กรมประชาสัมพันธ์
TH EN
กรมประชาสัมพันธ์

 


สาระน่ารู้
ไม่อยากแก่เร็ว ต้องนี่เลย ! 3 อ. ชะลอความแก่

วันที่ 6 ต.ค. 2557 (จำนวนคนอ่าน 435 คน)
 

ไม่อยากแก่เร็ว ต้องนี่เลย ! 3 อ. ชะลอความแก่

3 อ. ชะลอความแก่ (Woman Plus)
ความแก่ … เป็นสิ่งที่สาว ๆ หวาดหวั่น ยิ่งเวลาผ่านไป ร่างกายก็จะหย่อนคล้อยมากขึ้น แล้วถ้าหากไม่ดูแลตัวเองให้ดีด้วยแล้วล่ะก็ บอกเลยว่าความแก่ก่อนวัยมาเยือนแน่ ๆ ค่ะ แต่ก็อย่าตกใจไปนะคะ สำหรับผู้หญิงบางคนที่ดูแลตัวเองอย่างถูกต้องแล้ว นอกจากจะไม่แก่ก่อนวัยแล้ว ยังเด็กกว่าวัยจริงอีกต่างหากค่ะ

ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่า เราจะสามารถตรวจสอบอายุร่างกายได้ ซึ่งอายุร่างกายนั้นคือผลจากสภาวะองค์ประกอบของร่างกายและพฤติกรรมการกินอยู่ โดยค่าที่เหมาะสมควรน้อยกว่าหรือเท่ากับอายุจริง หากอายุร่างกายมากกว่าอายุจริงแสดงว่าระบบเผาผลาญของร่างกายเสื่อมสภาพและเซลล์ต่าง ๆ แก่เกินวัย อันเป็นผลมาจากองค์ประกอบร่างกายและพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม และอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในการเกิดโรคชราต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอัลไซเมอร์ได้ค่ะ

3 อ. ช่วยคุณได้
คงจะมีใครเคยได้ยินเรื่อง 3 อ. กันมาบ้างแล้ว แต่ถ้าใครยังไม่ทราบ จะบอกให้ฟังอีกครั้งนะคะ สำหรับ 3 อ. นั้น ที่จะสามารถทำให้เรามีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ปราศจากโรค และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขสดชื่นตามวัยได้นั้นมีอะไรบ้าง

อาหาร
"Your are what you eat" เรากินอะไรก็มักได้อย่างนั้น… คำนี้ยังใช้ได้อยู่เสมอนะคะ เพราะเรื่องอาหารการกินเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพที่เราควรให้ความสนใจเป็นอันดับแรก หันมาใส่ใจจริงจังในเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ กินตามหลักโภชนาการ ไม่กินอาหารหมู่ใดหมู่หนึ่งมากเกินไป เพราะอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ ดังนั้น จึงควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ให้ได้สัดส่วนที่ถูกต้องเพื่อให้มีสุขภาพดี แข็งแรง ไม่มีโรค ควรเลือกกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนหรือธัญพืชขัดสีน้อย ข้าวกล้อง ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ย่อยช้า ช่วยให้ร่างกายสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ นอกจากนั้น ยังมีใยอาหารสูงให้พลังงานต่ำไม่อ้วน ช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้ดี

อีกอย่างก็คือ การลดหวาน มัน เค็ม 3 รสนี้มากเกินไปไม่ดี 3 รสนี้ทำให้ร่างกายแก่ก่อนวัย ซึ่งปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัน คือ น้ำตาลและน้ำมันไม่ควรเกินวันละ 6 ช้อนชา ส่วนเกลือไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา ที่สำคัญในการกินอาหารแปรรูปควรอ่านฉลากโภชนาการ เพื่อจะได้รู้ว่าแต่ละวันเรารับอะไรเข้าไปบ้าง โดยเฉพาะโซเดียม (เกลือ) ที่สูงเกินไปจากขนมซองกรุบกรอบทั้งหลาย

นอกจากนั้นยังต้องลดขยะให้ร่างกาย ด้วยการกินใยอาหารและดื่มน้ำให้เพียงพอ ใยอาหารมีอยู่ในผักและผลไม้เป็นส่วนใหญ่ เพื่อสุขภาพที่ดีแนะนำให้ในแต่ละมื้ออาหารนั้นกินผัก 2 ทัพพี และผลไม้ 1 ส่วน หรือกินผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 ขีด

อีกอย่างก็คือ น้ำ ซึ่งน้ำมีส่วนสำคัญในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายในวันหนึ่ง ๆ ร่างกายคนเราจะต้องได้รับน้ำเข้าไปให้เพียงพอกับการสูญเสียน้ำออกไปทาง ปัสสาวะ อุจจาระ การหายใจและเหงื่อ แต่ละคนก็ต้องการน้ำในปริมาณที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปควรดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว

และควรเน้นสารต้านอนุมูลอิสระ เพราะอนุมูลอิสระเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย สิ่งแวดล้อมก็เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระได้ เช่น มลพิษในอากาศ ความร้อนจากแสงแดด ฝุ่นละออง ควันพิษจากการสูบบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ ยาบางชนิด การกินอาหารที่มีไขมันสูงประเภทไขมันอิ่มตัว แม้ร่างกายจะมีกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ แต่เมื่อคนเรามีอายุที่เพิ่มมากขึ้น ความสามารถในการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระลดน้อยลง ดังนั้น เราสามารถเสริมได้โดยการกินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเป็นประจำ เช่น วิตามินซี วิตามินเอ เบตาแคโรทีน สังกะสี ซีลีเนียม พฤกษเคมี ซึ่งพบได้ในผักและผลไม้หลากสี ธัญพืชและถั่วต่าง ๆ ชา กาแฟ โกโก้ รวมถึงเครื่องเทศสมุนไพรไทย เช่น ขมิ้น ยี่หร่า ข่า กระชาย

 
 
ออกกำลังกาย

การออกกำลัง ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่ต่างกับอาหารเท่าไหร่ เพราะหากร่างกายรับสารอาหาร แต่ไม่ได้เผาผลาญพลังงานเหล่านั้นออกเลย น้ำหนักตัว ไขมันในร่างกายก็จะสะสม เพราะฉะนั้นการออกกำลังกายที่สม่ำเสมอ ก็จะส่งผลให้ร่างกายมีความแข็งแรง มีความสดชื่น กระฉับกระเฉง ซึ่งวิธีการออกกำลังกายนั้นทำได้หลายวิธีแตกต่างกันเช่น การวิ่ง การเดินเร็ว การทำโยคะ การเต้นแอโรบิค และที่สำคัญมาก ๆ คือ จะต้องดูตัวเราเองว่า อายุ สุขภาพ ของเราเหมาะกับการออกกำลังกายแบบไหนดีที่จะมีประโยชน์เหมาะกับร่างกายของเรามากที่สุด ไม่ใช่ว่าจะออกกำลังกายตามคนอื่น ๆ ที่ร่างกายเราก็ไม่สามาถรับมันได้นะคะ

และสำหรับการออกกำลังกายที่ถูกต้องเหมาะสมนั้น จะต้องให้กล้ามเนื้อหลัก ๆ หรือกล้ามเนื้อชุดใหญ่ได้เคลื่อนไหวหรือที่เรามักจะพูดกันว่า ให้กล้ามเนื้อหลัก ๆ ได้ทำงาน เช่น กล้ามเนื้อที่ แขน ขา ท้อง คอ รวมทั้งปอดและหัวใจโดยระยะเวลาในการออกกำลังกาย จะออกกำลังกายนาน กี่นาที กี่ชั่วโมง ไม่ได้ระบุไว้ตายตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ อายุ สุขภาพ ความแข็งแรงของร่างกาย มีโรคประจำตัวอะไรบ้าง เช่นความดันโลหิต โรคหัวใจ ฯลฯ แต่โดยทั่วไปควรออกกำลังกายนานประมาณ 30-60 นาทีต่อวัน สัปดาห์ละ 3-6 วัน โดยให้ร่างกายได้หยุดพักบ้างสักวันหนึ่ง

นอกจากนั้นแล้ว การออกกำลังกายที่ถูกต้องนั้นควรสัมพันธ์กับการหายใจด้วย ซึ่งวิธีการหายใจที่ถูกต้อง คือเวลาหายใจเข้าพยายามหายใจเข้าทางจมูกเท่านั้น เพราะภายในจมูกมีเครื่องกรองอากาศ คือ ขนจมูก และมีเยื่อเมือก ๆ เหนียว ๆ ช่วยจับฝุ่นละอองในอากาศที่เข้ามาพร้อมลมหายใจเข้า ให้สูดลมหายใจเข้าในปอดให้มากที่สุดให้ปอดพองโต กลั้นหายใจไว้โดยนับ 1 ถึง 3 ช้า ๆ แล้วจึงค่อย ๆ หายใจออกทางปากให้มากที่สุดให้ปอดแฟบลง หรือท้องแฟบลง เพื่อให้คาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นของเสียจากเซลล์ออกมาให้มากที่สุด นั่นคือออกซิเจนจะเข้าไปในปอดเต็มที่ และคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจากปอดเต็มที่ อีกอย่างคือจังหวะในการหายใจ ที่คงที่ เพื่อช่วยในการเผาผลาญพลังงานที่ดีขึ้นด้วยค่ะ ดังนั้นเราจึงต้องฝึกการหายใจให้ถูกต้องเพื่อสุขภาพของเราเองนะคะ

