กรมประชาสัมพันธ์
TH EN
กรมประชาสัมพันธ์

 


ข่าวฝาก >> ธุรกิจ
การเพาะปลูกพืชเทคโนชีวภาพ/ดัดแปลงพันธุกรรมขยายตัว 100 เท่าจากปี 2539

วันที่ 28 ก.พ. 2556 )
 
มะนิลา, ฟิลิปปินส์--(บิสิเนส ไวร์)--20 ก.พ.2556

ปัจจุบัน ประเทศกำลังพัฒนาได้กลายเป็นผู้นำในการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งรวมถึงซูดานและคิวบาที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้เป็นรายล่าสุด

นับเป็นครั้งแรกหลังจากการเปิดตัวพืชเทคโนโลยีชีวภาพ/ดัดแปลงพันธุกรรมเมื่อเกือบ 2 ทศวรรษก่อน ที่ประเทศกำลังพัฒนาเพาะปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพได้มากกว่าประเทศอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านอาหารและบรรเทาความยากจนในภูมิภาคที่ด้อยโอกาสที่สุดในโลกบางแห่ง

รายงานซึ่งเผยแพร่ในวันนี้โดยองค์การไอซ่า (International Service for the Acquisition of Agri-Biotech Applications: ISAAA) ระบุว่า กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเพาะปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพคิดเป็นสัดส่วน 52% ของทั่วโลกในปี 2555 เพิ่มขึ้นจาก 50% ในปีก่อนหน้า และมากกว่าที่กลุ่มประเทศอุตสาหก รรมเพาะปลูกได้ 48% ในปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ พื้นที่เพาะปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพในปีที่ผ่านมายังเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนถึง 100 เท่าสู่ระดับ 170 ล้านเฮคตาร์ จาก 1.7 ล้านเฮคตาร์ในปี 2539 ซึ่งเป็นปีที่มีการเพาะปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพในเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรก "สถิติดังกล่าวส่งผลให้พืชเทคโนโลยีชีวภาพเป็นเทคโนโลยีการเพาะปลูกพืชที่ได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วที่สุดในยุคนี้” ไคลฟ์ เจมส์ ผู้เขียนรายงานประจำปี ประธานบริหารและผู้ก่อตั้งองค์การไอซ่ากล่าว

การเพาะปลูกพืชด้วยเทคโนโลยีชีวภาพในประเทศกำลังพัฒนาได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และในที่สุดก็ถึงจุดหักเหด้วยการแซงหน้าประเทศอุตสาหกรรมในปี 2555 นับเป็นความสำเร็จซึ่งครั้งหนึ่งหลายคนเคยคิดว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ นายเจมส์กล่าว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ทั่วโลกเพาะปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน

"การขยายตัวดังกล่าวสวนทางกับการคาดก ารณ์ของนักวิจารณ์ ซึ่งได้เคยประกาศกร้าวก่อนที่จะมีการเพาะปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2539 ว่า พืชเทคโนโลยีชีวภาพเหมาะสำหรับประเทศอุตสาหกรรมเท่านั้น และจะไม่ได้รับการยอมรับและนำไปเพาะปลูกในประเทศกำลังพัฒนา” นายเจมส์กล่าว

รายงานดังกล่าวได้เน้นย้ำให้เห็นว่าประเทศกำลังพัฒนามีความตระหนักมากขึ้นเกี่ยวกับประโยชน์ของการเพาะปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งไม่เพียงแต่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยประหยัดเชื้อเพลิง เวลา และเครื่องจักร ลดการใช้ยาฆ่าแมลง ผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้นและมีวัฏจักรการปลูกเพิ่มขึ้น

ในระหว่างปี 2539-2554 พืชเทคโนโลยีชีวภาพได้ช่วยสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหาร ความยั่งยืน และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ด้วยการเพิ่มมูลค่าผลผลิตพืชเป็น 9.82 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ช่วยให้สภาพแวดล้อมดีขึ้นด้วยการลดการใช้ยาฆ่าแมลงลง 473 ล้านกก. ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ 2.3 หมื่นล้านกก.ในปี 2554 เพียงปีเดียว หรือเทียบเท่ากับการลดจำนวนรถยนต์ บนท้องถนนลงได้ 10.2 ล้านคัน ช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพด้วยการรักษาพื้นที่เพาะปลูกได้ 108.7 ล้านเฮคตาร์ ตลอดจนลดความยากจนด้วยการช่วยเกษตรกรรายเล็กกว่า 15 ล้านคนและสมาชิกครอบครัวของพวกเขารวมกว่า 50 ล้านคน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มประชากรที่ยากจนที่สุดในโลก อย่างไรก็ดี ถึงแม้พืชเทคโนโลยีชีวภาพจะมีความสำคัญ แต่ก็ไม่ใช่ยาสารพัดโลก โดยจะต้องยึดแนวทางการเพาะปลูกที่พึงปฏิบัติ เช่น การปลูกพืชหมุนเวียน และ การบริหารจัดการความต้านทานต่อสารฆ่าแมลง ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับพืชเทคโนโลยีชีวภาพ เนื่องจากไม่ใช่พืชที่ได้จากการเพาะปลูกตามปกติ

