<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ทันข่าว]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/index/id/33</link>
<atom:link href="https://www.prd.go.th/th/content/category/index/id/33" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดกิจกรรม “CHUD THAI KNOWLEDGE, CRAFTSMANSHIP AND PRACTICES OF THE THAI NATIONAL COSTUME”]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/541056</link>
<guid isPermaLink="false">f3f3b95bb0fcffb17849be477949a3fb</guid>
<pubDate>Sun, 13 Sep 2026 06:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดกิจกรรม &ldquo;CHUD THAI KNOWLEDGE, CRAFTSMANSHIP AND PRACTICES OF THE THAI NATIONAL COSTUME&rdquo; ระหว่างวันที่ 17&ndash;18 กันยายน ๒๕๖๙ ณ Hyokeikan, Tokyo National Museum กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น นับเป็นหมุดหมายสำคัญทางวัฒนธรรมที่สะท้อนวิสัยทัศน์ในการสร้างองค์ความรู้ &ldquo;ชุดไทย&rdquo; สู่เวทีโลก</p>

<p>โดยในวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๖๙ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นองค์ประธานในการแสดงแบบชุดไทยพระราชนิยมทั้ง ๘ แบบ และเสื้อพระราชทานทั้ง ๓ แบบ ทั้งนี้ในงาน ยังมีการสาธิตกระบวนการสร้างสรรค์เครื่องประดับไทยโบราณซึ่งเป็นงานศิลป์ชั้นสูง อาทิเช่น เครื่องประดับและศิลปะการพันดิ้น การปักสดึงกรึงไหม งานช่างเครื่องเงินเครื่องทอง กระเป๋าผ้าเทคนิคประคบทองโบราณ และ ผ้าไหมทอลายมงคล โดยกิจกรรมทั้งหมดถูกนำเสนอในฐานะงานออกแบบร่วมสมัยที่สะท้อนโครงสร้างเชิงศิลป์ มิใช่เพียงวัตถุทางประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นมรดกที่ยังคงมีชีวิตและสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง</p>

<p>รากฐานสำคัญของการสร้างองค์ความรู้ชุดไทยสู่เวทีโลก สืบเนื่องมาจากพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมุ่งมั่นอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ โดยเฉพาะด้านเครื่องแต่งกายซึ่งเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์สำคัญของประเทศไทย</p>

<p>ชุดไทยพระราชนิยมประกอบด้วย ๘ รูปแบบ ได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยดุสิต ชุดไทยจักรี ชุดไทยศิวาลัย และชุดไทยจักรพรรดิ ซึ่งได้รับพระราชทานนามตามพระที่นั่งและพระตำหนักในพระบรมมหาราชวังและพระราชวังดุสิต อีกทั้งยังมีเสื้อพระราชทานสำหรับบุรุษ ๓ รูปแบบ สะท้อนถึงเกียรติยศและความภาคภูมิใจของผู้สวมใส่ ตลอดจนพัฒนาการของมรดกเครื่องแต่งกายไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน</p>

<p>ที่มา : เพจผ้าไทยใส่ให้สนุก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/202609132324592f37e015a52d659118319a142a063442.jpg' type='image/jpg' length='51482' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“รุทธพล” เปิด 7 นโยบายช่วยประชาชนเข้าถึงความเป็นธรรม หนุนกองทุนยุติธรรมช่วยสู้คดี ประสานประเทศเพื่อนบ้านสกัดยาเสพติด ไล่ทรัพย์อาชญากรรมออนไลน์คืนเหยื่อ ]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/541017</link>
<guid isPermaLink="false">4c201313cde2a5f83098b53b250666ac</guid>
<pubDate>Sat, 12 Sep 2026 12:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;รุทธพล&rdquo; เปิด 7 นโยบายช่วยประชาชนเข้าถึงความเป็นธรรม หนุนกองทุนยุติธรรมช่วยสู้คดี ประสานประเทศเพื่อนบ้านสกัดยาเสพติด ไล่ทรัพย์อาชญากรรมออนไลน์คืนเหยื่อ&nbsp;</p>

<p>พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ &ldquo;คุยกับครม.อนุทิน&rdquo; ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT2HD เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 ถึงการขับเคลื่อนงานกระทรวงยุติธรรม ทั้งการเร่งรัดความช่วยเหลือประชาชน การสนับสนุนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม การปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมออนไลน์ ตลอดจนการไกล่เกลี่ยหนี้สิน โดยระบุว่า การจัดมหกรรมแก้หนี้สินครัวเรือน 23 ครั้ง สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชนได้กว่า 5,000 ล้านบาท&nbsp;</p>

<p>🔴 ขับเคลื่อน 7 นโยบาย กำหนดกรอบเวลาแก้ยุติธรรมล่าช้า</p>

<p>พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า หลักคิดเรื่องความยุติธรรมที่ล่าช้าเป็นสิ่งที่กระทรวงยุติธรรมให้ความสำคัญ และนำมากำหนดแนวทางดำเนินงานภายใต้นโยบายหลัก 7 ข้อ ได้แก่ การน้อมนำโครงการพระราชดำริและพระบรมราโชบายไปปฏิบัติให้เกิดผล การปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ การแก้ไขปัญหายาเสพติด การคุ้มครองสิทธิและเยียวยาประชาชนให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม การพัฒนากฎหมายและระบบงานยุติธรรม การฟื้นฟูผู้กระทำผิดให้กลับคืนสู่สังคมโดยไม่กระทำผิดซ้ำ และการบริหารงานอย่างมืออาชีพ</p>

