้งเตือนสถานการณ์ให้ประชาชนทราบล่วงหน้าและเตรียมตัวได้ทันกับสถานการณ์ ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน เพื่อเตรียมจัดหาน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตรช่วยเหลือไม่ให้เกิดผลกระทบ พร้อมกันนี้ ให้ สทนช. พิจารณาแนวทางขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาวิกฤตน้ำให้เป็น &ldquo;วาระแห่งชาติ&rdquo; โดยให้มีการบูรณาการหน่วยงานด้านน้ำเพื่อป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ</p>

<p>สำหรับการประชุมในวันนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบโครงการสำคัญด้านทรัพยากรน้ำ 2 โครงการ ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำรี<br />
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดน่าน และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ป่าไผ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจะเป็นแหล่งกักเก็บน้ำต้นทุน บรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำของประชาชนในพื้นที่เป้าหมายได้อย่างทั่วถึง โดยเน้นย้ำให้หน่วยงานดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด พร้อมกันนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบร่างมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 จำนวน 9 มาตรการ&nbsp;<br />
และมอบหมายให้คณะกรรมการลุ่มน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละลุ่มน้ำ จัดทำแผนปฏิบัติการรองรับมาตรการดังกล่าวร่วมกับแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม เพื่อใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานและขับเคลื่อนมาตรการให้เป็นไปตามแผนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้<br />
ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในฤดูฝน เพื่อลดผลกระทบและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบหลักการปรับปรุงหลักเกณฑ์ โครงสร้างและขั้นตอนการปฏิบัติตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ&nbsp;<br />
พ.ศ. 2561 เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤติเป็นไปอย่างมีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับการแก้ไขปัญหาน้ำได้อย่างทันท่วงที โดยให้ สทนช. เสนอขอความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีให้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาต่อไป</p>

<p>ด้านนายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบเห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี จำนวน 49,415 รายการ โดยให้ สทนช. เสนอ ครม. เพื่อพิจารณาในการจัดทำงบประมาณประจำปี รวมถึงให้สำนักงบประมาณพิจารณาให้ความสำคัญเพื่อนำผลไปประกอบการพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญในการแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรน้ำได้ตามนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งมีมติเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดครบทั้ง 76 จังหวัด เพื่อสนับสนุน<br />
การดำเนินงานของ กนช. ให้เป็นไปตามหน้าที่และอำนาจอย่างเหมาะสม<br />
&nbsp;<br />
สำหรับร่างมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 จำนวน 9 มาตรการ ตามที่ กนช. เห็นชอบ ประกอบด้วย</p>

<ol>
	<li>คาดการณ์ชี้เป้าและแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วง</li>
	<li>ทบทวน ปรับปรุง เกณฑ์บริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำ อาคารควบคุมบังคับน้ำอย่างบูรณาการในระบบลุ่มน้ำ และกลุ่มลุ่มน้ำ</li>
	<li>เตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือ อาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำ โทรมาตร บุคลากรประจำพื้นที่เสี่ยง ให้สามารถรองรับสถานการณ์ในช่วงน้ำหลากและฝนทิ้งช่วง</li>
	<li>ตรวจสอบพร้อมติดตามความมั่นคงปลอดภัย คันกั้นน้ำ ทำนบ พนังกั้นน้ำ</li>
	<li>เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างเป็นระบบ</li>
	<li>จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำก่อนเกิดภัย</li>
	<li>เร่งพัฒนาและเก็บกักน้ำ ในแหล่งน้ำทุกประเภทช่วงปลายฤดูฝน</li>
	<li>สร้างการรับรู้ความเสี่ยงและสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายในการติดตามเฝ้าระวัง รับมือภัยด้านน้ำ</li>
	<li>ติดตามประเมินผลปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะใช้มาตรการดังกล่าวเป็นกรอบในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เตรียมความพร้อมป้องกันและลดผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปีนี้อย่างเต็มศักยภาพ</li>
</ol>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/202604293f57f83284d395c3b58d376f8095f407142521.jpg' type='image/jpg' length='84552' />
</item>
<item>
<title><![CDATA["ศุภมาส" นำ 3 ภาคีเครือข่าย ลงพื้นที่ย่านเยาวราช สร้างความเชื่อมั่น การันตี "ทองดี-มีมาตรฐาน"]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/498808</link>
<guid isPermaLink="false">6cf5120836570d2ad6247c4031974414</guid>
<pubDate>Wed, 29 Apr 2026 14:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (29 เมษายน 2569) เวลา 09.00 น. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้รับมอบหมายจาก นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะประกอบด้วย นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ และนายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ลงพื้นที่ร้านค้าทองคำรูปพรรณย่านเยาวราช เพื่อติดตามการดำเนินงานโครงการส่งเสริมมาตรฐานผู้ค้าส่งทองรูปพรรณไทย สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ต่อมาตรฐานทองรูปพรรณที่ได้คุณภาพ และมีการแสดงฉลากครบถ้วนตามกฏหมาย</p>

