<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวภาครัฐ]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/index/id/39</link>
<atom:link href="https://www.prd.go.th/th/content/category/index/id/39" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุขขยับ สร้างเศรษฐกิจประเทศด้วยการเจรจากับบริษัทผู้ผลิตยาระดับโลกเพื่อเป็นผู้ร่วมวิจัยพัฒนายาใหม่ๆ และเปิดรับการลงทุนการผลิตยา]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/541057</link>
<guid isPermaLink="false">477db7d65691d06784aa04366725c371</guid>
<pubDate>Sat, 12 Sep 2026 15:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ 12 กันยายน 2569 &#39;หมอเอก&#39; นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผยข่าวดีและโอกาสของคนไทยที่รัฐบาลโดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประสบความสำเร็จในการเจรจากับบริษัทผู้ผลิตยายักษ์ใหญ่ของโลกแล้วสองบริษัท คือ MSD และ Roche โดยต่อจากนี้จะเจรจากับ Sandoz และบริษัทอื่นๆ อีกนับสิบบริษัท<br />
การดำเนินการนี้เป็นไปตามแผนงานของรัฐบาลที่ต้องการเปลี่ยนผ่านจากประเทศผู้รับจ้างผลิตสินค้ามาเป็นผู้ร่วมพัฒนาและร่วมผลิตสินค้าที่ใข้เทคโนโลยีและมูลค่าสูง</p>

<p>การดำเนินการของกระทรวงสาธารณสุขในครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนให้ประเทศไทยจากผู้ซื้อยาเป็นผู้ร่วมวิจัยพัฒนายาและเป็นผู้ร่วมผลิตยา โดยจะมีทั้งการนำเงินที่ต้องใช้สำหรับการวิจัยและพัฒนายาเข้ามาลงทุนวิจัยในประเทศไทย โดย &#39;หมอเอก&#39; ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้พูดคุยเบื้องต้นกับบริษัท Roche ว่าจะมีการลงทุนวิจัยยาในประเทศไทยถึง 15,000 ล้านบาท หากเมื่อรวมกับอีกหลายบริษัทที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจา อาจจะมีเงินทุนวิจัยเข้ามาในประเทศถึงแสนล้านบาท<br />
เมื่อประเทศไทยอยู่ในฐานะผู้ร่วมพัฒนายา ก็ได้มีการพูดคุยเรื่องการที่ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยจะได้ยาเพื่อนำมารักษาโรค โดยเฉพาะโรคยากๆ ที่ต้องการยาใหม่ๆ ในราคาที่ถูกลง</p>

<p>และ &#39;หมอเอก&#39; ยังเผยต่อว่าการเจรจากับบริษัทยาของกระทรวงสาธารณสุขได้มีการเจรจาเกี่ยวกับการลงทุนสร้างฐานการผลิตยาในประเทศไทยด้วย</p>

<p>จากการดำเนินการสร้างอนาคตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยด้านสาธารณสุขนี้นอกจากผลที่ประชาชาชนคนไทยจะได้เข้าถึงยาใหม่ผ่านระบบหลักประกันสุขภาพต่างๆ ในราคาที่ถูกลงแล้ว ยังถือเป็นโอกาสในอนาคตสำหรับงานทางด้านสาธารณสุขหรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย การทำงานในระบบการผลิตยา</p>

<p>ถือเป็นหนึ่งผลงานที่จับต้องได้ของรัฐบาลที่สร้างอนาคตทางโอกาศและเศรษฐกิจพร้อมไปกับพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/168817">https://www.thaigov.go.th/th/news/168817</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/202609131c7d54952d474d4a9b07592724eeab99065216.jpg' type='image/jpg' length='87983' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สื่อเวียดนาม–มาเลเซียชูไทยท็อปโลก อันดับ 3 “ดิจิทัลโนแมด”–อันดับ 4 “วัยเกษียณ” รัฐบาลต่อยอดดึงกำลังซื้อเข้าไทย 365 วัน]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/541002</link>
<guid isPermaLink="false">d1d188f0f0d72394b0ed053c7c658378</guid>
<pubDate>Sat, 12 Sep 2026 12:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (12 กันยายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า VnExpress International ของเวียดนาม และ The Star ของมาเลเซีย รายงานผล Rumavi Global Relocation Index 2026 ซึ่งประเมิน 192 ประเทศและดินแดนทั่วโลก โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นจุดหมายอันดับ 3 ของโลกสำหรับดิจิทัลโนแมด (Digital Nomads) ด้วยคะแนน 75.4 และอันดับ 4 ของโลกสำหรับผู้เกษียณ (Retirees) ด้วยคะแนน 74.3 สะท้อนว่าไทยไม่ได้โดดเด่นเพียงด้านการท่องเที่ยว แต่มีศักยภาพเป็นจุดหมายสำหรับ &ldquo;อยู่นาน ทำงาน และใช้ชีวิต&rdquo; ในระดับโลก</p>

<p>สำหรับดิจิทัลโนแมด ไทยอยู่อันดับ 3 ของโลก รองจากมาเลเซียและโปรตุเกส ส่วนกลุ่มผู้เกษียณ ไทยอยู่อันดับ 4 รองจากมาเลเซีย ปานามา และโปรตุเกส โดยทั้งสองประเภทไทยเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน</p>

<p>จุดแข็งของไทยอยู่ที่ค่าครองชีพที่เข้าถึงได้ 96.9 คะแนน ระบบเงินตราและธนาคาร 91.8 คะแนน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล 89.4 คะแนน รวมถึงคุณภาพและต้นทุนการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างละ 78 คะแนน ซึ่งตอบโจทย์ทั้งคนทำงานจากระยะไกลและผู้เกษียณที่ต้องการพำนักระยะยาว</p>

<p>นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลมองอันดับดังกล่าวเป็น &ldquo;โอกาสทางเศรษฐกิจ&rdquo; เพราะดิจิทัลโนแมดและผู้เกษียณต่างชาติเป็นกลุ่มที่มีโอกาสพำนักและใช้จ่ายในประเทศต่อเนื่อง ทั้งที่พัก อาหาร การเดินทาง สุขภาพ และบริการต่าง ๆ หากสามารถดึงดูดให้พำนักนานขึ้น ย่อมเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนและกระจายรายได้ไปสู่ผู้ประกอบการและชุมชนได้ตลอดทั้งปี</p>