<p>ทั้งนี้ ได้กำหนดกรอบเวลาดำเนินงานและกำชับทุกกรม รวมถึงทุกหน่วยงานในสังกัด ให้เร่งรัดการปฏิบัติ จากเดิมที่บางเรื่องใช้เวลาหลายเดือน โดยร่วมกับปลัดกระทรวงยุติธรรมตรวจสอบความพร้อมของศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ตั้งแต่ขั้นตอนรับเรื่องไปจนถึงการส่งต่อ เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือและการเยียวยารวดเร็วยิ่งขึ้น</p>

<p>🔴 กองทุนยุติธรรมช่วยค่าประกัน&ndash;ทนาย เปิดทางคน &ldquo;คนจน&rdquo; สู้คดี</p>

<p>จากคำกล่าวที่ว่า &ldquo;คุกมีไว้ขังคนจน&rdquo; ซึ่งเป็นภาพจำของคนมาช้านาน พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่า แนวทางการดำเนินการของกระทรวงยุติธรรมเพื่อทำให้ความยุติธรรมมีความเท่าเทียมและเป็นธรรมแก่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจนก็ตาม โดยกระทรวงยุติธรรมมีกลไกช่วยเหลือประชาชน ทั้งการประกันตัว การให้คำปรึกษากฎหมาย และการเยียวยาผู้เสียหาย หลากหลายกลไก เช่น กองทุนยุติธรรม ศูนย์ยุติธรรมชุมชน และช่องทางสายด่วนเป็นส่วนหนึ่งในการเข้าถึงความช่วยเหลือ</p>

<p>สำหรับกองทุนยุติธรรมเป็นแหล่งเงินสำหรับช่วยเหลือประชาชนที่มีฐานะยากจนและไม่ได้รับความเป็นธรรม รวมถึงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการประกันตัวและค่าจ้างทนายความ อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือไม่ได้ครอบคลุมทุกกรณีโดยอัตโนมัติ แต่ต้องผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของคณะกรรมการที่รับผิดชอบ</p>

<p>🔴 ประสานประเทศเพื่อนบ้านสกัดยาเสพติด คู่ขนานปราบปรามผู้ค้า&ndash;ผู้มีอิทธิพล&ndash;ยึดทรัพย์<br />
พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า การแก้ไขปัญหายาเสพติด ตามที่รัฐบาลได้ประกาศให้เรื่องดังกล่าวเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกหน่วยงานต้องแก้ปัญหาร่วมกัน ในส่วนของกระรวงยุติธรรมได้ดำเนินการครบทุกมิติ ทั้งการป้องกัน การปราบปราม การบำบัดฟื้นฟู และการเฝ้าระวัง โดยมี ป.ป.ส. เป็นหน่วยงานหลักของกระทรวงยุติธรรม ทำงานร่วมกับตำรวจ ทหาร และหน่วยงานในพื้นที่</p>

<p>ในส่วนการป้องกัน ได้เดินทางร่วมกับเลขาธิการ ป.ป.ส. ไปยังประเทศลาวและพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ เพื่อสนับสนุนการตั้งจุดตรวจและการฝึกเจ้าหน้าที่ในพื้นที่รอยต่อระหว่างลาวกับเมียนมา มุ่งสกัดยาเสพติดตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ประเทศไทย รวมทั้งประสานความร่วมมือกับฝ่ายเมียนมาในการแก้ปัญหาและติดตามผู้ต้องหาที่หลบหนีข้ามแดน</p>

<p>ด้านการปราบปราม เน้นดำเนินการกับผู้ค้า ผู้มีอิทธิพล และการยึดทรัพย์สิน โดยยกตัวอย่างการตรวจยึดสารตั้งต้นจำนวนมาก ซึ่งหากหลุดรอดไปจะสามารถนำไปผลิตยาบ้าได้กว่าพันล้านเม็ด พร้อมระบุว่าการดำเนินงานต้องเชื่อมต่อจากหน่วยสกัดกั้นชายแดนเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน และใช้กลไกระดับจังหวัด อำเภอ และท้องถิ่นร่วมแก้ไขปัญหา</p>

<p>ขณะที่การบำบัดได้มีนโยบาย 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด เพื่อให้ผู้เสพเข้าถึงการักษาได้ใกล้บ้านและมีการติดตามฟื้นฟูให้กลับคืนสู่ครอบครัวและชุมชน</p>

<p>🔴 จัด 7 ชุดทำงานปราบออนไลน์&ndash;นอมินี พบใช้บัญชีนิติบุคคลตามเงินยากขึ้น<br />
พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวถึงการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ บัญชีม้า รวมถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ที่กำลังเป็นภัยคุกคามใหม่ของประชาชนในยุคปัจจุบันว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้รับมอบหมายให้เป็นประธานอนุกรรมการตรวจสอบและปราบปรามการกระทําความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ&nbsp;<br />
โดยทำงานวมกับตำรวจ DSI และหลากหลายหน่วยงาน เนื่องจากไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง</p>

<p>การดำเนินงานแบ่งเป็นชุดทำงานย่อย 7 ชุด ประกอบด้วยด้านการพนันออนไลน์และฟอกเงิน 4 ชุด และด้านนอมินี 3 ชุด โดยมีนายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นหัวหน้าชุด<br />
จากการประชุมติดตามผล พบว่ารูปแบบการใช้บัญชีในอาชญากรรมออนไลน์เปลี่ยนจากบัญชีบุคคลไปใช้บัญชีนิติบุคคล ทำให้ติดตามได้ยากขึ้น จึงต้องประสานข้อมูลกับหน่วยงานด้านการพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ดิน และสรรพากร เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและรวบรวมพยานหลักฐานร่วมกัน</p>

<p>นอกจากนี้ มีการลงพื้นที่ตรวจสอบเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดินและการดำเนินธุรกิจในพื้นที่ท่องเที่ยว เช่น ชลบุรี เกาะสมุย เกาะพะงัน และภูเก็ต โดย พล.ต.ท.รุทธพลระบุว่า การดำเนินการของ DSI ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การรับเป็นคดีพิเศษ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกับตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควบคู่กัน</p>

