ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบรายงานผลการดำเนินงานของประเทศไทยตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ฉบับที่ 8

วันนี้ (2 ม.ค. 67) นางสาวเกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (2 มกราคม 2567) มีมติเห็นชอบรายงานผลการดำเนินงานของประเทศไทยตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ฉบับที่ 8 ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ
 
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (อนุสัญญาฯ) เป็นหนึ่งในสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่สหประชาชาติจัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงและประกันพัฒนาการและความก้าวหน้าอย่างเต็มที่ของสตรี โดยประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2528 โดยการภาคยานุวัติ ส่งผลให้รัฐบาลไทยต้องเสนอรายงานของประเทศต่อคณะกรรมการประจำอนุสัญญาฯ เพื่อชี้แจงถึงมาตรการต่างๆ ที่ได้นำมาเพื่อใช้ปฏิบัติงานตามอนุสัญญาฯ
 
พม. ได้จัดทำรายงานฯ ฉบับที่ 8 ซึ่งครอบคลุมผลการดำเนินงานในปี 2554-2566 ด้วยการรวบรวมข้อมูลสถานการณ์ พร้อมทั้งปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ จากนั้นได้จัดประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ เพื่อนำเสนอข้อมูลและร่วมกันพิจารณา รวมถึงให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการจัดทำเป็น (ร่าง) รายงานฯ และแจ้งเวียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาความถูกต้องและให้ความเห็นชอบต่อ (ร่าง) รายงานฯ ในขั้นสุดท้าย เพื่อให้ได้รายงานฯ (ฉบับสมบูรณ์) ภายหลังจากหน่วยงานต่างๆ ให้ความเห็นชอบต่อรายงานฯ (ฉบับสมบูรณ์) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
 
โดยรายงาน ฯ ฉบับที่ 8 มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
 
1. ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการส่งเสริมสิทธิและความเสมอภาคระหว่างเพศ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลไทยมีมาตรการและกลไกเพื่อส่งเสริมสิทธิและสถานภาพสตรี เพื่อสร้างความเท่าเทียมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สตรีทุกคนในประเทศสามารถเข้าถึงและใช้สิทธิมนุษยชนของตนเองได้ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
 
2. ด้านกฎหมาย มีการดำเนินการที่สำคัญ เช่น
 
- ความก้าวหน้าในการจัดทำกฎหมายเพื่อปรับปรุงกฎหมายที่มีนัยยะเลือกปฏิบัติระหว่างเพศ
- การดำเนินการวิเคราะห์เนื้อหากฎหมายที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับสิทธิทางเพศระหว่างหญิงชาย และผู้ที่แสดงออกแตกต่างจากเพศกำเนิด ซึ่งพบว่ามีกฎหมายที่มีเนื้อหาบางส่วนมีนัยยะในการเลือกปฏิบัติระหว่างเพศ จำนวน 3 ฉบับ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508
 
3. รัฐบาลไทยได้พยายามแก้ไขปัญหาต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในทางกฎหมาย นโยบาย และการปฏิบัติ ประกอบกับองค์กรภาคเอกชน องค์กรชุมชน และภาคประชาสังคมได้เข้ามามีบทบาทสำคัญร่วมกับภาครัฐในการปกป้องผลประโยชน์ของสตรีอย่างเข้มแข็ง โดยมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการส่งเสริมสิทธิของคนทุกกลุ่มในสังคม ตลอดจนเร่งรัดสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานให้มากขึ้น เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคนในประเทศอย่างเท่าเทียมกัน เกิดการยอมรับในความเสมอภาคและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันโดยสันติสุข
 
4. ประโยชน์และผลกระทบจากการดำเนินการตามอนุสัญญาฯ ได้แก่ (1) ระดับประเทศ ประชาคมโลกเห็นถึงความจริงจังและความก้าวหน้าของประเทศไทยในการส่งเสริมสถานภาพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของสตรี ความเสมอภาคระหว่างเพศ รวมทั้งการกำหนดมาตรการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี รวมทั้งส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีแก่ประเทศไทยในเวทีระหว่างระเทศ (2) ระดับสังคม ได้รับทราบถึงการดำเนินการส่งเสริมสถานภาพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของสตรี การส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ รวมทั้งการกำหนดมาตรการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี และ (3) ระดับประชาชน ประชาชนเกิดความมั่นใจและเชื่อมั่นต่อการดำเนินการของรัฐบาลไทยในการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี และประชาชนมีหลักประกันสิทธิและเสรืภาพของตนซึ่งทัดเทียมกับมาตรฐานสากล ตลอดจนเกิดความเสมอภาคต่อประชาชนทุกเพศ มีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและมีสันติในการดำรงชีวิตบนพื้นฐานของการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
 
ทั้งนี้ มอบหมายให้ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ดำเนินการเสนอรายงานฯ ฉบับภาษาอังกฤษ ต่อคณะกรรมการประจำอนุสัญญาฯ ซึ่งกำหนดส่งรายงานภายในวันที่ 25 ธันวาคม 2566 และขณะนี้ได้พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ซึ่ง พม. ได้ประสาน กต. เพื่อแจ้งสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติทราบว่า ประเทศไทยจะเร่งดำเนินการให้สามารถจัดส่งรายงานฯ ได้ภายหลังที่ ครม. มีมติเห็นชอบในวันที่ 2

ที่มา : รัฐบาลไทย


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar