<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ทันข่าว]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/index/id/33</link>
<atom:link href="https://www.prd.go.th/th/content/category/index/id/33" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลขยายเวลาจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปี 2569 ถึงกันยายน โดยผ่อนชำระได้ 3 งวด เพื่อบรรเทาภาระประชาชน]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/497272</link>
<guid isPermaLink="false">05d5f2a15ff05431f874ccc32cec78bf</guid>
<pubDate>Fri, 24 Apr 2026 09:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันที่ 24 เมษายน 2569 &mdash; นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ขยายระยะเวลาการจัดเก็บ &ldquo;ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปี 2569&rdquo; ครอบคลุมทุกขั้นตอน เพื่อบรรเทาภาระทางเศรษฐกิจและเพิ่มสภาพคล่องให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ</p>

<p>โดยกำหนดระยะเวลาใหม่ มีสาระสำคัญ ดังนี้</p>

<p>การแจ้งประเมินภาษี<br />
จากเดิมภายในเดือนเมษายน 2569<br />
➤ ขยายเป็น ภายในเดือนพฤษภาคม 2569</p>

<p>การชำระภาษี<br />
จากเดิมภายในเดือนมิถุนายน 2569<br />
➤ ขยายเป็น ภายในเดือนกรกฎาคม 2569</p>

<p>การผ่อนชำระภาษี (3 งวด)<br />
➤ งวดที่ 1 ภายใน กรกฎาคม 2569<br />
➤ งวดที่ 2 ภายใน สิงหาคม 2569<br />
➤ งวดที่ 3 ภายใน กันยายน 2569</p>

<p>การแจ้งเตือนภาษีค้างชำระ<br />
➤ ขยายเป็น ภายในเดือนสิงหาคม 2569</p>

<p><br />
นางสาวลลิดา กล่าวว่า การขยายเวลาในครั้งนี้ช่วยให้ประชาชนมีเวลาวางแผนทางการเงินมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ระหว่างการฟื้นตัว พร้อมทั้งยังคงเปิดทางเลือกให้สามารถผ่อนชำระได้โดยไม่กระทบภาระในคราวเดียว</p>

<p>ทั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศจะดำเนินการตามกรอบระยะเวลาใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกและให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม</p>

<p>&ldquo;รัฐบาลมุ่งดูแลประชาชนอย่างรอบด้าน ทั้งการลดภาระในระยะสั้น และสร้างความต่อเนื่องในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาพรวม&rdquo; นางสาวลลิดา กล่าว</p>

<p>ข้อมูลจาก&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/163334">https://www.thaigov.go.th/th/news/163334</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/202604243d050b8c6993edc89641a5496f48a65a091439.jpg' type='image/jpg' length='73108' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[โฆษกรัฐบาลแจง “มูสดี้” มองไทยดี “มีเสถียรภาพ” แล้วชาวบ้านได้อะไร]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/497242</link>
<guid isPermaLink="false">45fd022f85a9c3723457bd66beeb145e</guid>
<pubDate>Fri, 24 Apr 2026 08:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody&rsquo;s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในทิศทางที่ดี จากระดับ &ldquo;เชิงลบ&rdquo; เป็นระดับ &ldquo;มีเสถียรภาพ&rdquo; และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1 สะท้อนถึงการปรับดีขึ้นของสมดุลความเสี่ยง (Balance of Risks) ต่อเศรษฐกิจไทย และความเชื่อมั่นต่อนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล</p>

<p>ทั้งนี้ ผลเชิงบวกที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ประการแรก คือ ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศจะมีแนวโน้มลดลง ทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชน เนื่องจากความเสี่ยงถูกประเมินต่ำลง ส่งผลให้การระดมทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>

<p>ประการที่สอง มุมมองที่ดีขึ้นของ Moody&rsquo;s ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับสถาบันการเงิน ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพในการขยายธุรกิจ สร้างนวัตกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าถึงแหล่งทุนด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม &nbsp;อีกทั้งเชื่อว่า จะส่งผลเชิงเศรษฐกิจในแง่การรักษาความสามารถในการดึงดูดนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ ส่งผลเชิงบวกต่อกระแสเงินทุนและเสถียรภาพของตลาดการเงินไทยในระยะต่อไป</p>

<p>และประการสุดท้าย ประโยชน์ที่จะส่งต่อถึงประชาชนโดยตรง ผ่านการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น เมื่อภาคธุรกิจมีการลงทุนและขยายกิจการมากขึ้น ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาพรวม</p>

<p>โฆษกรัฐบาลย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้ารักษาวินัยการคลัง ควบคู่กับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง และเปลี่ยนโอกาสจากเวทีโลกให้เป็นประโยชน์ที่จับต้องได้สำหรับประชาชนทุกคน ในส่วนที่รัฐบาลจะดำเนินการออกพระราชกำหนดกู้เงินนั้น สถาบันการเงินต่างชาติและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมีความเข้าใจและเล็งเห็นในความจำเป็น</p>

<p>&ldquo;สถานการณ์ตอนนี้ไม่ใช่ภาวะปกติ เราจำเป็นต้องมีทุนใหม่เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศ &nbsp;เราจะไม่ปล่อยให้ประชาชนสู้โดยลำพัง และทุกบาทของเงินก้อนนี้จะถูกตรวจสอบได้ และมีแผนการสร้างรายได้เพื่อส่งคืนคลังอย่างชัดเจน ซึ่งรัฐบาลจะทำให้ทุกอย่างโปร่งใส ถึงมือประชาชน และตรวจสอบได้&rdquo; โฆษกรัฐบาลกล่าว</p>

