นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฉายภาพ การทำงานของ "รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน" มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอีก "หลายมาตรการ"

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฉายภาพ การทำงานของ "รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน" มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอีก "หลายมาตรการ"
1 ฟื้นระบบ-สร้างบรรยากาศลงทุน 
"ตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศปลายปี 2566 นายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อเข้าร่วมประชุมบนเวทีระหว่างประเทศจำนวนมาก นับเป็นการฟื้นระบบให้มีการเชิญชวนการลงทุน พร้อมกับการสร้างบรรยากาศให้ไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุน โดยการทำให้เกิดความมั่นใจขึ้นก่อนเป็นลำดับแรก จนมีผู้นำจากต่างประเทศมาเยี่ยมเยียนจำนวนมาก" 
2 เร่งเครื่องเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู 
โดยมีเรื่องการเจรจาการค้าเสรี (FTA) เป็นเป้าหมายสำคัญ โดยเฉพาะประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ที่มีเยอรมนีเป็น "หัวหอก" ซึ่งประธานาธิบดีเยอรมันพร้อมที่จะสนับสนุนไทยเต็มที่
"จากเดิมรัฐบาลที่แล้วตั้งเป้าเจรจาเอฟทีเอไทย-อียูให้สำเร็จภายใน 2 ปี แต่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ให้เสร็จภายใน 1 ปี ดังนั้น จึงต้องเร่งรัดให้เร็วที่สุดเพราะเป็นเงื่อนไขสำคัญของนักลงทุน"หมอมิ้งกล่าว 
"จุดเด่น" ของประเทศไทยที่ทำให้ชาวโลกต้องหันกลับมามองอีกครั้ง 2 เรื่อง หนึ่ง ภูมิศาสตร์ มีทางเปิดออกทะเลทั้งสองข้าง สอง Geo-politic รัฐบาลเดินนโยบายต่างประเทศเป็นผู้ที่สร้างบทบาทสำคัญในการผลักดันสันติภาพและความมั่นคั่งร่วมกัน 
“ตัวชี้วัดสำคัญ คือ ทั้งสองประเทศ (สหรัฐฯ และจีน) เลือกประเทศไทยเป็นที่เจรจา เพราะเราไม่พยายามเป็นศัตรูกับฝ่ายไหนเลย เราเป็นประเทศที่ไม่เป็นศัตรูกับทั้งสองฝ่าย”นพ.พรหมินทร์กล่าว

3. แลนด์บริดจ์เนื้อหอม
โครงการแลนด์บริดจ์ - เมกะโปรเจ็กต์ที่มีมูลค่าการลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท ผู้นำที่มาไทยล้วนแล้วแต่ให้ความสำคัญกับโครงการแลนด์บริดจ์ เพราะเป็นเส้นทางคมนาคมสายใหม่ โดยเฉพาะจีน ที่จะใช้เชื่อมต่อกับ Belt and Road Initiative (BRI)  
“หวัง อี้ พูดชัดมาก ว่า เส้นทางแลนด์บริดจ์เป็นทางยุทธศาสตร์ จีนให้ความสำคัญมาก เพราะจะได้ประโยชน์จากการส่งสินค้า โดยเฉพาะน้ำมันและเส้นทางรถไฟที่จะเชื่อมต่อกับทางรถไฟของจีนที่มาจากประเทศจีน มาถึงลาว เชื่อมลงมาให้ไปถึงสิงคโปร์ จีนถือว่าเป็นเส้นทางกลางเชื่อมเครือข่ายการขนส่ง เส้นทางเชื่อมต่อของมนุษย์ต่อมนุษย์ ตัดถนนไปที่ไหนก็เจริญที่นั่น เพราะจะมีการขนถ่ายสินค้า ไปมาค้าขาย การท่องเที่ยว การคบค้าสมาคมทั้งหลาย”
ฮับอีวีภูมิภาค  
อีก 1 "เครื่องจักรการลงทุน" คือ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หลังจากประกาศ ว่า ไทยกำลังจะก้าวไปสู่การเป็น "ศูนย์กลางผลิตรถอีวี" และได้เชิญชวนบริษัทรถยนต์ค่ายยักษ์ใหญ่ทั่วโลก เปลี่ยนถ่ายจากการลงทุน "รถยนต์สันดาปภายใน" เป็น "รถอีวี" จูงใจด้วยสิทธิประโยชน์การลงทุนของบีโอไอและสร้างความเชื่อมั่น จนเกิดการ "ลงทุนจริง" จากนักลงทุนต่างประเทศ
"อย่างต่ำจากจีน 4 ค่ายใหญ่ อีก 2 ค่ายกำลังจ่อเข้ามา ญี่ปุ่น โตโยต้าตัดสินใจด้วยเพคเกจส่งเสริมการลงทุนรถยนต์อีวีของบีโอไอ และรับปากว่าจะลงทุนอีก 50,000 ล้านบาท ฮอนด้าอีก 50,000 ล้านบาท อีซูซุ 30,000 ล้านบาท มิตซูบิชิ 20,000 ล้านบาท รวมทั้งหมด 1.5 แสนล้านบาท ภายใน 5 ปี" 
"เทสลาร์มาขายในไทยแล้ว แต่เราต้องการให้มาลงทุนในไทย เพราะเทสลาร์มองไทยเป็นโอกาส ขณะเดียวกันเราต้องปรับในเรื่องพลังงานสะอาดและแพคเกจการลงทุน โดยแวลูเชนสำคัญ คือ การผลิตแบตเตอรี่ในไทย และเซมิคอนดักซ์เตอร์"
4. บิ๊กเทค 2 ขั้วมหาอำนาจขยายการลงทุน
รวมถึงบริษัท "บิ๊กเทค" ที่จะมาลงทุน "ดาต้าเซ็นเตอร์" ซึ่งเกี่ยวพันกับเรื่อง AI  รัฐบาลได้ขจัดอุปสรรคด้านกฎหมายอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business Law) ให้กับ อะเมซอน เว็บ เซอร์วิส (Amazon Web Services : AWS) สำเร็จไปแล้ว เรื่องใดที่เป็นอุปสรรครัฐบาลจะอำนวยความสะดวกให้
"ไมโครซอฟท์ ก็สนใจที่จะขยายการลงทุนเพิ่มในส่วนที่เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ กูเกิ้ล ประกาศในเว็บไซต์ตั้ง Cloud Region ในประเทศไทย หลังจากนายกรัฐมนตรีไปพบ apple ออกจดหมายถึงนายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพ เพราะผู้ลงทะเบียนเป็น web developer จากไทยมีถึง 3 แสนราย ยินดีที่จะมาให้ความร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการพัฒนาผู้ประกอบการในเรื่องดิจิทัล หัวเว่ยที่ลงทุนอยู่แล้วในไทยจะขยายการลงทุน"
"เรื่องของกติกาอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ รัฐบาลได้เร่งรัดร่างกฎหมาย 1 ฉบับ ซึ่งจะเสนอเข้าที่ประชุมครม.เร็ว ๆ นี้ เป็นกฎหมายที่จะทำให้การทำธุรกิจสะดวกมากยิ่งขึ้น"
ข้อมูล : ขอขอบคุณข้อมูลฐานเศรษฐกิจ
 


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar