นายกรัฐมนตรีกำชับทุกหน่วยงานเพิ่มการทำงานเชิงรุก เร่งเจรจาสั่งซื้อวัคซีน พร้อมเผยข้อมูลทางการแพทย์วัคซีนเข็มแรก ช่วยลดโอกาสในการรับเชื้อ ลดความรุนแรงของอาการ และลดโอกาสในการเสียชีวิตได้

นายกรัฐมนตรีกำชับทุกหน่วยงานเพิ่มการทำงานเชิงรุก เร่งเจรจาสั่งซื้อวัคซีน พร้อมเผยข้อมูลทางการแพทย์วัคซีนเข็มแรก ช่วยลดโอกาสในการรับเชื้อ ลดความรุนแรงของอาการ และลดโอกาสในการเสียชีวิตได้

 

วันนี้ (7 พฤษภาคม 2564) เวลา 14.30 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ย้ำถึงมาตรการด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ และปากท้องพี่น้องประชาชนในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด - 19 ระลอก 3 ผ่าน PM PODCAST สรุปประเด็นดังนี้ 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด – 19 ระลอก 3 นี้ ได้สั่งการและออกมาตรการที่เกี่ยวกับด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ และปากท้องของพี่น้องประชาชน เพื่อเดินหน้าจัดการสถานการณ์โควิด – 19 ในประเทศไทย ด้วยการตัดสินใจและการทำงานอย่างรวดเร็วแบบบูรณาการ ที่จะเป็นอาวุธสำคัญในการต่อสู้กับโควิด - 19  ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจึงเห็นชอบในการโอนอำนาจตามกฎหมาย 31 ฉบับมาที่นายกรัฐมนตรีให้สามารถออกคำสั่งอนุญาต อนุมัติ สั่งการ แก้ไขสถานการณ์โควิด – 19 ได้โดยตรง เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด 

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงกรณีคลัสเตอร์คลองเตยว่า ได้ใช้ประสบการณ์จากการจัดการในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครมาปรับใช้ โมเดลตรวจการติดเชื้อ ติดต่อ คัดกรอง และแยกตัวส่งต่อรักษา เน้นไปที่การตรวจเชิงรุก ระดมตรวจกลุ่มเสี่ยงในชุมชนที่มีการติดเชื้อให้ได้อย่างน้อย 1,000 คนต่อวัน โดยมีหน่วยเคลื่อนที่และรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัยพระราชทานเพิ่มมากขึ้น แยกผู้ป่วยตามระดับอาการและส่งตัวเข้าสถานพยาบาลแรกรับเพื่อส่งผู้ป่วยไปรักษาตัวต่อ ควบคู่กับดำเนินการระดมฉีดวัคซีนโควิด - 19 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง และกำชับเร่งแก้ไขปัญหาในการสำรองเตียงสำหรับผู้ป่วยอาการหนักโดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล  รวมทั้งให้มีการสำรองยาฟาวิพิราเวียร์ให้เพียงพอด้วย

ทั้งนี้ การบริหารจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด - 19 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จำเป็นต้องมีศูนย์เพื่อการบูรณาการการจัดการทรัพยากรของหน่วยงานต่าง ๆ ในการสนับสนุนกรุงเทพมหานครอย่างเต็มที่เพื่อควบคุมแก้ไขสถานการณ์ได้โดยเร็ว จึงจัดตั้งศูนย์บูรณาการสถานการณ์โควิด - 19 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลขึ้น ซึ่งจะเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาของจังหวัดอื่น ๆ ต่อไปได้  รวมทั้งการจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบูรณาการด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อให้เกิดการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานสาธารณสุขและหน่วยงานฝ่ายปกครองในการบูรณาการทั้งด้านบุคลากรและทรัพยากร  ทั้งการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม การตรวจคัดกรอง การควบคุมพื้นที่ ซึ่งจะทำให้การแก้ไขสถานการณ์ในสภาวะฉุกเฉินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว 

นายกรัฐมนตรียังยืนยันเป้าหมายการจัดหาวัคซีนโควิด – 19 จำนวน 100 ล้านโดส เพื่อให้มีเพียงพอสำหรับฉีดให้ประชาชนที่ 50 ล้านคน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในประเทศได้  รวมทั้งแผนสำรอง ในการจัดหาวัคซีนให้เพียงพอสำหรับคนไทยทุกคนรวมถึงแรงงานอื่น ๆ ในภาคธุรกิจด้วย โดยสั่งการให้ทุกหน่วยงานทำงานเชิงรุกมากขึ้น เพื่อให้การเจรจาสั่งซื้อวัคซีนมีความคืบหน้าเพิ่มโอกาสที่จะได้รับวัคซีนเพิ่มมากขึ้น  อย่างไรก็ตาม การสั่งซื้อวัคซีนยังขึ้นอยู่กับบริษัทผู้ผลิตที่จะอนุมัติในการดำเนินการส่งออกด้วย สิ่งสำคัญคือการเร่งฉีดวัคซีนเข็มแรกให้กับประชาชนให้ได้มากที่สุด เนื่องจากทางการแพทย์มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าหลังจากได้รับการฉีดวัคซีนแม้แต่เพียงเข็มแรกก็จะช่วยลดโอกาสในการรับเชื้อ ลดความรุนแรงของอาการ และลดโอกาสในการเสียชีวิตได้เป็นอย่างมาก

ที่มา  https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/41566



คะแนนโหวต :