<p>ข้อมูลจาก&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/163333">https://www.thaigov.go.th/th/news/163333</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/20260424b1f375ca542093beb8b13b06e6d572bb085122.jpg' type='image/jpg' length='98127' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ปภ. แจ้ง 56 จังหวัด เหนือ อีสาน กลาง และ กทม. เตรียมรับมือพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ช่วงวันที่ 23 – 25 เม.ย. 69]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/496943</link>
<guid isPermaLink="false">f7833fc44afbdf82669a2e1dcd84ca90</guid>
<pubDate>Thu, 23 Apr 2026 11:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(23 เม.ย. 69) เวลา 10.30 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้ง 56 จังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานคร เฝ้าระวังสถานการณ์พายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้ ในช่วงวันที่ 23 - 25 เมษายน 2569 โดยให้จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์ภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดชุดเคลื่อนที่เร็ว เครื่องมืออุปกรณ์ประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนให้ติดตามพยากรณ์อากาศ และปฏิบัติตามประกาศเตือนภัยอย่างเคร่งครัด ตลอดจนตรวจสอบบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณา หรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มั่นคงแข็งแรง เพื่อป้องกันอันตรายจากการถูกล้มทับ รวมถึงระวังอันตรายจากฟ้าผ่า</p>

<p>นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้ติดตามสภาวะอากาศและพิจารณาปัจจัยเสี่ยง ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาได้มีประกาศเรื่อง พายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 23 - 25 เมษายน 2569) ฉบับที่ 2 (34/2569) ประกาศ ณ วันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 05.00 น. แจ้งว่า บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากสาธารณรัฐประชาชนจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ทำให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นโดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตก รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ โดยมีพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์พายุฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง ระหว่างวันที่ 23 -25 เมษายน2569 ดังนี้</p>

<p>วันที่ 23 เมษายน 2569 บริเวณภาคเหนือ จำนวน 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดน่าน อุตรดิตถ์ และจังหวัดพิษณุโลก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดหนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม และมุกดาหาร ภาคกลาง จำนวน 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด</p>

<p>วันที่ 24 เมษายน 2569 บริเวณภาคเหนือ จำนวน 15 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงรายลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ และอุทัยธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 19 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง จำนวน 15 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี ตราด ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ&nbsp;</p>

<p>วันที่ 25 เมษายน 2569 บริเวณภาคเหนือ จำนวน 13 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ และอุทัยธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 15 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม มุกดาหาร ร้อยเอ็ด นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง จำนวน 17 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ตราด ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ &nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp;<br />
วันที่ 24 &ndash; 25 เมษายน 2569 บริเวณกรุงเทพมหานคร</p>

<p>กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงได้ประสานแจ้ง 56 จังหวัดในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัยให้เฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยในช่วงดังกล่าว โดยกำชับให้ติดตามสถานการณ์ สภาพอากาศ และแนวโน้มสถานการณ์ภัยอย่างใกล้ชิด และประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยทราบล่วงหน้า รวมถึงจัดเตรียมเครื่องมือเครื่องจักรกลสาธารณภัยและทีมปฏิบัติการให้พร้อมเผชิญเหตุและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทันที &nbsp;</p>

<p>ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ติดตามพยากรณ์อากาศและข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามคำเตือนอย่างเคร่งครัด ตลอดจนตรวจสอบบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรงหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้งใต้ต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณา หรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มั่นคงแข็งแรง เพื่อป้องกันอันตรายจากการถูกล้มทับ รวมถึงระวังอันตรายจากฟ้าผ่า ส่วนเกษตรกรให้จัดทำที่ค้ำยันต้นไม้หรือที่กำบัง ป้องกันพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย&nbsp;</p>

<p>ท้ายนี้ ประชาชนสามารถติดตามประกาศการแจ้งเตือนภัยที่แอปพลิเคชัน &ldquo;THAI DISASTER ALERT&rdquo; และหากได้รับความเดือดร้อนจากสาธารณภัยสามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือทางไลน์ &ldquo;ปภ.รับแจ้งเหตุ1784&rdquo; โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM รวมถึงสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/20260423b6b440860f61a688c4732b2d0260a6a0112041.jpg' type='image/jpg' length='200491' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดีอี เตือนข่าวปลอม "“สงกรานต์” เป็นคำในภาษากัมพูชา แต่ถูกไทยนำไปใช้" สร้างความสับสน เข้าใจผิดให้ ปชช.]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/496716</link>
<guid isPermaLink="false">6b1409519db0c533ff2c6b6f3c4b5774</guid>
<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 14:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน</p>

<p>ทั้งนี้ ในวันที่ 20 เมษายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 149,536 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 14,603 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 11,955 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 1,396 ข้อความ ช่องทาง Website 1,247 ข้อความ ช่องทาง Facebook 3 ข้อความ และช่องทาง TikTok 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 25 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 13 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่</p>

<p>อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง สงกรานต์ เป็นคำในภาษากัมพูชา แต่ถูกไทยนำไปใช้</p>

<p>อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ Southern Star Talent AU โดยกระทรวงแรงงาน เปิดรับสมัครแรงงานไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย</p>

<p>อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กรมทรัพยากรน้ำ ดำเนินการสร้างระบบส่งน้ำแก้ภัยแล้งในพื้นที่ รร.บรมราชินีนาถราชวิทยาลัย จ.ราชบุรี โดยไม่มีการประชาคมหมู่บ้านก่อน</p>

<p>อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. ร่วมกับ ธ.กสิกรไทย เปิดลงทะเบียนกู้สินเชื่อ วงเงิน 50,000-2,000,000 บาท ผ่าน TikTok .bank309</p>

<p>อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน เรื่อง เลขาธิการ สพฐ. ตั้งที่ปรึกษา จำนวน 53 คน รับค่าตอบแทนคนละ 3 หมื่นกว่าบาทต่อเดือน</p>

<p>อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ก.ล.ต. ส่งเอกสารผ่านไลน์ เพื่อเปิดให้ยื่นคำร้องปลดอายัดบัญชี</p>

<p>อันดับที่ 7 ข่าวจริง เรื่อง แนวปฏิบัติบรรเทาผลกระทบให้ผู้ค้าภาครัฐในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง</p>

<p>สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม &nbsp;เรื่อง &ldquo;สงกรานต์ เป็นคำในภาษากัมพูชา แต่ถูกไทยนำไปใช้&rdquo; กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ยืนยันเป็น &ldquo;ข่าวปลอม&rdquo; จากข้อกล่าวอ้างที่ระบุว่าไทยนำคำว่า &ldquo;สงกรานต์&rdquo; จากกัมพูชาไปใช้ เป็นข้อมูลเท็จและไม่สอดคล้องกับหลักฐานทางวิชาการ ซึ่งคำดังกล่าวมีต้นกำเนิดจากภาษาสันสกฤตและถูกนำมาใช้ในหลายประเทศในภูมิภาคในลักษณะของ &ldquo;มรดกวัฒนธรรมร่วม&rdquo; ความแตกต่างที่แท้จริงอยู่ที่ &ldquo;วิธีการใช้คำและการตีความทางวัฒนธรรม&rdquo; กล่าวคือ ไทยใช้คำนี้เป็นชื่อเทศกาลโดยตรง ขณะที่กัมพูชาใช้คำพื้นเมืองเป็นหลักและใช้คำสันสกฤตในเชิงพิธีกรรม ดังนั้น การทำความเข้าใจประเด็นนี้ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักวิชาการและบริบททางวัฒนธรรมร่วม มากกว่าการตีความในเชิงความเป็นเจ้าของของชาติใดชาติหนึ่ง</p>

<p>อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง &nbsp;โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด</p>

<p>หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่<br />
| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com<br />
| Line ID: @antifakenewscenter<br />
| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand<br />
| X : @AFNCThailand<br />
| TikTok : @antifakenewscenter<br />
| IG : afnc_thailand/</p>

<p>---------------------------------------------------------------</p>

<p>ข้อมูลจาก&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/163283">https://www.thaigov.go.th/th/news/163283</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/20260422353e4d14655cffe39ce6ae2ac2dc6932144556.jpg' type='image/jpg' length='208366' />
</item>
<item>
<title><![CDATA["อรรษิษฐ์" สั่งการ 5 ข้อ กำชับผู้ว่าฯ 4 จังหวัดชายแดนไทย-เมียนมา "ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย" ]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/496703</link>
<guid isPermaLink="false">376e0c67420686ff832e0a5f3cb0cf69</guid>
<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 14:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วานนี้ (21 เม.ย. 69) เวลา 18.00 น.&nbsp;<strong>นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า</strong><strong>&nbsp;ในปัจจุบันสถานการณ์การสู้รบภายในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมามีแนวโน้มทวีความรุนแรง และขยายตัวในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณตรงข้ามแนวชายแดนไทยในรัฐกะเหรี่ยงและรัฐคะยา</strong></p>

<p><strong>&quot;</strong>จากสถานการณ์ดังกล่าว พบการปะทะระหว่างกองกำลังรัฐบาลเมียนมาและกลุ่มชาติพันธุ์หลายจุด โดยใช้กำลังทางทหาร อากาศยาน และอาวุธวิถีโจมตีเป้าหมาย อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนเมียนมาได้รับผลกระทบ บาดเจ็บ เสียชีวิต และหนีภัยเข้ามาใกล้แนวชายแดนไทย ขณะเดียวกัน มีความเสี่ยงจากกระสุนหรืออาวุธตกในเขตพื้นที่ไทย ซึ่งอาจกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา<strong>&quot;</strong></p>

<p><strong>ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า</strong>&nbsp;เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบต่อความปลอดภัยประชาชนตามแนวชายแดน และรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ&nbsp;<strong>กระทรวงมหาดไทย จึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย ยกระดับความเข้มข้นดูแลพื้นที่ 5 ด้าน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ</strong>&nbsp;ได้แก่&nbsp;<strong>1.</strong>&nbsp;ประสานการปฏิบัติและบูรณาการหน่วยงานฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ โดยเพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวน ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และเฝ้าระวังช่องทางธรรมชาติ เฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายกำลังอาวุธ หรือการล้ำแดน พร้อมทั้งซักซ้อม และเตรียมความพร้อมแผนเผชิญเหตุ กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรือสถานการณ์มีการลุกลามเข้ามาในเขตแดนไทย<strong>&nbsp;2.</strong>&nbsp;แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้รับทราบสถานการณ์ หลีกเลี่ยงพื้นที่ชายแดนหรือพื้นที่เสี่ยงภัย เตรียมความพร้อมการดำเนินการตามแผนอพยพประชาชนในพื้นที่แนวชายแดน และกำหนดจุดปลอดภัย/ศูนย์พักพิงชั่วคราวให้พร้อมใช้งาน&nbsp;<strong>3.</strong>&nbsp;เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่สำคัญ&nbsp;<strong>4.</strong>&nbsp;ให้ความสำคัญด้านการบริหารจัดการข้อมูลและการสื่อสาร โดยสื่อสารข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง ลดความตื่นตระหนกและป้องกันข่าวปลอม&nbsp;<strong>และ 5.</strong>&nbsp;เฝ้าระวังและควบคุมการข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจตรา และเฝ้าระวังการลักลอบนำเข้า - ส่งออกสินค้าข้ามแดนที่เป็นสิ่งผิดกฎหมายทุกประเภท</p>

<p>ข้อมูลจาก&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/163279">https://www.thaigov.go.th/th/news/163279</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/202604227ac910670c517eb9ad6ac6c38e134a7a142919.jpg' type='image/jpg' length='92063' />
</item>
<item>
<title><![CDATA["อนุทิน" มอบนโยบายผู้บริหาร มท.-ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ สั่งผู้ว่าฯ เป็น Single Command ลุยงานเชิงรุกรับมือวิกฤต 4 ภัยหลัก ]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/496705</link>
<guid isPermaLink="false">3403216f1351bf63c4340868ec5bb187</guid>
<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 14:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (22 เม.ย. 69) เวลา 08.09 น. ที่ห้องประชุมราชบพิธ ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุสรณ์ กระทรวงมหาดไทย&nbsp;<strong>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย</strong><strong>&nbsp;เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญกระทรวงมหาดไทยพร้อมมอบนโยบายและข้อสั่งการให้กับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศผ่านระบบการประชุมทางไกล</strong>&nbsp;โดยนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมมอบนโยบาย โดยมี นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยรองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย อธิบดี ผู้ว่าการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ที่ปรึกษาระดับทรงคุณวุฒิ ผู้ช่วยปลัดกระทรวง รองอธิบดี หัวหน้าหน่วยงานระดับกองและสำนัก เข้าร่วมประชุม โดยผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด นายอำเภอ และข้าราชการในส่วนภูมิภาค&nbsp;<strong>ร่วมประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์</strong></p>

<p><strong>นายอนุทิน กล่าวว่า</strong>&nbsp;<strong>ขอขอบคุณที่ได้ร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียงกันในวันนี้ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทยและติดตามสถานการณ์ด้านสาธารณภัย ความมั่นคง รวมทั้งการพัฒนาในมิติอื่น ๆ ของประเทศ</strong>&nbsp;เพื่อที่จะร่วมกันหาทางออกและแก้ไขปัญหาสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แม้ว่าประเทศนี้จะมีปัญหาหรือมีวิกฤตการณ์ใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชน กระทรวงมหาดไทยคือหน่วยงานหลักในการบริหารราชการในส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ซึ่งหนีไม่พ้นที่จะใช้บทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัดในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้การขับเคลื่อนงานภารกิจดังกล่าวได้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด &quot;ขอให้ทุกหน่วยในกระทรวงมหาดไทยดำเนินการเชิงรุกโดยเร็วที่สุด ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปแล้ว เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 69 ดังนั้นการบริหารราชการแผ่นดินจะต้องเร่งดำเนินไปด้วยความรวดเร็ว และเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และภัยพิบัติต่างๆ รวมถึงการเตรียมความพร้อมในภัยพิบัติในห้วงต่อไปด้วย&quot;</p>

<p><strong>&quot;</strong>ในการดำเนินการที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยมีความพยายามที่จะแก้ไขสถานการณ์ ทั้งในเชิงป้องกันและการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ แต่ต้องอาศัยการใช้งบประมาณของราชการไปจำนวนมาก ซึ่งทุกครั้งเมื่อเกิดสถานการณ์เรามักจะตรงไปที่การดูแลเยียวยาพี่น้องประชาชน แต่หากมองในภาพรวมงบประมาณที่ใช้ไปกับการเยียวยาเหล่านั้นแทบจะไม่ได้แก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ดังนั้นการจ่ายเงินเยียวยาจึงไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหา แต่สิ่งที่จะต้องทำคือจะต้องหาแนวทางวิธีการป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสาธารณูปโภคในจังหวัดในพื้นที่ต่างๆ การบังคับใช้กฎหมาย กำกับควบคุมดูแลไม่ให้คนในพื้นที่กระทำการผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องบริหารราชการโดยไม่รอส่วนกลาง เพราะท่านมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารสถานการณ์ในพื้นที่ของท่าน และวันนี้เราต้องเผชิญภัยทางด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคง ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็น 4 ภัยหลักตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายให้ความสำคัญกับภัยเหล่านี้ ขอให้ท่าน &quot;Grouping&quot; จัดกลุ่มงานเหล่านี้เพื่อที่จะให้เราสนับสนุนงาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดได้ปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่<strong>&quot; นายอนุทิน กล่าว</strong></p>