<p>โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างสมาคมค้าทองคำ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีฯ และ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อยกระดับมาตรฐานทองรูปพรรณไทย ทั้งด้านน้ำหนัก ความบริสุทธิ์ของทอง การแสดงฉลากสินค้า และกระบวนการตรวจสอบคุณภาพ ให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าทองคำที่ซื้อไปมีคุณภาพ ถูกต้อง และเป็นไปตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้จะมีการเก็บตัวอย่างทองรูปพรรณไปตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อการันตีว่าร้านทองคุณภาพผ่านมาตรฐานที่โครงการกำหนด</p>

<p>&ldquo;การลงพื้นที่ครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาทองคำผันผวน มีการปรับราคาถึง 20 ครั้งในช่วงวันทึ่ผ่านมา ซึ่งท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีความห่วงใยประชาชน ที่ได้ซื้อขายและออมทองคำทั้งผ่านหน้าร้านและระบบออนไลน์ จึงต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น โดยดิฉันได้นำ 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาลงพื้นที่ตรวจสอบทองคำถึงหน้าร้าน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าทองที่ซื้อไปได้คุณภาพจริง ผ่านกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยความโปร่งใส&rdquo; นางสาวศุภมาสกล่าว</p>

<p>นางสาวศุภมาสกล่าวทิ้งท้ายว่า ในส่วนที่ตนกำกับดูแล สคบ. ได้กำชับให้ดำเนินการคุัมครองผู้บริโภคเชิงรุกทุกมิติ เช่น กรณีที่มีผู้เสียหายจากการยกเลิกเที่ยวบิน ทัวร์ทิพย์ การซื้อสินค้าออนไลน์ไม่ตรงปก รวมถึงการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องมีฉลากกำกับตามกฎหมาย เป็นต้น ซึ่ง สคบ. อยู่ระหว่างดำเนินการและจะมีการลงพื้นที่ติดตามอย่างต่อเนื่อง หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการซื้อสินค้าและบริการ สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือผ่านทางแอปพลิเคชัน OCPB Connect</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/20260429b3c77e12aea138bc85277c3a1b3b5e04140320.jpg' type='image/jpg' length='457651' />
</item>
<item>
<title><![CDATA["รมว.ทส." เยือนสปป. ลาว กระชับความร่วมมือแก้หมอกควันข้ามแดน ดันยุทธศาสตร์ฟ้าใส–ยกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อมร่วมกันอย่างยั่งยืน]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/498800</link>
<guid isPermaLink="false">33f60d13eab4e99b5c6f9b0ab48bf7f5</guid>
<pubDate>Wed, 29 Apr 2026 13:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (29 เมษายน 2569) เวลา 09.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วยดร.รวีวรรณ</p>

<p>ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นางครองขนิษฐ รักษ์เจริญ เอกอัครราชทูตนครหลวงเวียงจันทร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อหารือร่วมกับดร.ลินคำ ดวงสะหวัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม ในประเด็นความร่วมมือด้านการจัดการหมอกควันข้ามแดนและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน</p>