<p>&ldquo;เป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้คนทั่วโลกอยากมาเที่ยวไทย แต่ต้องทำให้คนที่มีศักยภาพอยากอยู่ไทยนานขึ้น และใช้จ่ายในไทยมากขึ้น อันดับ 3 ของโลกสำหรับดิจิทัลโนแมดและอันดับ 4 สำหรับผู้เกษียณ จึงเป็นโอกาสที่ไทยต้องเปลี่ยนให้เป็นรายได้และมูลค่าทางเศรษฐกิจ&rdquo; นางสาวลลิดา กล่าว</p>

<p>รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะต่อยอดจุดแข็งดังกล่าวผ่านการยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัล ภาคบริการ และระบบสุขภาพ ควบคู่กับการผลักดันประเทศไทยเป็นจุดหมายคุณภาพตลอด 365 วัน โดยขยับจากการเน้น &ldquo;จำนวนคนมาเที่ยว&rdquo; ไปสู่การเพิ่ม &ldquo;มูลค่าต่อคนและระยะเวลาพำนัก&rdquo; ให้มากขึ้น</p>

<p>สำหรับกลุ่มดิจิทัลโนแมด รัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและสภาพแวดล้อมที่รองรับการทำงานและพำนักระยะยาว ขณะที่กลุ่มผู้เกษียณจะเชื่อมโยงกับการยกระดับบริการสุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ เศรษฐกิจสุขภาพ และเศรษฐกิจสูงวัย ซึ่งเป็นภาคบริการมูลค่าสูงที่ประเทศไทยมีศักยภาพ</p>

<p>&ldquo;จุดแข็งของไทยวันนี้ไม่ใช่แค่ &lsquo;เที่ยวดี&rsquo; แต่คือ &lsquo;อยู่ได้ ทำงานได้ และเกษียณได้&rsquo; รัฐบาลจะต่อยอดจุดแข็งนี้ให้เป็น Destination Thailand ที่ดึงกำลังซื้อ สร้างรายได้ใหม่ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยมากขึ้น&rdquo; นางสาวลลิดา กล่าว</p>

<p>ทั้งนี้ ผลการจัดอันดับยังสะท้อนประเด็นที่ไทยต้องเร่งพัฒนา ทั้งการเข้าถึงภาษาอังกฤษ โอกาสทางธุรกิจ และหลักนิติธรรม ซึ่งรัฐบาลจะนำมาประกอบการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายที่น่าเที่ยว น่าอยู่ น่าทำงาน และน่าลงทุนในระยะยาว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/168814">https://www.thaigov.go.th/th/news/168814</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/202609127bb16eeb4400d57977dd225f6c2d8412122132.jpeg' type='image/jpg' length='79768' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลสั่งตั้งทีมเคลื่อนที่เร็ว 21 จังหวัด ลุยกำจัดปลาหมอคางดำ พร้อมเตรียมงบกลาง สนับสนุนงานเชิงรุก]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/541001</link>
<guid isPermaLink="false">e54e71a244068c4b4b379bd2e7feafc7</guid>
<pubDate>Sat, 12 Sep 2026 12:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ 12 กันยายน 2569 ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำว่า รัฐบาละโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดทำงานเชิงรุก รวดเร็ว และเด็ดขาด เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และกระทบต่อการประกอบอาชีพของประชาชน</p>

<p>ทั้งนี้ ปัจจุบันมีข้อมูลว่า มีปลาหมอคางดำระบาดอยู่ใน 21 จังหวัด ดังนั้นเพื่อให้การทำงานคล่องตัวและแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเตรียมจัดตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมา เพื่อกำกับการแก้ไขปัญหาโดยตรง และเตรียมตั้งคณะเคลื่อนที่เร็วระดับจังหวัด หรือ Task Force ใน 21 จังหวัดที่มีรายงานการระบาด เพื่อให้แต่ละพื้นที่มีผู้รับผิดชอบชัดเจน สามารถประสานงานระหว่างหลายหน่วยงาน และลงพื้นที่ปฏิบัติการล่า-จับ-ควบคุมปลาหมอคางดำได้ทันที ตัดขั้นตอนยุ่งยากด้านเอกสาร</p>

<p>รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ก่อนหน้านี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีมาตรการเชิงรุกที่ดำเนินการไปแล้ว 7 ด้าน ได้แก่ การเร่งล่าและกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำ / ปล่อยปลาผู้ล่า เพื่อคุมปริมาณจำนวนปลา / นำปลาที่จับได้ไปแปรรูปทำปุ๋ยหมักและปลาป่น สร้างรายได้ / บล็อกพื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวังไม่ให้เกิดการแพร่กระจายไปแหล่งน้ำใหม่ / ผนึกกำลังชุมชน ดึงอาสาสมัครและชาวบ้านร่วมเป็นหูเป็นตา / ใช้นำเทคโนโลยีวิเคราะห์ DNA และนำระบบ Tracking มาใช้ติดตามการกระจายตัว และ ฟื้นฟูระบบนิเวศ หลังควบคุมพื้นที่สำเร็จ</p>

<p>อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาปลาหมอคางดำนี้ รัฐบาลได้วางแผนจัดสรรงบประมาณปี 2570 ไว้ประมาณ 70-90 ล้านบาท แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างมากขึ้น อาจส่งผลให้งบประมาณดังกล่าวไม่เพียงพอต่อการดำเนินการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มีการหารือกับนายกรัฐมนตรีให้รับทราบในหลักการแล้ว และอาจจะต้องขอรับการสนับสนุนงบกลางเพิ่มเติมประมาณ 350 ล้านบาท เพื่อใช้ในการควบคุมและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดอย่างครอบคลุม</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/168807">https://www.thaigov.go.th/th/news/168807</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/20260912423364431408ca4d85471c16ed2141b9122040.jpg' type='image/jpg' length='169636' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลแนะรถจักรยานยนต์สาธารณะ ยื่นตรวจสภาพ ณ ตรอ. ได้ทุกแห่ง ล่วงหน้า 1 เดือน เพิ่มความสะดวกก่อนชำระภาษีประจำปี]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/541000</link>
<guid isPermaLink="false">9a45bc7fbc9654dbbccf78c7e8aa60de</guid>
<pubDate>Sat, 12 Sep 2026 12:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ 12 กันยายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยบนท้องถนน &nbsp;โดยเฉพาะการใช้รถจักรยานยนต์สาธารณะผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด จะต้องมีการตรวจสภาพรถและชำระภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย &nbsp;ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกลดความแออัดในการเข้าใช้บริการ ณ สำนักงานขนส่งกรมการขนส่งทางบก รัฐบาลแนะนำผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ รย.17 (ป้ายเหลือง) ทั้งมอเตอร์ไซค์วินและรถจักรยานยนต์รับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน นำรถเข้าตรวจสภาพล่วงหน้าได้ไม่เกิน 1 เดือน ก่อนถึงกำหนดชำระภาษีประจำปี รวมถึงรถจักรยานยนต์สาธารณะที่ค้างชำระภาษีประจำปีเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี สามารถนำรถเข้าตรวจสภาพได้ ณ สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ได้ทุกแห่ง หรือจะเลือกตรวจสภาพได้ที่สำนักงานขนส่งในเขตที่จดทะเบียน หรือ เขตที่วินตั้งอยู่ได้เช่นกัน</p>

<p>นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า เจ้าของรถที่นำรถเข้าตรวจสภาพ ณ สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ให้เตรียมเอกสารสำคัญ ได้แก่ สมุดคู่มือจดทะเบียนรถฉบับจริงหรือสำเนาคู่มือจดทะเบียนรถ เมื่อผ่านเกณฑ์การตรวจสภาพเรียบร้อยแล้ว จึงนำหลักฐานการตรวจสภาพพร้อมด้วยกรมธรรม์ พ.ร.บ. สำหรับรถจักรยานยนต์สาธารณะ ไปยื่นชำระภาษีประจำปี ณ สำนักงานขนส่งในเขตจังหวัดที่รถนั้นจดทะเบียน หากรถจดทะเบียนในเขตกรุงเทพฯ สามารถนำรถไปเสียภาษีประจำปีได้ ณ สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 &ndash; 5 ในกรณีรถจดทะเบียนที่สำนักงานขนส่งจังหวัด สามารถนำรถไปเสียภาษีประจำปีได้ ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดหรือสำนักงานขนส่งจังหวัดสาขาในจังหวัดนั้น</p>

<p>รัฐบาลเน้นย้ำถึงมาตรฐานความปลอดภัยและความถูกต้องตามกฎหมายของสถานตรวจสภาพรถเอกชน &nbsp;ซึ่งต้องผ่านการรับรองจากกรมการขนส่งทางบก และจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของกรมการขนส่งทางบอกอย่างเคร่งครัด &nbsp; ทั้งนี้ ประชาชนสามารถค้นหาตำแหน่ง ตรอ. ใกล้เคียงในระยะ 30 กิโลเมตร หรือค้นหาตำแหน่ง ตรอ. ในพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ ได้อย่างสะดวก ผ่าน LINE Official Account &quot;Inspection-Map&quot; ของกรมการขนส่งทางบก</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/168806">https://www.thaigov.go.th/th/news/168806</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/2026091220daa48b7c655f68d05a280c2ce17f62121945.jpg' type='image/jpg' length='78145' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ททท. ชูเสน่ห์อัมพวาผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ จัดอีเวนต์สุดยิ่งใหญ่ “เนรมิตอัมพวา” ปรับภาพลักษณ์เมืองสามน้ำ สู่จุดหมายท่องเที่ยวร่วมสมัย]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/540983</link>
<guid isPermaLink="false">01831f6fbdd54d960842ae40bdd0d581</guid>
<pubDate>Sat, 12 Sep 2026 11:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>วันที่ 11 กันยายน 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับจังหวัดสมุทรสงคราม จัดงาน &ldquo;เนรมิตอัมพวา&rdquo; ภายใต้แนวคิด &ldquo;เมืองสามน้ำ ร้อยสายใยแห่งชีวิต&rdquo; ยกระดับภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวอัมพวา สร้างประสบการณ์ใหม่ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมร่วมสมัย โดยมี นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท.&nbsp; เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วย นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม และ นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. ให้เกียรติเข้าร่วมพิธีเปิดงาน ณ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (อุทยาน ร.๒) จังหวัดสมุทรสงคราม&nbsp;</strong></p>

<p><strong>นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท.</strong>&nbsp;กล่าวว่า งานเนรมิตอัมพวาเป็นส่วนหนึ่งภายใต้โครงการ Amazing Thailand Food Festival เป็นการนำศักยภาพทางต้นทุนทางวัฒนธรรม อาหาร อัตลักษณ์ของพื้นที่มาเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักท่องเที่ยว โดยยังคงรักษาเสน่ห์และวิถีชีวิตดั้งเดิม&nbsp; ของอัมพวาไว้เป็นหัวใจสำคัญ พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวของอัมพวาในมุมมองใหม่ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม &nbsp; ร่วมสมัยมาร้อยเรียงภายใต้ 5 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ Food, FLOW, BLOOM, GLOW และ LIFE ที่เชื่อมโยงเรื่องราวเป็น Experience Journey ตลอดพื้นที่จัดงานให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส นอกจากจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์แล้วยังเป็นการยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดสมุทรสงคราม โดยเฉพาะตลาดน้ำอัมพวา ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ให้มีภาพลักษณ์ที่สดใหม่ ร่วมสมัย และสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้แก่นักท่องเที่ยว ทั้งนี้ ตลอดการจัดงานคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานและนักท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 50,000 คน-ครั้ง และก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนจากการใช้จ่ายโดยตรงของนักท่องเที่ยว&nbsp; และผู้เข้าร่วมงานในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 60 ล้านบาท</p>