อารมณ์
หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ ว่าอารมณ์เนี่ยแหล่ะ เป็นอีกหนี่งปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างสุขภาพและชะลอความแก่ให้เราได้ ความเครียดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตของทุกคนซึ่งมีผลทำให้สภาพร่างกายและจิตใจเสื่อมโทรม นอนไม่หลับ ฉะนั้นจึงควรเรียนรู้วิธีการขจัดความเครียด

เพราะความเครียด จะส่งผลให้กล้ามเนื้อหดเกร็งตัว หัวใจเต้นเร็วและแรง เส้นเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจตีบเล็กลง ส่งผลต่อเนื่องให้ความดันเลือดสูงขึ้น ปริมาณน้ำเลือดเพิ่มมากขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น จึงทำให้เลือดข้นขึ้นและแข็งตัวเร็วกว่าปกติ ไม่เพียงเท่านี้ ลำไส้ส่วนต่าง ๆ และระบบภูมิคุ้มกันจะทำงานได้น้อยลง ส่งผลให้ความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ลดลงไปด้วย โดยผลที่เกิดขึ้นนี้ จะทำให้เรามีอาการปวดเมื่อยตามส่วนต่าง ๆ เช่น ปวดหัว ปวดหลัง เมื่อยล้า จากการที่กล้ามเนื้อหดเกร็งตัว ความดันโลหิตสูงขึ้น น้ำตาลในเลือดสูง อาหารไม่ย่อย ติดเชื้อง่าย เจ็บป่วยได้ง่าย ที่สำคัญคือความเครียดสัมพันธ์กับโรคต่าง ๆ แทบทุกโรค ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด แผลในกระเพาะอาหาร ฯลฯ

ดังนั้นเมื่อรู้ตัวว่าเครียด ก็ต้องรู้จักผ่อนคลาย ถอยตัวเองออกจากปัญหาที่กำลังประสบอยู่ชั่วคราว มีทักษะผ่อนคลายเพื่อช่วยพักความคิดและร่างกาย เทคนิคง่าย ๆ อย่าง การออกกำลังกายเบา ๆ เช่น การเดินเร็ว การวิ่งเหยาะ การยืดเหยียดแนวโยคะ และการฝึกหายใจคลายเครียด เมื่อพักใจได้ดีพอควรแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะหันกลับมาพิจารณาปัญหาที่ทำให้เครียด มีหลักคิดง่าย ๆ คือ มีอะไรที่เราทำได้บ้าง ให้วางแผนลงมือทำอย่างเป็นขั้นตอน และมีอะไรที่เราทำไม่ได้ ให้ฝึกใจยอมรับและแก้ที่ใจของเราหรือจะหากิจกรรมสร้างสรรค์ที่ชอบทำเพื่อผ่อนคลายความเครียด วิธีนี้ก็ใช้ได้ผลดีเช่นกัน เพราะไม่เพียงแต่ให้ความสุขกับเราเท่านั้น ยังมีผลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินชีวิต เพิ่มพฤติกรรมสุขภาพที่ดีได้อีกด้วย ดังนั้นลดความเครียด และพยายามทำอารมณ์ให้สดใสมีความสุขในทุก ๆ วันนะคะ
 
อ้างอิง :  http://health.kapook.com/view95113.html
 
*************



เกี่ยวกับเรา

  • ประวัติ
  • ผู้บริหาร
  • บทบาทหน้าที่
  • วิสัยทัศน์
  • จรรยาบรรณ
  • หน่วยงานภายใน
  • หน่วยงานสื่อ

  • สถานีโทรทัศน์

  • เว็บไซต์สถานีวิทยุโทรทัศน์
    แห่งประเทศไทย
  • ดูโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์

    สถานีวิทยุ

  • เว็บไซต์สถานีวิทยุกระจายเสียง
    แห่งประเทศไทย
  • ฟังวิทยุกรมประชาสัมพันธ์

  • บริการของกรมประชาสัมพันธ์

    line กรมประชาสัมพันธ์
     


    © สงวนลิขสิทธิ์ กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซ.อารีสัมพันธ์ ถ.พระราม 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพ 10400
    โทรศัพท์กลาง : 02-6182323 มหาดไทย:51274 โทรสาร : 02-6182364,02-6182399 E-mail webmaster@prd.go.th
    Facebook Twitter Barcode