<p>การหารือครั้งนี้เพื่อกระชับความสัมพันธ์และยกระดับความร่วมมือภายใต้ &ldquo;ยุทธศาสตร์ฟ้าใส&ldquo; (Clear Sky Strategy) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือไตรภาคีระหว่างไทย&ndash;ลาว และเมียนมา โดยทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำถึงการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน (ปี 2567-2573) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาแพลตฟอร์มรายงานคุณภาพอากาศของ สปป.ลาว รวมถึงผลักดันการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศแห่งชาติ การใช้ช่องทาง &ldquo;WhatsApp Hotline CLEAR Sky&rdquo; ในระดับอธิบดี เพื่อ ให้ทราบถึงสถานการณ์ หมอกควันไฟป่า และฝุ่นละออง pm 2.5 รวมถึงการประสานงานที่รวดเร็ว ทันสถานการณ์ในช่วงฤดูเผา การพัฒนาแผนที่เสี่ยงไฟร่วมกัน และการเสริมสร้างเครือข่ายป้องกันและดับไฟป่าไตรภาคีไทย ลาว และเมียนมา การถ่ายทอดความรู้แนวปฏิบัติ GAP Zero Burning และการนำระบบตรวจสอบย้อนกลับ(Traceability System) มาใช้ในสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่ผลิตและนำเข้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาพื้นที่เกษตร</p>

<p>ในโอกาสนี้ รมว.ทส. ยังได้เสนอให้มีการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับใหม่ ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระหว่างสองกระทรวง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และโครงสร้างหน่วยงานใหม่ของสปป. ลาว</p>

<p>ทั้งนี้ การเยือนสปป.ลาวในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาค สะท้อนบทบาทเชิงรุกของประเทศไทย โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการผลักดันการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนอย่างเป็นระบบ ภายใต้ความร่วมมือของประเทศเพื่อนบ้าน ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านวิชาการ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกันในภูมิภาคต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/202604297bb49db3567a12186d8e41e7093e2890134627.jpg' type='image/jpg' length='152285' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เคาะ “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน” ตรึงค่าไฟ 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาท เร่งโซลาร์–ลดใช้พลังงานทั่วประเทศ]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/498559</link>
<guid isPermaLink="false">bcde903ff1dbdf816e0415c8a544d584</guid>
<pubDate>Tue, 28 Apr 2026 16:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (28 เม.ย. 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการ &ldquo;วาระแห่งชาติด้านพลังงาน&rdquo; เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ผันผวน และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว</p>

<p>ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ประกอบกับความต้องการใช้พลังงานของโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปรับตัวเพิ่มขึ้น กระทบต้นทุนการผลิตไฟฟ้า และมีแนวโน้มทำให้ราคาสินค้าและบริการในประเทศสูงขึ้น</p>

<p>รัฐบาลจึงเร่งกำหนดมาตรการสำคัญเพื่อบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ&nbsp;</p>

<p>1.มาตรการการบรรเทาผลกระทบราคาค่าไฟฟ้าของประชาชน เช่น การปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย ให้การใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ภายในเดือนมิถุนายน 2569&nbsp;</p>

<p>2.มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงาน เช่น ส่งเสริมพลังงานสะอาด โดยสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน เพื่อเปิดโอกาสให้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดการพึ่งพาระบบหลัก รวมถึงส่งเสริมการติดตั้งในหน่วยงานรัฐในรูปแบบ&nbsp;ESCO Model&nbsp;และปรับรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบ&nbsp;Adder&nbsp;เป็น&nbsp;Feed-in Tariff (FiT)&nbsp;ให้เหมาะสม</p>

<p>3.มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน เช่น (1)การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลตั้งเป้าให้หน่วยงานภาครัฐลดการใช้พลังงานลงร้อยละ 20 พร้อมรายงานผลอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมโยงกับการประเมินผลผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ (2)ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เช่น การเปลี่ยนไฟสาธารณะเป็นหลอด&nbsp;LED&nbsp;และระบบไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ ควบคู่กับระบบบริหารจัดการพลังงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศในระยะยาว&nbsp;(3)การส่งเสริมการใช้และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศการติดตั้งสถานีอันประจุไฟฟ้าสาธารณะ (Public charging Station)&nbsp;และสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่&nbsp; รวมถึง (4)ส่งเสริมพลังงานชีวภาพ (Bio Energy)&nbsp;โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนของเสียและวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่อนำมาใช้ในการผลิตพลังงานสะอาดในรูปแบบของเชื้อเพลิงชีวมวล และก๊าซชีวภาพในภาคขนส่ง</p>