<p><strong>สำหรับงาน &ldquo;เนรมิตอัมพวา&rdquo; จัดขึ้นภายใต้แนวคิด &ldquo;เมืองสามน้ำ ร้อยสายใยแห่งชีวิต&rdquo; ตั้งแต่วันที่ 11-20 กันยายน 2569 เวลา 16.00 - 22.00 น. ณ ตลาดน้ำอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม</strong>&nbsp;โดย ททท. เนรมิตพื้นที่ตกแต่งสร้างสีสัน สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น รังสรรค์ความสวยงามให้ตลาดน้ำอัมพวาด้วยการจัดแสดงไฟ แสง สี และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ถ่ายทอดเรื่องราวสายน้ำอัมพวาให้มีชีวิตชีวาพบกับการแสดงไฮไลต์ผ่านจุดแสดงต่างๆ จุดแลนด์มาร์กหลักเนรมิตอัมพวา BLOOMING AMPHAWA ณ ตลาดน้ำอัมพวา ที่หยิบยกอัตลักษณ์ &ldquo;เมืองดอกไม้แห่งสายน้ำ&rdquo; มาถ่ายทอดผ่านความอ่อนช้อยของสายน้ำ ดอกไม้ และแสงไฟ ผสานงานศิลปกรรมร่วมสมัย และจุดแลนด์มาร์ก เนรมิตอัมพวา BLOOMING AMPHAWA ณ อาคารสำนักงานเทศบาล ตำบลอัมพวา ตึกเรือนไม้โบราณที่ตกแต่งด้วยมวลหมู่ดอกไม้ยักษ์บานสะพรั่งรอบตัวอาคาร แวะถ่ายรูปให้ครบทุก Photo Spot ตลอดเส้นทางอัมพวา กับจุดแสดงย่อยตลอดเส้นทาง (Photo Spots &amp; Walk-through) : จุดย่อยที่ 1 : ตรอกดอกไม้แห่งอัมพวา (FLORAL ALLEY) โซนถ่ายภาพตรอกไม้โบราณ ประดับไฟอุ่นๆ ละมุนตาและม่านดอกไม้ย้อยสวยงาม จุดย่อยที่ 2 : อุโมงค์แสงแห่งความทรงจำ (LIGHT MEMORY TUNNEL)<strong>&nbsp;</strong>โซนเดินผ่าน Walk-through ลอดอุโมงค์ไฟประดับพร้อมตะกร้าดอกไม้และลูกแก้วสว่างไสว จุดย่อยที่ 3 : สะพานเล็กแห่งแสง ดอกไม้ (BLOOMING BRIDGE)<strong>&nbsp;</strong>โซน Photo Spot มุมซุ้มกรอบรูปดอกไม้เปลี่ยนสีสุดเก๋บนสะพานไม้ริมคลอง จุดย่อยที่ 4 : แสงสะท้อนสายน้ำอัมพวา (WATER<strong>&nbsp;</strong>REFLECTION ZONE) โซนชมวิวริมน้ำ ตื่นตากับแสงไฟเลเซอร์ละอองคลื่นสะท้อนผืนน้ำยามค่ำคืน และ&nbsp;<strong>สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษผ่าน 9 จุดไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด&nbsp;</strong>จุดที่ 1 : The River, The Light, The Bloom: การผสานของ &ldquo;สายน้ำ แสง และดอกไม้&rdquo; ที่ตลาดน้ำอัมพวา จุดที่ 2 : Path of Light...To the Royal Garden สัมผัส &ldquo;เส้นทางแห่งแสง...สู่สวนแห่งราชา ที่ทางเดินเชื่อมเข้าสู่อุทยาน ร.2 จุดที่ 3 : Light of Legacy, Living Stories : สัมผัส &ldquo;แสงแห่งสายน้ำ...บทกวีของ ร.2&rdquo;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ณ อุทยาน ร.2 จุดที่ 4 : Bridge of Light...Connecting Stories : เดินข้ามสะพานไฟสวยๆ ที่ &ldquo;แสงแห่งสายน้ำ...เชื่อมใจอัมพวา&rdquo; จุดที่ 5 : Where Light Blooms...Stories Come Alive : สัมผัสบรรยากาศ &ldquo;เมื่อแสงผลิบาน...เรื่องราวจึงมีชีวิต&rdquo;ณ โรงแรมริมระเบียง จุดที่ 6 : From Riverside Life...Into the Light : การเดินทาง &ldquo;จากวิถีริมน้ำ...สู่ค่ำคืนแห่งแสง&rdquo;ที่โครงการอัมพวา สวนชัยพัฒนานุรักษ์ จุดที่ 7 : Light of Nature...Wonders of Amphawa: ค้นหา &ldquo;แสงแห่งธรรมชาติ...มหัศจรรย์แห่งอัมพวา&rdquo; ที่สวนสาธิตการเกษตรโครงการอัมพวา สวนชัยพัฒนานุรักษ์ จุดที่ 8 : Retro Light...Living Memories : ย้อนรอยความหลังในธีม&ldquo;ย้อนวันวาน...ผ่านแสง สี เสียง&rdquo;&nbsp; ณ โรงแรมหนังเก่าย้อนยุค จุดที่ 9 : Where Light Meets the River...Amphawa Shines :เดินข้ามสะพานที่ผีเสื้อไฟร่ายรำ&nbsp; &ldquo;เมื่อแสงพาสายน้ำ...อัมพวาจึงเปล่งประกาย&rdquo; พร้อมตื่นตาตื่นใจกับ<strong>&nbsp;จุดแสดงสะพานเชื่อมใจอัมพวา</strong>&ldquo;แสงแห่งสายน้ำ...เชื่อมใจอัมพวา&rdquo; เปิดแสดง Light &amp; Sound วันละ 3 รอบ (เวลา 19.00 น. 20.00 น.และ 21.00 น.) พร้อมตื่นตาตื่นใจกับการแสดงพลุม่านน้ำตก วันที่จัดแสดง 11, 12, 13 และ 18, 19, 20 กันยายน 2569วันละ 1 รอบ เวลา 20.00 น.&nbsp;<strong>จุดแสดงโครงการอัมพวา สวนชัยพัฒนานุรักษ์&nbsp;</strong>รับชมการแสดงสวิงแดนซ์ วง Siriwan Brandจัดแสดงวันละ 2 รอบ (เวลา 19.00 &ndash; 19.45 น. และ เวลา 20.15 &ndash; 21.00 น.)<strong>จุดแสดงอุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (อุทยาน ร.๒)&nbsp;</strong>เนรมิตให้เป็นพื้นที่แห่งการพักผ่อนด้วยการแสดงวัฒนธรรมตลอดการจัดงาน อาทิ การแสดงโขนยุวศิลปิน ร.2 การแสดงโขนตอนยกรบ เป็นต้น การแสดงวงดนตรีย้อนยุคนอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานจะได้เพลิดเพลินกับการซื้อของฝาก ของที่ระลึก อิ่มอร่อยกับเมนูอาหารท้องถิ่นจากผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ยกขบวนร้านค้ามาให้ได้ลิ้มลองกว่า 60 ร้าน พร้อมสนุกสนานไปกับการแสดงจากศิลปินชื่อดัง&nbsp;<strong>วันที่ 11 กันยายน 2569&nbsp;&nbsp;</strong>เวลา 21.00 &ndash; 22.00 น.&nbsp; : พบกับ คริสติน่า อากีล่าร์&nbsp;<strong>วันที่ 12 กันยายน 2569&nbsp;</strong>เวลา 21.00 &ndash; 22.00 น. : ไท ธนาวุฒิ&nbsp;<strong>วันที่ 13 กันยายน 2569&nbsp;</strong>เวลา 21.00 &ndash; 22.00 น. : กวาง AB Normal&nbsp;&nbsp;<strong>วันที่ 18 กันยายน 2569</strong>&nbsp;เวลา 21.00 &ndash; 22.00 น.พบกับ แมว จิรศักดิ์&nbsp; &nbsp;<strong>วันที่ 19 กันยายน 2569</strong>&nbsp;เวลา 21.00 &ndash; 22.00 น.<strong>&nbsp;</strong>วง UHT และ&nbsp;<strong>วันที่ 20 กันยายน 2569</strong>&nbsp;เวลา 21.00 &ndash; 22.00 น. มอส ปฏิภาณ</p>