<p><strong>เรื่องการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM 2.5</strong>&nbsp;ถือเป็นนโยบายที่ได้มอบให้ทุกจังหวัดได้ถือปฏิบัติโดยเร่งด่วน จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่เป็น &quot;Single Command&quot; ในการสั่งการควบคุมสถานการณ์บริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ ทันท่วงที และมีประสิทธิภาพสูง ท่านสามารถบูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน รวมไปถึงฝ่ายทหาร พลเรือน และความมั่นคง ในด้านการป้องกันปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM 2.5 ตลอดจนภัยพิบัติอื่นๆ ดังนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องมีการวางแผนอย่างดีในการที่จะควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของท่านอย่างเต็มที่ สามารถบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้กระทำผิด ประสานกับตำรวจ เจ้าพนักงานตามกฎหมาย อาทิ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ ซึ่งการลักลอบจุดไฟเผาป่าต้องไม่เกิดขึ้นและต้องดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด ในการปฏิบัติการควบคุมไฟป่า ขอให้ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่จัดทำแนวกันไฟ ประสานขอความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีอุปกรณ์และสรรพกำลังในการดับไฟป่า เพื่อสนับสนุนภารกิจในพื้นที่เสี่ยงหรือเข้าถึงยาก เรามีอากาศยานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่พร้อมเข้าถึงพื้นที่นอกจากนี้ได้ร่วมกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกองทัพ พร้อมที่จะสนับสนุนยวดยานพาหนะปฏิบัติการในพื้นที่เสี่ยง นอกจากนี้ ให้ประสานร่วมกับกระทรวง อว. หรือ DES ในการใช้ข้อมูลเทคโนโลยี ติดตามหาจุดความร้อน &quot;Hotspot&quot; เพื่อวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาอย่างแม่นยำ และสามารถเข้าไปดับไฟได้อย่างทันท่วงที</p>

<p><strong>นายอนุทิน กล่าวต่อไปอีกว่า</strong><strong>&nbsp;ขอให้นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาประยุกต์ในการป้องกันไฟป่า โดยยกตัวอย่างแนวทางภูมิปัญญาชาวบ้าน ตามแนวคิดป่าเปียก ที่มีแหล่งน้ำคลองไส้ไก่ สูบน้ำขึ้นไปยังที่สูงแล้วปล่อยลงมาให้ป่าเปียกชุ่มน้ำ ซึ่งจะช่วยให้ใบไม้แห้งเกิดความชื้นเปียก ลดโอกาสเกิดไฟป่าหมอกควันได้</strong>&nbsp;และยังทราบมาว่ากระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับกระทรวง อว. และ DES นำระบบ Gistda มาใช้ในการติดตามระบุพื้นที่มีการปลูกพืชผลทางการเกษตรในประเทศเพื่อนบ้าน หากผลผลิตที่ได้มานั้นเกิดจากการเผาป่าหรือส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม เราก็พร้อมที่จะไม่อนุญาตให้มีการนำเข้าไม่ว่าจะเป็นผลผลิตทางการเกษตรเหล่านั้น หากมีการลักลอบนำเข้ามา ต้องดำเนินการทางกฎหมายอย่างเต็มที่ ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ตรวจสอบตรวจตราบูรณาการความร่วมมือดำเนินการอย่างเต็มที่ คำนึงถึงความถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย โดยไม่มีประโยชน์แอบแฝงเอื้อประโยชน์ต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ส่งผลถึงชาวบ้านและประเทศชาติสูงสุด</p>

<p><strong>เรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาวาตะภัย และพายุฤดูร้อน</strong>&nbsp;ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้เตรียมการวางแผนให้พร้อม ร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กำกับดูแลการสร้างแนวกันดิน ในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ จัดการไม่ให้มีสิ่งกีดขวาง ขยะมูลฝอย ซากพืช กีดขวางทางน้ำ ทำให้น้ำไหลลงไปแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่หรือแม่น้ำสายหลักได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องวางแผนจะช่วยลดผลกระทบจากภัยพิบัติที่จะเกิดในพื้นที่ได้ และขอให้ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย การไฟฟ้า การประปา องค์การตลาด องค์การจัดการน้ำเสีย หากมีเรื่องจำเป็นที่ส่งผลกระทบต่อการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและภัยพิบัติ เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ขอให้ท่านได้ดำเนินการทันทีไม่รีรอ ถือว่าเป็น &quot;CSR&quot; โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลกำไรหรือ &quot;KPI&quot; ขององค์กร สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเครดิตที่จะทำประโยชน์ บรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนหลัก ช่วยเหลือประเทศชาติเป็นอันดับแรก</p>

<p><strong>เรื่องการแก้ไขและพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยยึดหลัก &quot;เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา&quot; เป็นในการดำเนินงานในพื้นที่</strong>&nbsp;บูรณาการความมั่นคงควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจคุณภาพชีวิตของประชาชน ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เน้นการสื่อสารในเชิงสร้างสรรค์ บูรณาการทำงานร่วมกับตำรวจ ทหาร เป็นหนึ่งเดียวกัน มุ่งเน้นสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นและความเป็นธรรมแก่ประชาชน ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่บริหารจัดการอย่างเต็มที่</p>