<p>ทั้งนี้ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากมาตรการภาครัฐ จะช่วยส่งเสริมการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพได้อย่างประหยัดและคุ้มค่า อันจะนำไปสู่การลดค่าใช้จ่ายได้พลังงานในระยะยาวและช่วยลดการใช้ทรัพยากรพลังงานโดยรวมของประเทศอีกด้วย</p>

<p>นางสาวรัชดา กล่าวถึงประเด็นอัตราค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เป็นอัตราที่ใช้เฉพาะผู้ใช้ไฟประเภทบ้านที่อยู่อาศัย ซึ่งประชาชนกลุ่มนี้ มีจำนวน 20 กว่าล้านหลัง คิดเป็น 90% ที่จะจ่ายค่าไฟถูกลง สำหรับประชาชนผู้ใช้ไฟมากกว่า 200 ยูนิต ที่มีความกังวลใจ รัฐบาลขอให้ติดตามการแถลงต่อไป เพราะรัฐบาลเข้าใจและรับทราบถึงความกังวลนั้น ส่วนบางท่านอาจจะพิจารณาการใช้พลังงานทางเลือกโดยการตั้งติดโซล่ารูฟ ที่รัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนสินเชื่อ ดอกเบี้ยตํ่า ผ่อนจ่ายถูกกว่าค่าไฟ และรับซื้อคืนไฟฟ้าส่วนเกิน และในวันพรุ่งนี้ (29 เมษายน 2569) จะมีการประชุมคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ เพื่อเดินหน้าในเรื่องนี้ต่อไปครม.ตั้ง​&nbsp; คกก.นโยบายเศรษฐกิจ​&nbsp;นายกฯนั่งประธาน​&nbsp;เพื่อเร่งเครื่องตามที่แถลงต่อสภา​&nbsp;พร้อมหาแนวทางแก้ปัญหาจากผลกระทบจากตะวันออกกลาง</p>

<p>นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนานโยบายมนตรี​&nbsp;เปิดเผยว่า​&nbsp;คณะรัฐมนตรี​&nbsp;มีมติ แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อให้การดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภาในเรื่องต่าง ๆ ที่สำคัญและเกี่ยวข้องหรือมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ตลอดจนการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีการพิจารณากลั่นกรองอย่างละเอียดรอบคอบและครอบคลุมในทุกมิติ โดยมื นายกรัฐมนตรี​&nbsp;เป็นประธานคณะกรรมการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม​&nbsp;รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง​&nbsp;รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์​&nbsp;รองนายกรัฐมนตรี​(นายปกรณ์ นิลประพันธ์) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม​&nbsp;เป็นรองประธานกรรมการ</p>

<p>ส่วนกรรมการ​&nbsp;ประกอบด้วย​&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา​&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม​&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน​รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม​&nbsp;รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(นายภราดร ปริศนานันทกุล) ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา​&nbsp;เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน​&nbsp;ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายฉันทานนท์ วรรณเขจร​(ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี)​&nbsp;ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย</p>

<p>โดยมี เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ​&nbsp;เป็นกรรมการและเลขานุการ​&nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง​&nbsp;รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ​&nbsp;ที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ​&nbsp;เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ</p>

<p>สำหรับอำนาจหน้าที่​&nbsp;คือ&nbsp;1.พิจารณากลั่นกรองเรื่องสำคัญในปัญหาที่เกี่ยวข้องหรือมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม รวมทั้งประเด็นด้านการเงิน การคลัง การภาษีอากร การค้าการลงทุนเกษตรกรรม การคมนาคมและโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว​&nbsp;การพลังงาน ดิจิทัลเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม ตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย​&nbsp;ก่อนที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี&nbsp;2.ประเมิน วิเคราะห์ และเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางตัดสินใจเชิงรุกในประเด็นหรือนโยบายตามข้อ&nbsp;1&nbsp;เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี&nbsp;3.อำนวยการ สั่งการ บริหารและติดตามสถานการณ์ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบเสนอต่อคณะรัฐมนตรี&nbsp;4.พิจารณาเรื่องอื่น ๆ ตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย และ5.เชิญรัฐมนตรี หน่วยงาน เจ้าหน้าที่ และคณะกรรมการอื่นมาชี้แจง ให้ข้อมูล และแสดงความคิดเห็นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการเห็นสมควร</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/163467">https://www.thaigov.go.th/th/news/163467</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/20260428c6ec6916a2a83ca9a7725948b6e4007a160217.jpg' type='image/jpg' length='150846' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เคาะงบปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มเล็กน้อย 0.2% เน้นใช้งบ “ตรงเป้า คุ้มค่า” ลดขาดดุล แชร์]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/498558</link>
<guid isPermaLink="false">9b30da074b29f7b54b36d6e8d338255b</guid>
<pubDate>Tue, 28 Apr 2026 16:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (28 เม.ย. 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2569 (วงเงิน 3,780,600 ล้านบาท) เป็นจำนวน 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2</p>