<p>ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรีตลอดทั้งงาน โดย ททท. เตรียมพื้นที่รองรับจุดจอดรถไว้ทั้งหมด 3 จุด ได้แก่ 1. จุดจอดรถ ณ วัดอัมพวันเจติยาราม วรวิหาร อัตราค่าบริการจอดรถ 30 บาท ต่อคัน2. จุดจอดรถ ณ วัดภุมรินทร์กุฎีทอง (จุดจอดรถฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย) สามารถจอดรถและเดินทางต่อด้วยบริการเรือข้ามฟากมายังตลาดน้ำอัมพวา (นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการเรือข้ามฟาก โดยมีค่าบริการเรือข้ามฟากตามอัตรา ที่กำหนด) 3. จุดจอดรถ ณ วัดบางนางลี่ใหญ่ (จุดจอดรถฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย)&nbsp; สามารถจอดรถและเดินทางต่อด้วยบริการเรือข้ามฟากมายังตลาดน้ำอัมพวา (นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการเรือข้ามฟาก โดยมีค่าบริการเรือข้ามฟากตามอัตราที่กำหนด) ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook page : เนรมิตอัมพวา - Neramit Amphawa หรือ โทร. 1672 Travel Buddy</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.tatnewsthai.org/index.php/article-infos/6396">https://www.tatnewsthai.org/index.php/article-infos/6396</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/20260912c9140d0a281548b6d9fcd1c66f49b170111612.jpg' type='image/jpg' length='53770' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รองนายก “ศุภจี” เผยความคืบหน้าการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ เดินหน้าสู่การเผยแผ่พระพุทธศาสนาสู่ระดับนานาชาติ]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/540962</link>
<guid isPermaLink="false">638a4b1a720d3e890603375935c3f4ad</guid>
<pubDate>Sat, 12 Sep 2026 08:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการอุปถัมภ์โครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ (Tipitaka English Version) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอุปถัมภ์โครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีคณะสงฆ์ และคณะกรรมการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษเข้าร่วมการประชุม เพื่อรายงานความก้าวหน้าการดำเนินโครงการและพิจารณาแนวทางขับเคลื่อนการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ เป็นโครงการสำคัญดำเนินการในนามรัฐบาล โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา มหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อถวายพระราชกุศลและเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย และทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก รวมทั้งเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าถึงประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ</p>

<p>สำหรับความก้าวหน้าการดำเนินโครงการ ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายในการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ จำนวน 45 เล่ม รวม 21,941 หน้า แบ่งเป็นพระวินัยปิฎก 8 เล่ม พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม และพระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา คณะอนุกรรมการ ภายใต้คณะกรรมการอุปถัมภ์โครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ (Tipitaka English Version) โดยมีพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส เป็นประธานคณะอนุกรรมการ ได้ขับเคลื่อนการแปลและตรวสอบความถูกต้องของการจัดทำพระไตรปิฎกฯ ตามแผนการดำเนินงาน ทั้งนี้ยังได้จัดทำต้นฉบับที่เป็นรูปเล่มเรียบร้อยแล้ว จำนวน 3 หมวด หมวดละ 1 เล่ม รวมจำนวน 3 เล่ม ได้แก่ หมวดพระวินัยปิฎก (เล่มมหาวิภังค์ ปฐมภาค) จำนวน 1 เล่ม หมวดพระสุตตันตปิฎก (เล่มทีฆนิกาย สีลขันธวรรค) จำนวน 1 เล่ม และหมวดพระอภิธรรมปิฎก (เล่มธรรมสังคณีปกรณ์) จำนวน 1 เล่ม</p>

<p>รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานในระยะต่อไปจะมุ่งเน้นการเร่งรัดกระบวนการแปล การตรวจสอบ และการบรรณาธิการให้มีความถูกต้องสมบูรณ์ ตลอดจนการจัดทำสื่อองค์ความรู้และการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศสามารถเข้าถึงและนำหลักธรรมคำสอนไปศึกษาและประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งเตรียมการจัดพิมพ์พระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ เพื่อเผยแพร่ในวงกว้าง รวมถึงการจัดทำในรูปแบบ E-book เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล ช่วยให้ประชาชนและผู้สนใจสามารถศึกษา ค้นคว้า และทำความเข้าใจเนื้อหาพระไตรปิฎกได้โดยสะดวก ซึ่งเป็นอีกช่องทางสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและหลักธรรมคำสู่สังคมไทยและนานาชาติอย่างกว้างขวาง</p>

<p>โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินโครงการ จำนวน 3 คณะ ได้แก่ 1) คณะอนุกรรมการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ 2) คณะอนุกรรมการแปลพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ และ 3) คณะอนุกรรมการบรรณาธิการพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนและขับเคลื่อนงานในแต่ละด้านให้มีความต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญร่วมดำเนินงานดังกล่าว</p>

<p>ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้ฝ่ายเลขานุการดำเนินการจัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทั้ง 3 คณะ และเสนอให้ รองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ในฐานะประธานคณะกรรมการอุปถัมภ์โครงการฯ พิจารณาลงนามลงนาม เพื่อให้คณะอนุกรรมการสามารถดำเนินงานและขับเคลื่อนโครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป</p>

<p>การดำเนินโครงการดังกล่าว นับเป็นความร่วมมือสำคัญในการสืบทอดและเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยมุ่งให้พระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ เป็นแหล่งศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศสามารถเข้าถึงและนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่มรดกทางพระพุทธศาสนาของไทยสู่ประชาคมโลก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/20260912a9c5f8f762d9bcb1e4dd4f7daff33222082236.jpg' type='image/jpg' length='269079' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดีอี - เกษตรฯ ขับเคลื่อน “One Data” เชื่อมข้อมูลการเกษตร ลดความซ้ำซ้อน พัฒนาภาคเกษตรของประเทศ]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/540954</link>
<guid isPermaLink="false">2608df9f15d3928d047712dbd7d9f267</guid>
<pubDate>Sat, 12 Sep 2026 07:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong><img alt="📌" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tac/1/16/1f4cc.png" width="16" />บทสรุป</strong></p>