<p>🔴 เร่งสกัดเงินเหยื่อสแกมเมอร์ ก่อนโยกหลายทอด&ndash;ยึดทรัพย์เฉลี่ยคืน</p>

<p>สำหรับการ &ldquo;ทวงเงินคืนประชาชน&rdquo; หรือการช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพหลอกโอนเงิน พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า ปัญหาสำคัญคือคนร้ายสามารถโยกเงินผ่านบัญชีหลายทอดได้อย่างรวดเร็ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงพัฒนาระบบและจัดตั้งศูนย์ ACSC โดยมีตำรวจ ธนาคาร และ ป.ป.ง. ร่วมประสานงาน เพื่อเร่งดำเนินการเมื่อได้รับแจ้งเหตุ รวมถึงสกัดการถอนเงินและติดตามผู้เกี่ยวข้อง</p>

<p>ส่วนคดีที่ดำเนินการจับกุมและยึดทรัพย์ได้แล้ว จะเข้าสู่กระบวนการติดตามทรัพย์สินและเฉลี่ยคืนให้ผู้เสียหาย โดยประสาน ป.ป.ง. ดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการขายทอดตลาดก่อนนำเงินมาเฉลี่ยคืนตามกระบวนการ<br />
พล.ต.ท.รุทธพลระบุว่า ที่ผ่านมามีการดำเนินการคืนทรัพย์ให้ผู้เสียหายแล้วหลายกรณี โดยกล่าวถึงวงเงินรวมกว่า 130 ล้านบาท สะท้อนการช่วยเหลือทั้งในช่วงเกิดเหตุและหลังเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี</p>

<p>🔴 มหกรรมแก้หนี้ 23 ครั้ง ลดค่าใช้จ่ายประชาชนกว่า 5,000 ล้านบาท</p>

<p>รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้กล่าวถึงการให้ความช่วยเหลือประชาชนในเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สิน โดยใช้กลไกทางกฎหมายและหน่วยงานของกระทรวงยุติธรรม ลงพื้นที่ไปหาประชานภายใต้ &ldquo;มหกรรมแก้หนี้&rdquo; โดยเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานคุ้มครองสิทธิกับกรมบังคับคดี เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งก่อนการฟ้องคดีและเมื่อเข้าสู่ชั้นบังคับคดี โดยจัดงานในลักษณะกลุ่มจังหวัด เปิดให้ประชาชนจากพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมได้<br />
การจัดงาน 23 ครั้งทั่วประเทศ มีผู้เข้าร่วมกว่า 60,000 ราย และผู้ขอไกล่เกลี่ยหนี้สินกว่า 40,000 ราย โดยไกล่เกลี่ยได้สำเร็จเกือบทั้งหมด มีทุนทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกว่า 8,000 ล้านบาท และสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชนได้กว่า 5,000 ล้านบาท ผ่านการประสานความร่วมมือกับสถาบันการเงินและบริษัทที่เกี่ยวข้องประมาณ 40 แห่ง</p>

<p>พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า การจัดมหกรรมแก้หนี้ สามารถช่วยเหลือประชาชนในเรื่องปากท้องและค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก ซึ่งหลายครั้งที่ได้ไปเป็นประธานเปิดงานแล้ว ยังได้ไปร่วมพูดคุยทั้งกับลูกหนี้และสถาบันการเงินในฐานะเจ้าหนี้ เพื่อช่วยเจรจาไกล่เกลี่ย โดยพบทั้งกรณีที่ผู้ค้ำประกันต้องรับภาระแทนผู้กู้ที่หลบหนี และประชาชนที่ไม่สามารถรับภาระค่างวดเดิมได้</p>

<p>🔴 ยกตัวอย่างค่างวด 15,000 เหลือ 1,500 บาท เตรียมจัดแก้หนี้ต่อ</p>

<p>พล.ต.ท.รุทธพล ยกตัวอย่างหนึ่งในเคสที่ได้เข้าไปพูดคุย เป็นกรณีของหญิงคนนึงที่กู้เงินซื้อรถให้ลูกสาว แต่ลูกสาวนำรถไปจำนำต่อไม่สามารถนำรถกลับมาคืนบริษัทได้ แต่ผู้เป็นแม่ยังต้องผ่อนชำระเดือนละประมาณ 15,000 บาท โดยการเจรจาสามารถลดค่างวดเหลือเดือนละ 1,500 บาท ทำให้มีเงินเหลือสำหรับดูแลครอบครัวและเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลหลานคนเล็ก</p>

<p>อีกกรณีเป็นหนี้บัตรเครดิตกว่า 100,000 บาท ซึ่งเจรจาเหลือ 15,000 บาท รวมถึงการช่วยเหลือผู้ค้ำประกันหนี้หลายราย ทั้งนี้ ผลการเจรจาเป็นไปตามข้อเท็จจริงและข้อตกลงของแต่ละกรณี</p>