<p>วงเงินดังกล่าวเป็นไปตามผลการหารือร่วมของ 4 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2569 และสอดคล้องกับแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570&ndash;2573 ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบก่อนหน้านี้</p>

<p>ทั้งนี้ กรอบงบประมาณยังคงอยู่ภายใต้หลักวินัยการเงินการคลัง โดยมี<br />
1) ประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิ 3,000,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.7 จากปีก่อนหน้า&nbsp;<br />
2) กำหนดนโยบายงบประมาณแบบขาดดุลไว้ที่ 788,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2569 จำนวน 72,000 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 8.4</p>

<p>โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า เนื่องจากวงเงินงบประมาณเพิ่มขึ้นในระดับจำกัด นายกรัฐมนตรีจึงกำชับให้หน่วยงานภาครัฐจัดทำงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นความ &ldquo;ตรงเป้า แม่นยำ และตอบโจทย์&rdquo; ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน</p>

<p>นอกจากนี้ ยังต้องยึดหลักความคุ้มค่า ความจำเป็น ความเร่งด่วน และความเหมาะสมกับสถานการณ์ รวมถึงการใช้แนวคิดงบประมาณฐานศูนย์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งพิจารณาใช้แหล่งเงินอื่นนอกงบประมาณ เช่น เงินนอกงบหรือแหล่งทุนทางเลือก สำหรับโครงการลงทุนภาครัฐ เพื่อลดภาระงบประมาณโดยรวมของประเทศ</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/163462">https://www.thaigov.go.th/th/news/163462</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/202604287be56d8af34023995ac5e32f28327d56160134.jpg' type='image/jpg' length='165344' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.เห็นชอบไทย ส่งผู้แทนชิงตำแหน่ง “ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก”]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/498557</link>
<guid isPermaLink="false">a2aa07c92cb291eb26d13c19862babe4</guid>
<pubDate>Tue, 28 Apr 2026 16:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (28 เมษายน 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ &nbsp; รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบ ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอให้ประเทศไทยส่งผู้แทนไทยเข้าสมัครรับการเลือกตั้งตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) โดยให้ สธ. ดำเนินการสรรหาผู้แทนไทยที่มีความเหมาะสม และให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และหน่วยงานอื่น ๆให้การสนับสนุนในการสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งนี้ &nbsp;หากผู้แทนจากประเทศไทยได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ฯ &nbsp;จะส่งผลดีทั้งในเชิงนโยบายและการยกระดับบทบาทนำของประเทศในเวที่สุขภาพโลก</p>

<p>สำหรับกระบวนการเือกตั้ง แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน<br />
ขั้นตอนที่ 1 : การเสนอชื่อผู้สมัคร<br />
ขั้นตอนที่ 2 : การนำเสนอวิสัยทัศน์และกิจกรรมหาเสียงของผู้สมัคร<br />
ขั้นตอนที่ 3 : &nbsp;การคัดเลือก&nbsp;<br />
ขั้นตอนที่ 4 : &nbsp;การแต่งตั้ง</p>