<p>นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงผลการจัดทำฐานข้อมูลการเกษตรบูรณาการและสถิติการเกษตรของประเทศ (One Data) ประจำปี 2569 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลภาคการเกษตร 5 หน่วยงาน ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมหม่อนไหม และการยางแห่งประเทศไทย โดยได้รวบรวมข้อมูลกว่า 300 ล้าน Records และรายการข้อมูลกว่า 1,000 รายการ โดยนำข้อมูลที่มีโครงสร้างและรูปแบบที่แตกต่างกันมาจัดทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน มีความเป็นเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน ทั้งการนิยาม รายการข้อมูล การจำแนกประเภท และรหัสข้อมูล ในปี 2570 ได้เตรียมขยายการเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการกำหนดนโยบายและยกระดับการบริหารจัดการภาคการเกษตรของประเทศให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและเกษตรกร โดย One Data จะเป็นกลไกสำคัญในการนำข้อมูลการเกษตรมาสนับสนุนการตัดสินใจและกำหนดนโยบายได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะการรับมือกับความท้าทายภาคการเกษตร ทั้งปัญหาเกษตรกรสูงวัยและการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ สนับสนุนการนำ Smart Farming เทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึงการส่งเสริมทักษะดิจิทัลมาใช้เพื่อลดภาระ เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างรายได้ให้เกษตรกร ควบคู่กับการพัฒนา One Data ให้เป็นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ทันสมัย และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง&nbsp;เพื่อขับเคลื่อนภาคการเกษตรให้มีเสถียรภาพมากขึ้น</p>

<p><strong><img alt="📌" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tac/1/16/1f4cc.png" width="16" />รายละเอียด</strong></p>

<p>(11 ก.ย. 69) นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในงานแถลงผลการจัดทำฐานข้อมูลการเกษตรบูรณาการและสถิติการเกษตรของประเทศ (One Data) ประจำปี 2569 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกัน สำหรับใช้ในการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน</p>

<p>นายไชยชนก กล่าวว่า การขับเคลื่อนภาคการเกษตรด้วยข้อมูล One Data เป็นโครงการสำคัญในการวางรากฐานที่สำคัญที่สุดในยุคดิจิทัล เพื่อให้ผู้บริหารมีความสามารถในการตัดสินใจเชิงนโยบายที่แม่นยำ เกษตรกรสามารถตัดสินใจในการดำรงชีวิตในการประกอบอาชีพได้แม่นยำขึ้น ท่ามกลางความท้าทายของความเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งโลกร้อนขึ้น น้ำท่วมบ่อยขึ้น เอลนีโญ สภาวะโลกเดือด รวมถึงความไม่แน่นอนที่ส่งผลกระทบในเวทีโลกที่หลากหลายมิติ โดยเฉพาะความผันผวนของราคาน้ำมัน และความไม่มั่นคงทางอาหารที่เป็นทั้งวิกฤตและโอกาสให้แก่ทุกประเทศโดยเฉพาะประเทศไทย ดังนั้นการสร้างความมั่นคงภาคการเกษตรจึงเป็นภารกิจสำคัญ หากภาคการเกษตรมีเสถียรภาพประเทศจะมั่นคงมากขึ้น ขณะที่โลกดิจิทัลมีความสำคัญในหลากหลายมิติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จึงมีภารกิจในการสนับสนุนงานของหลายหน่วยงานในการเปลี่ยนถ่ายจากรูปแบบเดิมไปสู่โลกยุคดิจิทัลเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อวิถีชีวิตประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยมุ่งมั่นยกระดับเกษตรกรไทยด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรมดิจิทัล เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เพิ่มความมั่นคงในวิถีชีวิตประจำวัน ที่ผ่านมาสำนักงานสถิติแห่งชาติ</p>

<p>มีหน้าที่รวบรวมข้อมูลของประเทศทุกภาคส่วน เพื่อนำไปพัฒนานโยบายต่าง ๆ แต่ในวันนี้ข้อมูลดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนโลกยุคดิจิทัลในปัจจุบัน การเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐนับเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับการให้บริการ การสร้างสวัสดิการแก่ประชาชน และยังช่วยให้การกำหนดนโยบายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และในปีนี้มีโครงการ One Data เป็นการนำข้อมูลมารวบรวมวิเคราะห์ เพื่อให้แผนงานด้านการเกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้นท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไป จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนข้อมูลการเกษตรให้เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายที่แม่นยำ ข้อมูลสะท้อนความท้าทายสำคัญของภาคเกษตร</p>

<p><img alt="📌" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tac/1/16/1f4cc.png" width="16" />กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมผลักดันเทคโนโลยี Smart Farming และทักษะดิจิทัลเพื่อรับมือกับความท้าทายด้านโครงสร้างอายุของเกษตรกร เพื่อสร้างแรงจูงใจดึงดูดคนรุ่นใหม่หรือลูกหลานเกษตรกรให้กลับมาร่วมพัฒนาอาชีพเกษตรกรในบ้านเกิด เปลี่ยนมุมมองเกษตรกรแบบเดิม สู่เกษตรยุคใหม่ที่สร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน ซึ่งจากฐานข้อมูล One Data พบว่า ประชากรไทยราวร้อยละ 35 อยู่ในภาคการเกษตร แต่มีอายุเฉลี่ยสูงถึง 59 ปี หากไม่มีคนรุ่นใหม่สืบทอด ภาคการเกษตรจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขาดแคลนแรงงาน กำลังการผลิต ความมั่นคงทางอาหาร และขีดความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่า ข้อมูลที่จัดทำในครั้งนี้จะไม่เป็นเพียงข้อมูลประจำปีอีกต่อไป แต่จะเป็นเข็มทิศนำทางการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทย</p>

<p><img alt="📌" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tac/1/16/1f4cc.png" width="16" />นอกจากนี้ ข้อมูลจาก One Data จะถูกใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์เพื่อออกแบบมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินและแก้ไขปัญหาให้เกษตรกร โดยเชื่อมโยงฐานข้อมูลเกษตรกรกับข้อมูลหนี้สินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสถาบันการเงินอื่น ๆ จะช่วยให้รัฐบาลเห็น โครงสร้างหนี้ที่แท้จริงของเกษตรกรแต่ละราย เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรได้ตรงจุด อีกทั้ง ย้ำให้สำนักงานสถิติแห่งชาติ ทำข้อมูลให้เข้าใจง่าย ออกแบบแพลตฟอร์มให้เกษตรกรได้ใช้ด้วย ใช้เครือข่ายอาสาสมัครดิจิทัลในทุกพื้นที่ สอนเกษตรกรที่ไม่ใช้สมาร์ตโฟน</p>