<p><strong>เรื่องการรับมือสถานการณ์วิกฤตพลังงาน</strong>&nbsp;อันเนื่องมาจากสถานการณ์สู้รบในประเทศตะวันออกกลาง การเข้าถึงแหล่งพลังงาน ประเทศไทยเรามีความสามารถในการนำเข้าน้ำมันเพื่อให้บริการประชาชน ต้องขอขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศทุกท่านที่ได้ปฏิบัติการให้บรรลุตามเป้าหมายของเราในการช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยให้พี่น้องประชาชนได้เดินทางสัญจรกลับได้อย่างสะดวก การอำนวยความสะดวกผ่อนปรนเวลาเดินรถขนส่งน้ำมัน ช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงการป้องกันการกักตุนน้ำมัน ซึ่งท่านได้บูรณาการบริหารบริหารจัดการการ ควบคุมดูแลสถานการณ์บริการน้ำมันในแต่ละจังหวัดได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ขอให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะ การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ได้ศึกษาเรื่องการมาตรการประหยัดไฟฟ้า เปิดปิดไฟในโซนพื้นที่จำเป็น รวมถึงมาตรการพลังงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาภาวะวิกฤตพลังงานในอนาคต</p>

<p><strong>เรื่องมาตรการด้านเศรษฐกิจ</strong>&nbsp;ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะ &quot;รัฐบาลของจังหวัด&quot; ได้เตรียมการอำนวยความสะดวกพี่น้องประชาชนในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ &quot;ไทยช่วยไทย พลัส&quot; ตามที่รัฐบาลจะได้มีมาตรการในระยะใกล้นี้ รวมถึงบัตรสวัสดิการ เพื่อส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจ เสริมสภาพคล่องหมุนเวียนในเศรษฐกิจ การพัฒนาประเทศ ให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนสูงสุด นอกจากนี้ เรื่องการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ดำเนินตามนโยบายและแนวทางที่รัฐบาลได้ให้ไว้อย่างเคร่งครัด เนื่องจากเรามีความจำเป็นต้องปรับรูปแบบการใช้งบประมาณ ให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ของโลก ตัวอย่างเช่นแนวทาง &quot;Zero-Based Budgeting&quot; อิงสถานการณ์ปัจจุบันและวางแผนการใช้งบประมาณ ไม่คำนึงถึงฐานงบประมาณที่ผ่านมา รวมถึงลดงบประมาณในการศึกษาดูงาน การจัดประชุม การสร้างอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ขอให้ใช้วิธีการเช่าแทน การเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า EV มากขึ้น ตลอดจนเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Net Zero ที่กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับองค์การสหประชาชาติ UN ผลักดันขับเคลื่อนทำให้ประเทศไทยมีจุดยืนบนเวทีโลก จึงขอให้ทุกท่านได้ตระหนักและให้ความสำคัญ รวมถึงการแลกเปลี่ยนแนวคิดเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยในเวทีสากลต่อไปได้</p>

<p><strong>&quot;</strong><strong>ขอให้พวกเราเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำงานให้กระทรวงมหาดไทย ประชาชน และประเทศของเรา หากมีปัญหาอุปสรรคที่ต้องการหารือขอให้ท่านไม่รีรอที่จะตรงเข้ามา ให้ถือว่าเราเป็นเหมือนเพื่อนร่วมงาน ไม่มีลำดับขั้น ไม่มีนาย เราต่างกันแค่หน้าที่ ให้คิดว่าทำงานให้บ้านเมืองด้วยกัน และพร้อมสนับสนุนซึ่งกันและกันในทุกด้าน ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ &quot;บำบัดทุกข์บำรุงสุข&quot; เพื่อพี่น้องประชาชน</strong><strong>&quot; นายอนุทิน กล่าวในช่วงท้าย</strong></p>

<p>ข้อมูลจาก&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/163280">https://www.thaigov.go.th/th/news/163280</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/20260422c29cbbccb10898adae212b6bea81aa69143008.jpg' type='image/jpg' length='160252' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมการจัดหางาน รับสมัครชายไทย ฝึกงานญี่ปุ่น IM Japan ครั้งที่ 3 ในอุตสาหกรรมการผลิตและก่อสร้าง สมัครออนไลน์ ฟรี!]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/496698</link>
<guid isPermaLink="false">1873b5a66b42e5fdd99c1d78446d4c43</guid>
<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 14:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h3><strong>นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครคัดเลือกผู้ฝึกงานเทคนิคคนไทยไปฝึกงาน ณ ประเทศญี่ปุ่น ผ่านองค์กร&nbsp;IM Japan ประจำปี 2569 ครั้งที่ 3 (เพศชาย)</strong></h3>

<p>&nbsp;</p>

<p>ในประเภทงานอุตสาหกรรมการผลิตและอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยแบ่งการรับสมัครออกเป็น 4 รอบ ได้แก่ รอบที่ 1 วันที่ 1 - 31&nbsp;พฤษภาคม 2569 รอบที่ 2 วันที่ 1 - 30 มิถุนายน 2569 รอบที่ 3 วันที่ 1 - 31 กรกฎาคม 2569 และรอบที่ 4&nbsp;วันที่&nbsp; 1 - 31 สิงหาคม 2569 สมัครได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมสิทธิประโยชน์ อาทิ ตั๋วเครื่องบินไป - กลับฟรี เบี้ยเลี้ยงเดือนแรก 80,000 เยน หรือประมาณ 16,141 บาท ฟรี ค่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟ เดือนที่ 2 ถึงเดือนที่ 36 จะได้ค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายญี่ปุ่นกำหนด ประมาณ 170,000 เยนต่อเดือน หรือประมาณ 34,312 บาท&nbsp;เมื่อสำเร็จการฝึกปฏิบัติครบ 3 ปี จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการฝึกงานทางเทคนิค และเงินสนับสนุนการประกอบอาชีพ&nbsp;จำนวน 600,000 เยน หรือประมาณ 121,055 บาท (ขึ้นกับอัตราแลกเปลี่ยน) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพเมื่อเดินทางกลับประเทศไทย ผู้ที่สนใจสามารถสมัครสอบได้ที่เว็บไซต์&nbsp;toea.doe.go.th&nbsp;ตลอด 24 ชั่วโมง และไม่เว้นวันหยุดราชการ</p>