<p>&ldquo;ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก&rdquo; &nbsp;มีบทบาทในการกำหนดทิศทางและนโยบายด้านสุขภาพโลก เป็นผู้กำหนดแนวทางและมาตรฐานสากลให้ประเทศต่างๆยึดถือ ประสานความร่วมมือระหว่างประเทศและบริหารจัดการทรัพยากรขององค์การ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดวาระสุขภาพโลก การลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ และการสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพในระดับนานาชาติ</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/163461">https://www.thaigov.go.th/th/news/163461</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/20260428d3c0c3185c734195e1ac84ff9f440437160039.jpg' type='image/jpg' length='176545' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบแผนกการใช้เงิน ปี70 กสศ. วงเงิน 8.99 พันล้านบาท ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา อุ้มเด็กยากจนกว่า 1.3 ล้านคน]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/498554</link>
<guid isPermaLink="false">9e974ddcbde8ffb8010f7c1b1e8cfe18</guid>
<pubDate>Tue, 28 Apr 2026 15:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (28 เม.ย. 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนการใช้จ่ายงบประมาณของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) วงเงินรวม 8,998.48 ล้านบาท เพื่อจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เสนอต่อสำนักงบประมาณพิจารณา &nbsp; ประกอบด้วย 5 แผนงานหลัก ได้แก่</p>

<p>แผนงาน 1. : สนับสนุนการศึกษาและการเรียนรู้เต็มศักยภาพ วงเงิน 6,794.23 ล้านบาท &nbsp;มุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กจากครัวเรือนยากจน ตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงการศึกษาภาคบังคับ โดยจัดสรร &ldquo;เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข&rdquo; (ทุนเสมอภาค) ตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงระดับชั้นประถมศึกษา- มัธยมศึกษาตอนต้น &nbsp;อัตรา 4,200 บาท/คน/ปี ครอบคลุมนักเรียนยากจนพิเศษกว่า 1.3 ล้านคน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน</p>

<p>แผนงาน 2 &nbsp;: แผนพัฒนาครู หน่วยจัดการเรียนรู้ และต้นแบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น วงเงิน 633.33 ล้านบาท มุ่งยกระดับคุณภาพโรงเรียน ครู และระบบนิเวศการเรียนรู้ อาทิ การพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล</p>

<p>แผนงาน 3 : &nbsp;เสริมสร้างความร่วมมือภาคีเครือข่ายเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา &nbsp;วงเงิน 818.80 ล้านบาท เน้นพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ส่งเสริมแนวคิด &ldquo;All for Education&rdquo; และกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีบทบาทจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ เข้าถึงเด็ก เยาวชน กลุ่มเปราะบาง</p>

<p>แผนงาน 4 : &nbsp; พัฒนาองค์ความรู้ วิจัย นวัตกรรม และการสื่อสารสาธารณะเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา &nbsp;วงเงิน 337.20 ล้านบาท สนับสนุนการขับเคลื่อนภารกิจในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาของทุกแผนงาน &nbsp;ผ่านการพัฒนา งานวิจัยและระบบสารสนเทศแบบบูรณาการเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลและองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนภารกิจของ กสศ.</p>

<p>แผนงาน 5 : บริหารและพัฒนา กสศ. ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ วงเงิน 414.93 ล้านบาท มุ่งเสริมประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการภายใน เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนภารกิจร่วมกับภาคีเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิผล</p>

<p>โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า แผนดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์สำคัญต่อเด็กและเยาวชนไทย ได้แก่ การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม การลดอุปสรรคทั้งในและนอกระบบการศึกษา รวมถึงการ &ldquo;ชี้เป้า&rdquo; กลุ่มเด็กขาดแคลนเพื่อส่งต่อความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง</p>

<p>นอกจากนี้ ยังช่วยพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายและยืดหยุ่น สร้างระบบนิเวศทางการศึกษาที่ครอบคลุมทั้งเด็ก เยาวชน และแรงงานนอกระบบ ตลอดจนส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของการพัฒนาการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างยั่งยืน</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/163459">https://www.thaigov.go.th/th/news/163459</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/202604286f5d9bef0393fc832812df27ad874fea155933.jpg' type='image/jpg' length='150846' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เคาะงบกลาง 1.1 พันล้าน! เตรียมความพร้อม ไทยเป็นเจ้าภาพประชุม World Bank - IMF ปี 69 คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุม จากทั่วโลก 15,000 คน]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/498553</link>
<guid isPermaLink="false">bca88b84a6d9326ce7a315ad7e29e490</guid>
<pubDate>Tue, 28 Apr 2026 15:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (28 เม.ย. 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการเตรียมความพร้อมด้านงบประมาณ สำหรับการเป็นเจ้าภาพ &lsquo;จัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 &nbsp; โดยอนุมัติกรอบวงเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน1,162.27 ล้านบาท &nbsp; และมอบหมายให้ สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณดังกล่าวให้แก่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งเป็น หน่วยงานรับผิดชอบหลัก เพื่อดำเนินการเตรียมการเป็นเจ้าภาพต่อไป &nbsp;</p>