<p><img alt="📌" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tac/1/16/1f4cc.png" width="16" />นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า One Data ทำให้เห็นความหลากหลายของเกษตรกรและพื้นที่ ทั้งกิจกรรมการผลิต ศักยภาพ ทรัพยากร ปัญหา และความต้องการที่แตกต่างกัน ข้อมูลที่เชื่อมโยงกันจะช่วยให้ภาครัฐกำหนดมาตรการได้ ตรงกลุ่ม ตรงพื้นที่ และตรงปัญหา มากขึ้น มุ่งเชื่อมโยงข้อมูลกับเทคโนโลยีดิจิทัล และ Smart Farming ให้เหมาะสมกับเกษตรกรแต่ละกลุ่มและแต่ละพื้นที่ และส่งเสริมการผลิตให้สอดคล้องกับตลาด ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำและความเสี่ยงด้านการเกษตร One Data ต้องก้าวจาก &ldquo;Data Integration&rdquo; สู่ &ldquo;Data Utilization&rdquo; และ &ldquo;Data-Driven Agriculture&rdquo; เพื่อให้ข้อมูลนำไปสู่การแก้ปัญหาและประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน เดินหน้าจาก &ldquo;ข้อมูลที่เป็นหนึ่งเดียว&rdquo; สู่ &ldquo;การทำงานที่เป็นหนึ่งเดียว&rdquo; เพื่อยกระดับภาคการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ทั้งนี้เห็นว่า One Data เป็นข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและใช้ประโยชน์ได้อย่างมาก สิ่งสำคัญคือระยะต่อไปต้องพัฒนาให้เป็นระบบที่มีความต่อเนื่อง สามารถสร้างประโยชน์ได้จริง ดังนั้น One Data ต้องประกอบด้วย</p>

<p>3 เรื่อง คือ 1. ความต่อเนื่องของข้อมูล 2. ความต่อเนื่องของการใช้ประโยชน์ 3. ความต่อเนื่องของความร่วมมือ</p>

<p><img alt="📌" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tac/1/16/1f4cc.png" width="16" />ย้ำว่าเป้าหมายของ One Data ไม่ควรหยุดที่การมีฐานข้อมูลกลางแต่ควรพัฒนาไปสู่ระบบบริหารภาคการเกษตร</p>

<p>ที่ใช้ข้อมูลร่วมกัน เป็นการเปลี่ยนจาก One Data ไปสู่ One Agriculture Management ซึ่งไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี แต่คือการเปลี่ยนวิธีการทำงานของภาครัฐ สิ่งที่ต้องการไม่ใช่ฐานข้อมูลที่ทันสมัย แต่คือการนำข้อมูลไปสู่การตัดสินใจที่ดีขึ้น การจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม การแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดเพื่อให้การบริหารภาคการเกษตรสามารถตอบโจทย์และสร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกรได้อย่างแท้จริง</p>

<p>นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ กล่าวว่า ผลการดำเนินงานโครงการ One Data ในปี 2569 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลภาคการเกษตร 5 หน่วยงาน ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมหม่อนไหม และการยางแห่งประเทศไทย การดำเนินงานครั้งนี้ ได้รวบรวมข้อมูลจาก 6 หน่วยงานได้มากกว่า 300 ล้าน Records และรายการข้อมูลมากกว่า 1,000 รายการ โดยนำข้อมูลที่มีโครงสร้างและรูปแบบการจัดเก็บที่แตกต่างกันมาจัดทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน มีความเป็นเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน ทั้งการนิยาม รายการข้อมูล การจำแนกประเภท และรหัสข้อมูล เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากหน่วยงาน ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และกรมส่งเสริมสหกรณ์ จะนำมาดำเนินการเชื่อมโยงต่อไป โดยมีเป้าหมายในปี 2570 ที่จะเชื่อมโยงข้อมูลให้ครบ 15 หน่วยงาน ตามแผนการดำเนินงาน พร้อมขยายความร่วมมือไปยังหน่วยงานใหม่ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และ Agritech Startup เพื่อยกระดับการบริหารจัดการภาคการเกษตรของประเทศให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและเกษตรกร</p>

<p>จากข้อมูล One Data พบข้อมูลสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับเกษตรกรไทย ได้แก่</p>

<p>&bull; เกษตรกรทั่วประเทศ 9.1 ล้านราย</p>

<p>&bull; อายุเฉลี่ยของเกษตรกร 59.1 ปี</p>

<p>&bull; เกษตรกร ร้อยละ 65 มีอายุ 55 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 58.2 ในปี 2566</p>

<p>&bull; เกษตรกรมีรูปแบบการผลิตที่หลากหลาย ทั้งการทำการเกษตรเพียงอย่างเดียว และการทำการเกษตรหลายอย่างในพื้นที่เดียวกัน</p>

<p>&bull; เกษตรกร 5.2 ล้านรายปลูกข้าว ซึ่งกระจายอยู่ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ขณะเดียวกันยังมีการผลิตสินค้าเกษตรที่แตกต่างกันตามลักษณะของแต่ละพื้นที่ เช่น ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน ปาล์มน้ำมัน ไก่ โค สุกร ปลานิล และกุ้ง ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างและความหลากหลายของภาคการเกษตรไทย ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นฐานในการวางแผนและกำหนดนโยบายด้านการเกษตรให้สอดคล้องกับบริบทของเกษตรกรและพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้น มุ่งสู่การใช้ข้อมูลร่วมกันเพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ซึ่งโครงการ One Data เกษตร ประสบความสำเร็จในการบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลด้านพืช ปศุสัตว์ และประมงเข้าสู่แพลตฟอร์มกลาง</p>

<p><img alt="📌" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tac/1/16/1f4cc.png" width="16" />ก้าวต่อไป คือ การพัฒนา One Data ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลการเกษตรของประเทศ พร้อมมาตรฐานข้อมูลและธรรมาภิบาลที่เป็นสากล มุ่งยกระดับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายและ</p>

<p>ส่งต่อข้อมูลที่เป็นประโยชน์กลับสู่เกษตรกรและประชาชน โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ ให้ One Data เป็น โมเดลต้นแบบการบูรณาการข้อมูลภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนเกษตรกรรมไทยสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/202609120e49f5dde6fd1ec354e5f90f6859c7cc072737.jpg' type='image/jpg' length='1521070' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“สุชาติ” ผนึก ทส.-กลาโหม! ดึงเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ยกระดับพิทักษ์ป่า–สกัดไฟป่า ทั่วประเทศ]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/540953</link>
<guid isPermaLink="false">23f0fcebaf610b42f8a26034cad74c44</guid>
<pubDate>Fri, 11 Sep 2026 19:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันที่ 11 กันยายน 2569 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ผนึกกำลังกระทรวงกลาโหม เดินหน้ายกระดับการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ ตามนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการประเทศ โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) เพื่อบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านความมั่นคงมาสนับสนุนการดูแลป่าอนุรักษ์ การป้องกันการบุกรุก และการควบคุมไฟป่าทั่วประเทศ</p>