<p>รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าวว่า จะเดินหน้าจัดมหกรรมแก้หนี้ต่อเนื่อง พร้อมเชิญชวนประชาชนติดตามการประชาสัมพันธ์และเข้าร่วมงานในจังหวัดใกล้เคียง เพื่อเปิดโอกาสเจรจากับเจ้าหนี้และบรรเทาภาระที่กระทบต่อชีวิตประจำวัน โดยเห็นว่าเงินที่ประชาชนประหยัดได้จะช่วยให้สามารถดูแลครอบครัวและดำเนินชีวิตได้ดีขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/20260912e496d02e4630e184d925bc19ae5d1e22125044.jpg' type='image/jpg' length='215369' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ในหลวง โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พระราชินี ทรงดำรงตำแหน่ง สภานายิกาสภากาชาดไทย]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/540645</link>
<guid isPermaLink="false">2cfe74e74d4643ea38ba6840b26c84ad</guid>
<pubDate>Thu, 10 Sep 2026 17:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><b>ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย มีผลตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2569 เป็นต้นไป</b><br />
<br />
วันนี้ (9 กันยายน) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศแต่งตั้งสภานายิกาสภากาชาดไทย ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า<br />
<br />
นับตั้งแต่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทยยังว่างอยู่<br />
<br />
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทย พระพุทธศักราช 2461 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ให้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย<br />
<br />
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2569 เป็นต้นไป<br />
<br />
ประกาศ ณ วันที่ 9 กันยายน 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/20260910e075a981c252834bb8392d5d81815c48173009.jpg' type='image/jpg' length='321510' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ 14–16 กันยายน 2569]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/540630</link>
<guid isPermaLink="false">5e1f1bdd5180b334ff3d3a00c672c286</guid>
<pubDate>Thu, 10 Sep 2026 17:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เผยแพร่ประกาศ</strong> พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ <strong>14&ndash;16 กันยายน 2569</strong> ตามคำทูลเชิญของ <strong>นายโต เลิม (To Lam)</strong> เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อทรงเจริญพระราชไมตรีและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเวียดนามให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในโอกาสครบรอบ <strong>50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย&ndash;เวียดนาม</strong></p>

<p>การเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี จะทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน และสุสานอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ จากนั้นจะทรงร่วมพิธีรับเสด็จอย่างเป็นทางการ และทรงพบกับเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและภริยา</p>

<p>ในโอกาสดังกล่าว จะมีพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายเล มิญ ฮึง (Le Minh Hung) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และนายเจิ่น ทัญ เหมิน (Tran Thanh Man) ประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รวมทั้งจะทรงร่วมงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำอย่างเป็นทางการ ณ พระราชวังทงดิน และเสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดหง็อกเซินเพื่อทอดพระเนตรการแสดงทางวัฒนธรรม ร่วมกับเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและภริยา</p>

<p>ในวันสุดท้ายของการเสด็จพระราชดำเนินเยือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินไปยัง <strong>วัดกว๋านสือ</strong> ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของสภาบริหารกลางคณะสงฆ์เวียดนาม และเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการดำเนินงานของ <strong>ศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมไทย มหาวิทยาลัยฮานอย</strong></p>

<p>การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการครั้งนี้ <strong>นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเวียดนาม</strong> และเป็นเหตุการณ์สำคัญในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ <strong>50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย&ndash;เวียดนาม</strong></p>

<p>การเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งสำคัญนี้ สะท้อนถึงมิตรภาพ ความสัมพันธ์ และความเข้าใจอันดีระหว่างไทยกับเวียดนาม พร้อมเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์และความผาสุกของประชาชนไทยและเวียดนามอย่างยั่งยืนสืบไป</p>

<p><strong>ประกาศ ณ วันที่ 10 กันยายน 2569</strong></p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/20260910768332150b7608602b2b11291215a358171822.jpg' type='image/jpg' length='49140' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พิธีรับพระราชทานเมล็ดพันธุ์ผักและพันธุ์สัตว์ แก่ครอบครัว อส.ทพ.สัม พูนประโคน กำลังพลผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการสู้รบ]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/540127</link>
<guid isPermaLink="false">7e67a0744c005ddf0ebaea6d73c2924d</guid>
<pubDate>Wed, 09 Sep 2026 11:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>มูลนิธิชัยพัฒนาในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มอบสิ่งของพระราชทานแก่ครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต ทุพพลภาพ และได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่บริเวณชายแดนไทย&ndash;กัมพูชา</p>

<p>สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาพระราชทานเมล็ดพันธุ์ผักและพันธุ์สัตว์ แก่ครอบครัวของ อาสาสมัครทหารพราน สัม พูนประโคน กำลังพลผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการสู้รบ ณ บ้านเลขที่ 239 หมู่ที่ 5 บ้านคลองน้ำทรัพย์ ตำบลแนงมุด อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ โดยมี พลตรี อัครสิทธิ์ ปะกิระตา ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย พันเอกนิติกร ศิริคำ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 26 พลตำรวจตรี กิตติเชษฐ์ ศัยกภาพวิชานนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ เข้าร่วมพิธี</p>

<p>สิ่งของพระราชทานประกอบด้วย 4 รายการ ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ผัก พันธุ์เป็ดไข่ พันธุ์ไก่กระดูกดำ และพันธุ์ปลานิลจิตรลดา เพื่อส่งเสริมการพึ่งพาตนเองและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ครอบครัว</p>

<p>ทั้งนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ทรงติดตามความเป็นอยู่ของประชาชนและกำลังพลที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย&ndash;กัมพูชาในพื้นที่บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ด้วยความห่วงใย และทรงพระราชทานขวัญกำลังใจและความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบมาโดยตลอด</p>

<p>ด้าน อส.ทพ.สัม พูนประโคน พร้อมครอบครัว ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยจะน้อมนำแนวทางพระราชดำริไปปฏิบัติ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และนำผลผลิตไปแบ่งปันแก่ชุมชน อันจะนำไปสู่ความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวและชุมชนอย่างยั่งยืน</p>

<p>ที่มา : กองทัพภาคที่ 2</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/20260909838ce5a21fcb71f6e63699340c9a8fc7112635.jpg' type='image/jpg' length='45566' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ปภ. แจ้ง 71 จังหวัด เหนือ อีสาน กลาง ใต้ และ กทม. เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำท่วมขัง ช่วงวันที่ 8 - 13 ก.ย. 69]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/540022</link>
<guid isPermaLink="false">cf61e4a73636caad8fc41a5c4eb628af</guid>
<pubDate>Tue, 08 Sep 2026 21:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (8 ก.ย. 69) เวลา 17.30 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้ง 71 จังหวัด ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ และกรุงเทพฯ เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำท่วมขัง ในช่วงวันที่ 8 &ndash; 13 ก.ย. 69 โดยให้จัดทีมปฏิบัติการและเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยง เพื่อเผชิญเหตุและช่วยเหลือประชาชนทันทีที่เกิดภัย โดยเฉพาะจุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้งให้เร่งระบายน้ำออกเพื่อลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด รวมถึงจัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวให้พร้อมรองรับผู้อพยพให้เพียงพอ หากเกิดสถานการณ์ภัย ตลอดจนแจ้งเตือนให้ประชาชนทราบล่วงหน้า และให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของทางราชการ</p>

<p>นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้ติดตามสภาวะอากาศและพิจารณาปัจจัยเสี่ยง ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยา ได้มีประกาศ เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย (มีผลกระทบในช่วงวันที่ 8 - 13 กันยายน 2569) ฉบับที่ 1 (191/2569) ประกาศ ณ วันที่ 7 กันยายน 2569 เวลา 05.00 น. ในช่วงวันที่ 8 - 13 กันยายน 2569 ประเทศไทยจะมี ฝนเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักหลายพื้นที่และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง โดยจะเริ่มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน ส่วนภาคอื่น ๆ จะได้รับผลกระทบในระยะถัดไป ทั้งนี้ เนื่องจากในช่วงวันที่ 8 - 11 กันยายน 2569 จะมีร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณภาคเหนือภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันประเทศไทย และอ่าวไทย มีกำลังปานกลาง ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 12 - 13 กันยายน 2569 บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากสาธารณรัฐประชาชนจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ส่งผลให้ร่องมรสุมเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคกลางตอนล่างและภาคตะวันออก เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนลดลง ส่วนภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ โดยมีพื้นที่คาดว่าจะเกิดฝนตกหนัก อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำท่วมขัง ในช่วงวันที่ 8 - 13 กันยายน 2569 ดังนี้</p>

<p><img alt="🚨" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t45/1/16/1f6a8.png" width="16" /> พื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำท่วมขัง</p>

<p><img alt="📍" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t2d/1/16/1f4cd.png" width="16" /> ภาคเหนือ ทุกจังหวัด</p>

<p><img alt="📍" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t2d/1/16/1f4cd.png" width="16" /> ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทุกจังหวัด</p>

<p><img alt="📍" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t2d/1/16/1f4cd.png" width="16" /> ภาคกลาง ทุกจังหวัด</p>

<p><img alt="📍" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t2d/1/16/1f4cd.png" width="16" /> ภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และจังหวัดสตูล</p>

<p><img alt="📍" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t2d/1/16/1f4cd.png" width="16" /> กรุงเทพมหานคร</p>

<p>กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จึงได้ประสานแจ้ง 71 จังหวัด ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ และกรุงเทพมหานคร รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 1 &ndash; 18 ทั่วประเทศ ให้เตรียมพร้อมรับมมือกับปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดอุทกภัยและดินโคลนถล่ม โดยกำชับให้จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน และสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิดรวมถึงจัดทีมปฏิบัติการพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยงเพื่อเผชิญเหตุและให้การช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงและบริเวณที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ใน 24 ชั่วโมง เพื่อลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด สำหรับสถานที่ท่องเที่ยว ทางธรรมชาติ โดยเฉพาะถ้ำน้ำตก ถ้ำลอด หากมีความเสี่ยงเกิดสถานการณ์ภัยให้ประกาศแจ้งเตือนและปิดกั้นไม่ให้บุคคลเข้าพื้นที่โดยเด็ดขาด ตลอดจนจัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวให้พร้อมรองรับผู้อพยพให้เพียงพอ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนติดตามข้อมูลสภาวะอากาศและข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงทราบล่วงหน้าเพื่อให้เตรียมพร้อมรับมือและปฏิบัติตามคำแนะนำจากทางราชการเพื่อความปลอดภัย</p>

<p>ท้ายนี้ ขอให้ประชาชนติดตามสภาพอากาศ ประกาศการแจ้งเตือนภัย สถานการณ์น้ำในพื้นที่ และข่าวสารจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถติดตามข่าวสารการแจ้งเตือนภัยที่แอปพลิเคชัน &quot;THA DISASTER ALERT&quot; และแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือทางไลน์ &quot;ปภ.รับแจ้งเหตุ1784&quot; รวมถึงสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/202609098225c3b7035d6f3c51e63734ee86223f084336.jpg' type='image/jpg' length='103749' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ปิดฉาก “มหกรรมสินค้า สีสันสระแก้ว 2026” เชื่อมพลังการค้า สร้างโอกาสผู้ประกอบการ ต่อยอดศักยภาพเศรษฐกิจชายแดนสระแก้ว]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/539696</link>
<guid isPermaLink="false">5aebbc262c3989837c461413a8c082b7</guid>
<pubDate>Tue, 08 Sep 2026 10:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ปิดฉาก &ldquo;มหกรรมสินค้า สีสันสระแก้ว 2026&rdquo; เชื่อมพลังการค้า สร้างโอกาสผู้ประกอบการ ต่อยอดศักยภาพเศรษฐกิจชายแดนสระแก้ว</p>