<p>&ldquo;โครงการดังกล่าวเป็นโอกาสสำคัญสำหรับชายไทยในการพัฒนาทักษะและเพิ่มประสบการณ์ทำงานในต่างประเทศ&nbsp;โดยเฉพาะญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยการฝึกปฏิบัติงานทางเทคนิคครั้งนี้ครอบคลุมหลายสาขา ทั้งประเภทงานอุตสาหกรรมการผลิต เช่น งานหล่อแบบ งานกลึงโลหะ งานปั๊มขึ้นรูปโลหะ งานเชื่อมโลหะ งานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ งานบำรุงรักษาเครื่องจักร งานพ่นสี งานแปรรูปอาหาร และประเภทงานอุสาหกรรมก่อสร้าง เช่น งานนั่งร้าน&nbsp;งานก่อสร้างแบบหล่อ งานก่อสร้างโครงเหล็ก งานระบบท่อ และงานเดินท่อ&rdquo;&nbsp;<strong>อธิบดีกรมการจัดหางาน</strong>&nbsp;กล่าว</p>

<p><strong>นายสมชายฯ</strong>&nbsp;กล่าวว่า คุณสมบัติเบื้องต้นเป็นเพศชาย อายุ 18 - 30 ปี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6&nbsp;ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือปริญญาตรีไม่จำกัดสาขาวิชา สูงไม่ต่ำกว่า 160 เซนติเมตร สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ พ้นภาระทางทหาร ตาไม่เหล่ ไม่บอดสี การได้ยินปกติ ไม่มีรอยสักบนร่างกาย ไม่มีประวัติอาชญากรรม ไม่เคยฝึกงานทางเทคนิคที่ประเทศญี่ปุ่น โดยใช้วีซ่า&nbsp;Technical Intern&nbsp;หรือเคยฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่นแบบมีทักษะ ไม่เคยทำงานหรือเข้าเมืองหรือพำนัก โดยผิดกฎหมายหรือต้องห้ามเข้าญี่ปุ่น เป็นต้น&nbsp;สำหรับการสอบคัดเลือกจะใช้วิธีการ ตรวจร่างกาย ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย และประเมินภาษาญี่ปุ่น ณ ศูนย์สอบกรุงเทพมหานคร โดยจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบ รอบที่ 1 ในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 และรอบที่ 2 ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ทางเว็บไซต์กรมการจัดหางาน&nbsp;doe.go.th/prd&nbsp;เว็บไซต์กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ&nbsp;doe.go.th/overseas&nbsp;และ&nbsp;facebook: IMthailand</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 - 10 หรือกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน โทร. 0 2245 9428 หรือสายด่วน กรมการจัดหางาน โทร. 1506 กด 2</p>

<p>ข้อมูลจาก&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/163278">https://www.thaigov.go.th/th/news/163278</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/20260422557ac5791ac748861e68103522317265142447.png' type='image/png' length='1619802' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ปลัดดีอี ให้การต้อนรับ ผู้แทน มจร. ในโอกาสศึกษาดูงาน ระบบ e-Office ภายใต้ GDCC]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/496696</link>
<guid isPermaLink="false">4dc195a03d4c06adcf6b65134cc73861</guid>
<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 14:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันที่ 22 เมษายน 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดีอี ให้การต้อนรับ คณะศึกษาดูงานจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ในโอกาสเข้าร่วมหารือแนวทางการใช้งานระบบ การบริหารจัดการสำนักงาน (e-office) ภายใต้ GDCC เพื่อศึกษาแนวทางกระบวนการทำงานแบบไร้กระดาษ (Paperless) และการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเอกสารภาครัฐ โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม ชั้น 10 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบ VDO Conference</p>

<p>ข้อมูลจาก&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/163277">https://www.thaigov.go.th/th/news/163277</a></p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/2026042223a9a4ce8fb94b6f3dd3dc8cc5b73e70142248.jpg' type='image/jpg' length='351110' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดีอี ร่วมประชุม ADGSOM-ATRC Leaders' Retreat 2569 ขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านดิจิทัลอาเซียน]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/496694</link>
<guid isPermaLink="false">9f80ea3debc895ea7e52af7ec1bec065</guid>
<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 14:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันที่ 22 เมษายน 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านดิจิทัลและผู้นำสภาหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแห่งอาเซียน อย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 1 &nbsp;(The 1st ASEAN Digital Senior Officials Meeting - ASEAN Telecommunications Regulators&rsquo; Council Leaders&rsquo; Retreat: ADGSOM-ATRC Leaders&#39; Retreat) ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 21-22 เมษายน 2569 ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยมีเวียดนามในฐานะประธาน ADGSOM ทำหน้าที่ประธานการประชุมฯ ณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม</p>

<p>ที่ประชุมฯ ได้มีการพิจารณาประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านดิจิทัลอาเซียน ได้แก่ &nbsp;<br />
(1) การดำเนินการตามแผนแม่บทอาเซียนด้านดิจิทัล ค.ศ. 2030 (ASEAN Digital Masterplan 2023)&nbsp;<br />
(2) การดำเนินการตามผลการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 6 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (The 6th ASEAN Digital Ministers&rsquo; Meeting: The 6th ADGMIN) (3) การติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการโครงการ ภายใต้ ADGSOM และ ATRC ปี 2569 (4) การพิจารณาข้อเสนอแนวคิดโครงการ ภายใต้ ADGSOM และ ATRC สำหรับดำเนินการในปี 2570 และ (5) การรับรองแผนงานด้านดิจิทัลระหว่างอาเซียนกับคู่เจรจาและหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา ที่จะดำเนินการในปี 2569 เป็นต้น</p>