<p>พิธีลงนามจัดขึ้น ณ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วย นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ และ พลเอก ดร.ชรัติ อุ่มสัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ร่วมลงนาม</p>

<p>นายสุชาติ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ โดยเฉพาะการดูแลผืนป่าและการป้องกันไฟป่า ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญต่อความมั่นคงด้านทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพชีวิตของประชาชน</p>

<p>&ldquo;การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการป้องกันประเทศมาผสานกับประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ จะช่วยให้การเฝ้าระวัง ตรวจติดตาม และรับมือกับสถานการณ์ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์มีความแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการรักษาผืนป่าและทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ&rdquo; นายสุชาติกล่าว</p>

<p>ด้านนายอรรถพล กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ครอบคลุมการศึกษา วิจัย พัฒนา ทดสอบ และประเมินผลเทคโนโลยีสำหรับการบริหารจัดการป่าไม้และไฟป่า รวมถึงการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและอากาศยานไร้คนขับมาใช้ในการสำรวจ ตรวจตรา ติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติ ประเมินความเสียหาย และสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารในพื้นที่ห่างไกล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและลดความเสี่ยงต่อชีวิตและร่างกายของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า</p>

<p>ขณะที่พลเอก ดร.ชรัติ กล่าวว่า สทป. มีความพร้อมทั้งบุคลากร องค์ความรู้ และนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านความมั่นคง พร้อมสนับสนุนกรมอุทยานฯ ผ่านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การฝึกอบรม การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานร่วมกัน เพื่อให้นวัตกรรมที่นำมาใช้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวมีระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2569 ถึงวันที่ 10 กันยายน 2574 โดยทั้งสองหน่วยงานจะจัดตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อกำหนดแผนงานและโครงการเป็นรายกรณี ให้สอดคล้องกับภารกิจ กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง มุ่งใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการ &ldquo;พิทักษ์ป่า ป้องกันไฟป่า และเพิ่มความปลอดภัยให้เจ้าหน้าที่&rdquo; เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่คู่ประเทศอย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/2026091255db3cc227198c89756f5e5996ce670e072118.jpg' type='image/jpg' length='348497' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ แถลงคืบหน้าคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ยึด-อายัดทรัพย์แล้วมูลค่ารวมกว่า 320.86 ล้านบาท ยืนยันไม่มีละเว้นผู้กระทำผิด เดินหน้าปราบปรามให้ถึงที่สุด]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/541064</link>
<guid isPermaLink="false">e1bddd86c9005ca55ac1801832400c6c</guid>
<pubDate>Fri, 11 Sep 2026 16:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (11 ก.ย. 69) เวลา 14.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีทุจริตการจัดสอบท้องถิ่น พ.ศ. 2568 ณ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) กรุงเทพมหานคร ย้ำว่าคดีนี้ยังไม่สิ้นสุด อยู่ระหว่างดำเนินการขยายผลในทุกรูปแบบ</p>

<p>นายกฯ กล่าวว่า การดำเนินงานที่ผ่านมาได้จัดทำ MOU 7 หน่วยงาน เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายและพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้ โดยสามารถยึดและอายัดทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับการกระทำความผิดได้แล้วกว่า 320 ล้านบาท ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามขบวนการนี้อย่างต่อเนื่องและจริงจังให้สิ้นซาก เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการ และคืนความยุติธรรมและคืนสิทธิ์ให้แก่ผู้ที่เข้าสอบ ด้วยความรู้ความสามารถของเขาเองอย่างสุจริต</p>

<p>นายกฯ กล่าวต่อว่า คดีนี้ได้มีการดำเนินการไปหลายอย่างและมีความคืบหน้าเป็นอันมาก จึงเป็นที่มาของการแถลงข่าวในวันนี้ โดยเบื้องต้นได้จับกุมผู้ต้องหาหลายรายแล้ว และจะขยายผลจับกุมผู้ต้องหาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของบุคคลใด จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/20260913c6b371cd1d10c113e5b129efe262db3a081122.jpg' type='image/jpg' length='17934' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กสร. เปิดระบบ e-Service กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 15 ก.ย. นี้ อำนวยความสะดวกนายจ้าง ยื่นข้อมูลออนไลน์ สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/540864</link>
<guid isPermaLink="false">4c50293156ba2d59e0156906462620d9</guid>
<pubDate>Fri, 11 Sep 2026 15:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h3>เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า</h3>

<h3>&nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>&nbsp;&nbsp;กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดให้บริการ ระบบ&nbsp;e-Service การจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund: EWFund) ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2569&nbsp;เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกให้นายจ้างและผู้เกี่ยวข้องได้เตรียมความพร้อมด้านข้อมูลและการขึ้นทะเบียนล่วงหน้า ก่อนที่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569&nbsp;</strong></h3>

<h3><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อธิบดี กสร. กล่าวว่า ระบบ&nbsp;e-Service ดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนการดำเนินงานเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้มีความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย โดยผู้ใช้งานสามารถดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ตามขั้นตอนที่กำหนด ซึ่งประกอบด้วย 1. สมัครใช้งาน&nbsp;e-Service 2. กำหนดรหัส&nbsp;PIN Code 3. ยื่นแบบแสดงรายชื่อลูกจ้างเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง และ 4. พิมพ์หนังสือสำคัญการขึ้นทะเบียน</strong></h3>

<h3><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &ldquo;กสร. ขอเชิญนายจ้างและผู้เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้งาน e-Service กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง&nbsp;EWFund ซึ่งจะเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้สามารถดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ผ่านระบบออนไลน์ได้ และขอให้นายจ้างและผู้เกี่ยวข้องติดตามรายละเอียดและเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มใช้งานระบบ e-Service ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน 1506 กด 3 หรือ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กองคุ้มครองแรงงาน โทร. 0 2660 2060-1&quot; อธิบดี กสร. กล่าว</strong></h3>

<p><strong>ข้อมูลจาก&nbsp;</strong><a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/168778">https://www.thaigov.go.th/th/news/168778</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/20260911f7bacd0fde9a9b69f047ac70d7ba1fab150544.jpg' type='image/jpg' length='181734' />
</item>
</channel>
</rss>