<p>สระแก้ว ปิดฉากลงอย่างประทับใจสำหรับ &ldquo;มหกรรมสินค้า สีสันสระแก้ว 2026 : SA KAEO CONNECT &ndash; เชื่อมโยงการค้า สู่โอกาสไร้พรมแดน&rdquo; ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3&ndash;7 กันยายน 2569 ณ ตลาดรถไฟ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ท่ามกลางบรรยากาศการจับจ่ายและการเข้าร่วมกิจกรรมของประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้สนใจตลอดระยะเวลาการจัดงาน<br />
มหกรรมสินค้า สีสันสระแก้ว 2026 จัดขึ้นภายใต้ โครงการส่งเสริมและพัฒนาการค้าชายแดนในเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว/พื้นที่ธุรกิจในจังหวัดสระแก้ว กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาการค้าชายแดนและการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ตลอดจนเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนของจังหวัดสระแก้วกับตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ<br />
ตลอด 5 วันของการจัดงาน พื้นที่ตลาดรถไฟอรัญประเทศได้กลายเป็นศูนย์รวมสินค้าและบริการที่มีศักยภาพจาก ผู้ประกอบการกว่า 100 คูหา ทั้งสินค้าเกษตร อาหารและผลิตภัณฑ์แปรรูป สินค้าชุมชน ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ตลอดจนสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการจังหวัดสระแก้วและเครือข่ายจังหวัดใกล้เคียง เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกซื้อสินค้าโดยตรงจากผู้ผลิต พร้อมสร้างรายได้และขยายฐานลูกค้าให้แก่ผู้ประกอบการ<br />
นอกจากการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าแล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมสำคัญด้านการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการได้พบปะ แลกเปลี่ยนข้อมูลทางธุรกิจ และสร้างเครือข่ายกับคู่ค้า ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการต่อยอดสินค้าและบริการจากตลาดท้องถิ่นไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น พร้อมสร้างโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือทางการค้าในระยะยาว ขณะเดียวกัน การจัดงานยังสร้างสีสันด้วยกิจกรรมส่งเสริมการขายและกิจกรรมสำหรับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งกิจกรรมช้อปและรับสิทธิประโยชน์ กิจกรรมลุ้นรับของรางวัล มูลค่ารวมกว่า 200,000 บาท ตลอดจนกิจกรรมและการแสดงบนเวทีจากศิลปิน อาทิ ตั๊กแตน ชลดา, กีต้าร์ ศิริขวัญ และกานต์ ทศน รวมถึงศิลปินและการแสดงอีกหลากหลาย สร้างบรรยากาศให้พื้นที่จัดงานมีความคึกคักตลอดทั้ง 5 วัน</p>

<p>การจัด &ldquo;มหกรรมสินค้า สีสันสระแก้ว 2026&rdquo; ไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างพื้นที่จำหน่ายสินค้าในช่วงระยะเวลาการจัดงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างพื้นที่แห่ง &ldquo;โอกาส&rdquo; ให้ผู้ประกอบการได้ประชาสัมพันธ์สินค้า ทดลองตลาด พบปะผู้บริโภคโดยตรง ตลอดจนสร้างเครือข่ายและช่องทางการค้าใหม่ ๆ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาธุรกิจในอนาคต<br />
อีกทั้งยัง เป็นการสะท้อนศักยภาพของ จังหวัดสระแก้วในฐานะพื้นที่เศรษฐกิจและประตูการค้าชายแดนที่สำคัญ ด้วยทำเลที่สามารถเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และการเดินทางระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะพื้นที่อำเภออรัญประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด<br />
ความสำเร็จของงานในครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งก้าวของการนำศักยภาพของผู้ประกอบการ สินค้า บริการ และอัตลักษณ์ของพื้นที่ มาผสานเข้ากับโอกาสทางการตลาด สอดคล้องกับแนวคิด &ldquo;SA KAEO CONNECT &ndash; เชื่อมโยงการค้า สู่โอกาสไร้พรมแดน&rdquo; เพื่อให้การเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นภายในงานสามารถต่อยอดไปสู่เครือข่ายทางธุรกิจ การเพิ่มช่องทางจำหน่าย และการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชนอย่างต่อเนื่อง<br />
จังหวัดสระแก้วและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสระแก้ว ขอขอบคุณหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ เครือข่ายทางธุรกิจ ตลอดจนประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ให้ความสนใจและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานตลอดระยะเวลาการจัดงาน พร้อมเดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ สร้างช่องทางการตลาด และเชื่อมโยงโอกาสทางการค้า เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดสระแก้วให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป&ldquo;สีสันสระแก้ว 2026&rdquo; ปิดฉากการจัดงาน แต่การเชื่อมโยงทางการค้าและโอกาสใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น จะยังคงเดินหน้าต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/202609087d132dfcc364784a86b403419e0fad18101010.jpg' type='image/jpg' length='228687' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กองทัพเรือ เปิดให้ประชาชนทั่วไปลงทะเบียนขอรับบัตรนั่งชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในโอกาสสำคัญ ๓ วัน ได้แก่ วันซ้อมใหญ่ วันที่ ๒๑ และ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๖๙ และ วันเสด็จพระราชดำเนิน วันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๙]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/539615</link>
<guid isPermaLink="false">ee42320a337c5716f6db54a2eac1b97c</guid>
<pubDate>Tue, 08 Sep 2026 08:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>🔵พื้นที่นั่งชมสำหรับประชาชนทั่วไป<br />
- ราชนาวีสโมสร&nbsp;<br />
- ลานทัศนาภิรมย์ หอประชุมกองทัพเรือ&nbsp;<br />
- อาคารราชนาวิกสภา (เฉพาะวันซ้อมใหญ่)<br />
ประชาชนแต่ละคนมีสิทธิ์รับบัตรได้ คนละไม่เกิน ๒ ใบ และเลือกรับบัตรได้เพียง วันเดียว เท่านั้น</p>