<p>โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า การอนุมัติงบประมาณดังกล่าวมีความจำเป็น เนื่องจากต้องเตรียมความพร้อมครอบคลุม สถานที่จัดการประชุมสถานที่ลงทะเบียน จัดหาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ อุปกรณ์สำนักงานและวัสดุสำนักงานเฟอร์นิเจอร์ ให้เป็นไปตามข้อกำหนดและมาตรฐานของ IMF และกลุ่มธนาคารโลก โดยจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนที่กำหนดการตรวจสอบความเรียบร้อยในการเตรียมความพร้อมสถานที่จัดการประชุมประจำปีฯ ปี 2569 ของ IMF และกลุ่มธนาคารโลก ซึ่งจะตรวจสอบในช่วงเดือนกันยายน - ตุลาคม 2569 เพื่อให้สามารถใช้จัดการประชุมดังกล่าวระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 &nbsp;นี้</p>

<p>การเป็นเจ้าภาพจากการประชุมดังกล่าว จะเป็นการแสดงศักยภาพและความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพจากการประชุมระหว่างประเทศ เป็นเวทีสำคัญในการแสดงแนวคิดและพรรคการนโยบายสำคัญด้านเศรษฐกิจของไทยในประชาคมโลก และ เป็นโอกาสในการขยายความร่วมมือและเรียนรู้วิทยาการ ในประเด็นต่าง ๆ จากประเทศสมาชิก<br />
<br />
&ldquo;การจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 นี้ ถือเป็นการประชุมด้านเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการ &ldquo;สร้างบทบาทของไทยในเวทีโลก&rdquo; และสร้างความร่วมมือกับกลุ่มประเทศองค์กรทางเศรษฐกิจและการพัฒนาระหว่างประเทศ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐาสนะผู้ว่าการธนาคารโลกจากประเทศสมาชิก จำนวน 189 ประเทศ &nbsp;และ ผู้ว่าการธนาคารกลางในฐานะผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศจากประเทศสมาชิก จำนวน 191 ประเทศ &nbsp;คาดจะมีผู้เข้าร่วม การประชุมประจำปีฯ จากทั่วโลกประมาณ 15,000 คน&quot; โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุ</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/163458">https://www.thaigov.go.th/th/news/163458</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/20260428066d533aa214c92d62c20689dc1adf76155844.jpg' type='image/jpg' length='165344' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.รับทราบข้อเสนอแนะเพื่อการป้องกันความเสี่ยงการทุจริตในการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/498552</link>
<guid isPermaLink="false">73d4f552cf24dbf57e60b935378b07c0</guid>
<pubDate>Tue, 28 Apr 2026 15:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (28 เมษายน 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอแนะเพื่อการป้องกันความเสี่ยงการทุจริตในการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอ รวมทั้งให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการท่องเทียวและกีฬา สำนักงาน ก.พ.ร. &nbsp;สคก. &nbsp;สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ โดยให้กระทรวงมหาดไทยสรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักลเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ภายใน 30 วัน นับจากวันทีได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนําเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป</p>

<p>นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สาระสำคัญคือ ให้กระทรวงมหาดไทยเร่งปรับปรุงกระบวนการออกใบอนุญาตให้โปร่งใส รวดเร็ว ลดขั้นตอน ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น Checklist และระบบ One Stop Service พร้อมกำชับให้มีช่องทางแจ้งเบาะแส การตรวจสอบเจ้าหน้าที่ และการลงโทษกรณีเรียกรับสินบนอย่างจริงจัง โดยในระยะยาว จะพิจารณาทบทวนระบบอนุญาต เพื่อลดภาระผู้ประกอบการโรงแรม โดยเฉพาะรายเล็ก และเพิ่มขีดความสามารถด้านการท่องเที่ยวของไทย</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/163460">https://www.thaigov.go.th/th/news/163460</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/2026042862703fefc2cc306c083a6ad30081952a155803.jpg' type='image/jpg' length='158316' />
</item>
</channel>
</rss>