การขยายตัวรวดเร็วเป็นประวัติการณ์

เกษตรกรทั่วโลกทำสถิติปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพมากถึง 170.3 ล้านเฮคตาร์ในปี 2555 เพิ่มขึ้น 6% หรือ 10.3 ล้านเฮคตาร์จากปี 2554 ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ของเกษตรกรทั่วโลก อันเนื่องมาจากผลิตภาพและประสิทธิภาพที่สูงขึ้น

"เหตุผลสำคัญที่สุดประการหนึ่งที่สนับสนุนควา มไว้วางใจและความเชื่อมั่นของเกษตรกรในเทคโนโลยีชีวภาพก็คือ พืชเทคโนโลยีชีวภาพให้ประโยชน์ต่อเศรษฐสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างมากมายและยั่งยืน” เจมส์ระบุ

เกษตรกรที่มีทรัพยากรจำกัดได้รับประโยชน์สูงสุด

รายงานขององค์การไอซ่ายังยืนยันด้วยว่า อัตราและขอบเขตของการนำพืชเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ในประเทศกำลังพัฒนานั้นสูงกว่าในประเทศอุตสาหกรรม โดยพืชเทคโนโลยีชีวภาพในประเทศกำลังพัฒนามีอัตราการเติบโตอย่างน้อย 3 เท่าในแง่ของความเร็ว และ 5 เท่าในแง่ของขนาด ที่อัตราส่วน 11% หรือ 8.7 ล้านเฮคตาร์ เมื่อเทียบกับ 3% หรือ 1.6 ล้านเฮคตาร์ในประเทศอุตสาหกรรม

เกษตรกรจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ถึง 17.3 ล้านคนได้ปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพในปี 2555 เพิ่มขึ้น 600,000 คนจากปีก่อนหน้า ซึ่งกว่า 90% ของเกษตรกรเหล่านี้ หรือมากกว่า 15 ล้านคน เป็นเกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนาที่มีทรัพยากรจำกัด "ความไม่มั่นคงทางอาหารทั่วโลก ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นอันเนื่องมาจากราคา อาหารที่สูงจนเกินไปนั้น ถือเป็นความท้าทายใหญ่หลวงที่พืชเทคโนโลยีชีวภาพสามารถช่วยได้” เจมส์ระบุ

ซูดานและคิวบาสร้างประวัติศาสตร์

ซูดานและคิวบาได้เริ่มปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพเป็นครั้งแรกในปีที่แล้ว โดยซูดานได้ปลูกฝ้ายดัดแปลงพันธุกรรม และกลายเป็นประเทศที่ 4 ในทวีปแอฟริกาที่ปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพเชิงพาณิชย์ ต่อจากแอฟริกาใต้ บูร์กินาฟาโซ และอียิปต์

ในขณะเดียวกัน เกษตรกรคิวบาได้เพาะปลูกข้าวโพดเทคโนโลยีชีวภาพพันธุ์ผสมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มเพื่อส่งเสริมระบบนิเวศวิทยาอย่างยั่งยืน และปลอดยาฆ่าแมลง

ประเทศที่เพาะปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพมีจำนวนทั้งสิ้น 28 ประเทศ แบ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนา 20 ประเทศ และประเทศอุตสาหกรรม 8 ประเทศ เทียบกับจำนวน 19 ประเทศและ 10 ประเทศตามลำดับในปี 2554 โดยประมาณ 60% ของประชากรทั่วโลก หรือประมาณ 4 พันล้านคนอาศัยอยู่ใน 28 ประเท ศเหล่านี้

พืชเทคโนโลยีชีวภาพในบราซิลเพิ่มขึ้น 21%

จีน อินเดีย บราซิล อาร์เจนตินา และแอฟริกาใต้ ซึ่งมีประชากรรวมกันประมาณ 40% ของจำนวนประชากรทั่วโลก ได้ปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพ 78.2 ล้านเฮคตาร์ หรือ 46% ของพืชเทคโนโลยีชีวภาพทั่วโลกในปี 2555