<p>โดยในส่วนของประเทศไทย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ. หรือ ETDA) ได้นำเสนอข้อเสนอแนวคิดโครงการ ASEAN Platform Transparency, Algorithmic Accountability and Cross-Border Data Governance Cooperation Framework มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความรับผิดชอบในระบบนิเวศดิจิทัลของอาเซียน โดยการจัดทำกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านความโปร่งใสของแพลตฟอร์มดิจิทัลและการกำกับดูแลข้อมูลข้ามพรมแดน &nbsp;</p>

<p>ข้อมูลจาก&nbsp;</p>

<div data-oembed-url="https://www.thaigov.go.th/th/news/163276">
<div>
<div style="left: 0; width: 100%; height: 140px; position: relative;"><iframe allowfullscreen="" src="//if-cdn.com/UHTkNcqB?app=1" style="top: 0; left: 0; width: 100%; height: 100%; position: absolute; border: 0;" tabindex="-1"></iframe></div>
</div>
<script async="" charset="utf-8" src="//if-cdn.com/embed.js"></script>
</div>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/20260422a6a38a7e4be233636929cb7dd6eb02b4142122.jpg' type='image/jpg' length='322591' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ อนุทิน นำประชุมทบทวนงบปี 2570 ย้ำตัดรายจ่ายไม่จำเป็น]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/496691</link>
<guid isPermaLink="false">440fcd2b1a620865e5a3a24ab57df3f2</guid>
<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 14:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h3>รักษาวินัยการคลัง รับมือเศรษฐกิจผันผวน</h3>

<p>วันที่ (22 เมษายน 2569) เวลา 10.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมพิจารณาพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ร่วมกับ 4 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการคลัง (กค.) สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)</p>

<p>นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมการพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 24 เพื่อเป็นการกำหนดนโยบายงบประมาณประจำปี ประมาณการรายได้ วงเงินงบประมาณรายจ่าย และวิธีการเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ โครงสร้างงบประมาณ รวมทั้งการกำหนดกรอบประมาณการรายจ่าย ประมาณการรายรับ และฐานะการคลังรัฐบาล เป็นการล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามปี&nbsp;</p>

<p>การพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณในวันนี้ เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ ภายใต้สถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง ท่ามกลางการสู้รบที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงาน และเศรษฐกิจทั่วโลก ภาครัฐจึงมีความจำเป็นต้องปรับวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในทรัพยากรที่น้อยลง ส่งผลให้การจัดทำงบประมาณฯ มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก ดังนั้น เพื่อให้การเปิดประชุมจัดทำงบประมาณรายจ่าย ยังคงรักษาวินัยการเงินการคลัง รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง จะต้องมีการตัดลดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด รวมถึงแสดงให้เห็นถึงวิธีคิดในการวางแผนงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง</p>

<p>โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ไว้ตามกรอบวงเงินเดิม ตามมติคณะรัฐมนตรีในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 จำนวน 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นจำนวน 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 โดยมีประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิ จำนวน 3,000,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 79,400 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 2.7 และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล จำนวน 788,000 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 72,000 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 8.4 ซึ่งสอดคล้องกับแผนการคลังระยะปานกลาง&nbsp; (ปีงบประมาณ 2570 -2573) ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 และมีสัดส่วนทางการคลังต่าง ๆ เป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ</p>

<p>ทั้งนี้ วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 3,788,000 ล้านบาท ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ ภายใต้สถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง ที่ส่งผลกระทบโดยตรง ต่อความมั่นคงทางพลังงานและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจทั่วโลก โดยให้หน่วยรับงบประมาณพิจารณานำเงินนอกงบประมาณมาดำเนินภารกิจของหน่วยรับงบประมาณเป็นลำดับแรก และพิจารณาแหล่งเงินอื่นเพื่อดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐ เช่น เงินกู้ การร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย เพื่อลดภาระงบประมาณในภาพรวมของประเทศ&nbsp;</p>

<p>สำนักงบประมาณจะได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวันอังคารที่ 28 เมษายน 2569</p>

<p>&ldquo;ย้ำว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 จะต้อง &ldquo;ตรงเป้า แม่นยำ&rdquo; และตอบโจทย์นโยบาย &ldquo;10 พลัส&rdquo; ยึดหลักความคุ้มค่า และZero-based Budgeting&nbsp;พิจารณาความจำเป็น เร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน รวมทั้งให้พิจารณาถึงความครอบคลุมของทุกแหล่งเงิน&nbsp;โดยมีหลักปฏิบัติว่า การขอรับงบประมาณเพิ่มจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของปีที่ผ่านมา และต้องเป็นรายจ่ายลงทุนเท่านั้น&rdquo; นายกรัฐมนตรีย้ำ</p>

<p>ข้อมูลจาก&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/163274">https://www.thaigov.go.th/th/news/163274</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/202604228663a9d47a1e51bdc6a785e4c5d942a1142004.jpg' type='image/jpg' length='180144' />
</item>
</channel>
</rss>