<p>🔴วิธีขอรับบัตร<br />
📞 จองทางโทรศัพท์ โทร. ๐๙-๘๒๗๙-๐๙๐๓ และ ๐๙-๘๒๗๙-๐๙๑๔ ตั้งแต่วันที่ ๘ &ndash; ๑๖ กันยายน ๒๕๖๙ เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๖.๓๐ น. (เว้นวันหยุดราชการ)</p>

<p>🏢 รับบัตรด้วยตนเอง ห้อง พสบ.ทร. ชั้น ๑ อาคาร กรมการพลเรือนทหารเรือ (แห่งใหม่) เลขที่ ๒ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ ๒๑ &ndash; ๒๕ กันยายน ๒๕๖๙ เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๖.๓๐ น.</p>

<p>กองทัพเรือมุ่งมั่นที่จะดูแลและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้พี่น้องประชาชนทุกคนได้รับประสบการณ์ที่ทรงคุณค่าและน่าประทับใจ</p>

<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก : กองทัพเรือ Royal Thai Navy</p>

<p>#ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค<br />
#ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินพุทธศักราช๒๕๖๙<br />
#พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา๔รอบ<br />
#สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี<br />
#กองทัพเรือ #RoyalThaiNavy #เรือพระราชพิธี</p>

<p>ข้อมูล : https://www.facebook.com/share/p/17rESijL7w/</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/2026090874073c1734d71251fed6bc18ee76abaa082447.jpg' type='image/jpg' length='335791' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ปภ. เผยโอนเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยฤดูฝน ปี 69 ตาม มติ ครม. รอบแรกพรุ่งนี้ - จ่ายเงินเยียวยา จ.น่าน 15,215 ครัวเรือน ]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/539612</link>
<guid isPermaLink="false">7d17a2ead3ade606d8a7d4e9848f760c</guid>
<pubDate>Mon, 07 Sep 2026 22:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (7 ก.ย. 69) นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ซึ่งได้มอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นหน่วยรับงบประมาณและดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย ครัวเรือนละ 9,000 บาท และค่าปลงศพ รายละ 2 ล้านบาท ให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิต</p>

<p>ปัจจุบัน ปภ. ได้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลรายชื่อผู้ประสบภัยที่ได้รับการยืนยันจากจังหวัดน่าน ว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข และส่งข้อมุลให้กับธนาคารออมสินแล้ว และจะมีการโอนเงินเยียวยาครั้งแรกให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดน่านในวันพรุ่งนี้ (8 ก.ย. 69) ช่วงเวลา 02.00 - 06.00 น. รวมจำนวน 15,215 ครัวเรือน เป็นเงิน 136,935,000 บาท</p>

<p>ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนตรวจสอบการผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชนให้เรียบร้อย หากยังไม่ได้ผูกบัญชีฯ ขอให้ติดต่อธนาคารเพื่อดำเนินการผูกบัญชีโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดความขัดข้องและล่าช้าในการโอนเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/20260908dccaf7d8ea28f8f7e6c7c54f35c42ee4044735.jpg' type='image/jpg' length='89600' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” หนุน กขค. ปฏิรูปการแข่งขัน ดันไทยสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต]]></title>
<link>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/539596</link>
<guid isPermaLink="false">6dd177fce23159413fed9c6584915a25</guid>
<pubDate>Mon, 07 Sep 2026 21:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; ย้ำการแข่งขันที่เป็นธรรมต้องเป็นเสาหลักยุทธศาสตร์ประเทศ ดัน กขค. จากผู้บังคับใช้กฎหมายสู่ &ldquo;ผู้กำกับดูแลเชิงรุก&rdquo; เปิดทางธุรกิจใหม่ - หนุน SMEs เติบโต พร้อมใช้ &ldquo;แว่นการแข่งขัน&rdquo; ทบทวนกฎระเบียบรัฐไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการเข้าสู่ตลาด ชี้กติกาที่ชัดเจนและตลาดเปิดกว้างจะเปลี่ยน&nbsp;<br />
&ldquo;การแข่งขัน&rdquo; ให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ขณะที่ กขค. เดินหน้าปฏิรูปการแข่งขัน ยกระดับมาตรฐานสู่สากล เตรียมพร้อมเศรษฐกิจไทยรับความท้าทายโลก<br />
(วันนี้) 7 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) จัดการประชุมระหว่างประเทศ &ldquo;TCCT Competition Day 2026&rdquo; ณ โรงแรม ดิ แอทธินี กรุงเทพฯ ภายใต้หัวข้อ &ldquo;Transforming Thailand: Competition Landscape Reform for a Future-Ready Economy&rdquo; หรือ &ldquo;เปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทย: ปฏิรูปการแข่งขัน สร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต&rdquo; โดยได้รับเกียรติจาก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ &ldquo;ปฏิรูปการแข่งขัน พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต&rdquo;&nbsp;</p>

<p>&ldquo;จากการแข่งขันในประเทศ สู่ขีดความสามารถของประเทศ&rdquo;</p>

<p>นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนแปลงพร้อมกันในหลายมิติ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ที่กำลังเกิดการเปลี่ยนโครงสร้างการค้าโลก เทคโนโลยีดิจิทัล AI นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนโครงสร้างประชากรที่มีอัตราการเกิดลดลง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เชื่อมโยงและส่งผลพร้อมกัน จนกำลังเปลี่ยนกติกาทางเศรษฐกิจ ดังนั้น การประกอบธุรกิจรูปแบบเดิมที่เน้นต้นทุนต่ำที่สุด ต้องปรับไปสู่ความมั่นคง ความยืดหยุ่น และความน่าเชื่อถือ จากการแข่งขันด้วยขนาด ไปสู่การแข่งขันด้วยความเร็วในการเรียนรู้และปรับตัว และจากการขายเพียงสินค้าและราคา ไปสู่การแข่งขันด้วยคุณค่า นวัตกรรม มาตรฐาน และความไว้วางใจ</p>

<p>เมื่อโลกและกติกาเปลี่ยน เราจึงไม่สามารถทำธุรกิจในแบบเดิมทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต้องปรับตัวให้เร็ว ร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้ประสิทธิภาพและนวัตกรรมเติบโตได้อย่างเต็มที่ จุดเริ่มต้นอยู่ที่ตลาดภายในประเทศของเราเอง เพราะตลาดภายในประเทศที่เข้มแข็ง คือรากฐานของธุรกิจไทยที่แข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 3.3 ล้านราย คิดเป็น99.5% ของธุรกิจทั้งหมด และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 34.8% ของ GDP หาก SMEs ที่มีศักยภาพได้รับโอกาสให้สามารถแข่งขันได้ก็จะสามารถเติบโตและก้าวขึ้นเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ด้วยเหตุนี้ นโยบายการแข่งขันจึงต้องเป็น National Strategic Pillar หรือหนึ่งในเสาหลักเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ</p>

<p>&ldquo;ชู 3 การเปลี่ยนผ่านสร้างการแข่งขันแห่งอนาคต&rdquo;</p>

<p>การเปลี่ยนผ่านประการแรกจากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้วไปสู่การออกแบบการแข่งขันตั้งแต่ต้น โดยใช้ &ldquo;แว่นการแข่งขัน&rdquo; ลดกฎรัฐเป็นอุปสรรคตลาด เพื่อทบทวนว่ากฎระเบียบหรือมาตรการของรัฐมีส่วนเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันหรือการเข้าสู่ตลาดหรือไม่ พร้อมชื่นชม กขค. ที่ปรับบทบาทจาก &nbsp;การบังคับใช้กฎหมายเชิงรับสู่ &ldquo;ผู้กำกับดูแลเชิงรุก&rdquo; หรือ Proactive Regulator โดยมุ่งป้องกันปัญหา เชิงโครงสร้างและพฤติกรรมที่อาจกระทบการแข่งขันก่อนปัญหาจะเกิด และต่อยอดไปสู่การทำให้หลักการแข่งขันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกำหนดนโยบายของภาครัฐทั้งระบบ&nbsp;</p>

<p>การเปลี่ยนผ่านประการที่ 2 จากการคุ้มครองผู้ประกอบการไปสู่การคุ้มครองโอกาสในการแข่งขัน การทำให้สนามแข่งขันเป็นธรรมจึงไม่ใช่เพียงการช่วยธุรกิจรายเล็กให้อยู่รอด แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสามารถเติบโต สร้างนวัตกรรม และเป็นกำลังใหม่ของเศรษฐกิจไทย&nbsp;</p>

<p>การเปลี่ยนผ่านประการที่ 3 จากการกำกับดูแลแบบแยกส่วนไปสู่ความร่วมมือทั้งระบบ&nbsp;<br />
โดยเชื่อมการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ธุรกิจ วิชาการ และภาคประชาชน รวมทั้งขยายความร่วมมือกับ ASEAN, OECD, World Bank เพื่อสร้างระบบนิเวศการแข่งขัน หรือ Competitive Ecosystem&nbsp;<br />
ที่ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถเข้าถึงโอกาสและเติบโตได้</p>

<p>&ldquo;ย้ำ 3 ทิศทางสำคัญเพื่อเศรษฐกิจแห่งอนาคต&rdquo;</p>

<p>นางศุภจี ย้ำว่า 3 ทิศทางสำคัญที่เป็นโจทย์ในการแลกเปลี่ยนร่วมกันคือ 1. กติกาต้องทันกับตลาด โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล 2. กติกาต้องเปิดโอกาส ให้ผู้ประกอบการรายใหม่และ SMEs เข้าสู่ตลาดและเชื่อมโยงกับธุรกิจขนาดใหญ่ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นธรรม โดยหนึ่งในมาตรการที่ กขค. &nbsp; &nbsp; &nbsp;ได้ดำเนินการไปแล้วคือการกำหนดเรื่องเครดิตเทอมเพื่อช่วยสร้างการแข่งขันและการอยู่ร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่และ SMEs นอกจากนี้ กขค. ยังได้มีมาตรการต่อผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล &nbsp;บางรายให้ระงับการขึ้นราคาค่าธรรมเนียม (GP) เป็นเวลา 6 เดือน และจะบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA และ กขค. ในการพิจารณาเกี่ยวกับโครงสร้างค่าธรรมเนียมให้เป็นธรรม ถูกต้อง โปร่งใส &nbsp;</p>

<p>ทั้งนี้การดำเนินการในเรื่องเหล่านี้อาจไม่รวดเร็วดังที่หลายฝ่ายคาดหวัง เนื่องจากต้องโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน<br />
และต้องดำเนินการภายใต้กรอบอำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างรอบคอบ และ 3. การแข่งขันต้องเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อให้ทุกมาตรการของรัฐสนับสนุนการเติบโตและขยายโอกาสของประเทศ&nbsp;<br />
หากเราขับเคลื่อนทั้ง 3 เรื่องนี้ได้ การปฏิรูปการแข่งขันจะไม่ใช่เพียงการปรับปรุงกฎหมาย แต่จะเป็นการปฏิรูปโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทย &ldquo;เพราะการแข่งขันที่เป็นธรรม คือพลังของการเติบโต เพื่อร่วมกันสร้างเศรษฐกิจไทยที่เปิดกว้าง เป็นธรรม แข่งขันได้ และพร้อมสำหรับอนาคต&rdquo;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.prd.go.th/th/file/get/file/2026090807fb07ec90064c0ce46e48bfb094a90b084022.jpg' type='image/jpg' length='359213' />
</item>
</channel>
</rss>