บราซิลเป็นเครื่องจักรสำคัญที่ทำให้การปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพทั่วโลกขยายตัวเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันในปี 2555 ตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของประเทศในการเป็นผู้นำระดับโลกด้านการเพาะปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพ โดยบราซิลรั้งอันดับ 2 เป็นรองเพียงสหรัฐ ในเรื่องพื้นที่เพาะปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพ ด้วยพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น 6.3 ล้านเฮคตาร์ หรือ 21% แตะที่ 36.6 ล้านเฮคตาร์ในปี 2555 เมื่อเทียบกับ 30.3 ล้านเฮคตาร์ในปี 2554

ระบบการอนุมัติตามหลักวิทยาศาสตร์ที่รวดเร็วช่วยให้บราซิลสามารถนำเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ได้ในเวลาที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น บรา ซิลเป็นประเทศแรกที่อนุญาตให้มีการเพาะปลูกถั่วเหลืองที่ต้านทานแมลงและยากำจัดวัชพืชในเชิงพาณิชย์ในปี 2556 นายเจมส์ระบุ

อินเดียเพาะปลูกฝ้ายเทคโนโลยีชีวภาพจำนวน 10.8 ล้านเฮคตาร์ หรือคิดเป็นอัตราการยอมรับ 93% ในขณะที่เกษตรกรรายเล็กที่มีทรัพยากรจำกัดในจีนเพาะปลูกฝ้ายเทคโนโลยีชีวภาพ 4.0 ล้านเฮคตาร์ คิดเป็นอัตราส่วน 80%

สหรัฐยังคงเป็นประเทศผู้เพาะปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพรายใหญ่สุดของโลก

สหรัฐยังคงเป็นประเทศผู้นำโดยมีพื้นที่เพาะปลูก 69.5 ล้านเฮคตาร์ ซึ่งคิดเป็นอัตราการยอมรับเฉลี่ย 90% สำหรับพืชทุกชนิด รายงานระบุว่า ภัยแล้งครั้งร้ายแรงในปี 2555 ได้สร้างความเสียหายต่อพืชหลายชนิด โดยการประมาณการครั้งล่าสุดบ่งชี้ว่า ภัยแล้งดังกล่าวส่งผลให้ผลผลิตข้าวโพดเฉลี่ยในปี 2555 ลดลง 21% และผลผลิตถั่วเหลืองเฉลี่ยลดลง 12% เมื่อเทียบกับผลผลิตในปี 2554

ในขณะเดียวกัน แคนาดามีพื ้นที่เพาะปลูกคาโนลา 8.4 ล้านเฮคตาร์ คิดเป็นอัตราการยอมรับ 97.5% ขณะที่ยุโรปเพาะปลูกข้าวโพดเทคโนโลยีชีวภาพสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 129,071 เฮคตาร์ในปี 2555 อย่างไรก็ตาม เยอรมนีและสวีเดนไม่สามารถเพาะปลูกมันฝรั่งเทคโนโลยีชีวภาพ Amflora ต่อไปได้ เนื่องจากมีการยกเลิกการจำหน่าย ด้านโปแลนด์ยุติการปลูกข้าวโพดเทคโนโลยีชีวภาพ เนื่องจากความไม่สอดคล้องด้านกฎระเบียบในการตีความของกฎหมายร่วมกับอียู

ความท้าทายในปัจจุบัน

การขาดระบบการกำกับดูแลที่คุ้มทุนและเวลา ตลอดจนมีความเหมาะสมตามหลักวิทยาศาสตร์ ยังคงเป็นข้อจำกัดที่สำคัญสำหรับการเพาะปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพ โดยเจมส์ระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาขนาดเล็กและยากจนจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลที่มีความรับผิดชอบ เข้มงวด แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ยุ่งยากจนไป

"พืชเทคโนโลยีชีวภาพมีความสำคัญแต่ไม่ใช่ยาสารพัดโรค” เขากล่าวเสริม "การยึดแนวทางการเพาะปลูกที่พึงปฏิบัติ เช่น การปลูกพืชหมุนเวียน และ การบริ หารจัดการความต้านทานต่อสารฆ่าแมลง เป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับพืชเทคโนโลยีชีวภาพ เนื่องจากไม่ใช่พืชที่ได้จากการเพาะปลูกตามปกติ”

สำหรับในระยะใกล้นั้น การเพาะปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพมีแนวโน้มที่ดี เนื่องจากมีการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น ข้าวโพดเทคโนโลยีชีวภาพที่ทนต่อภัยแล้งได้รับอนุญาตให้เพาะปลูกในสหรัฐได้เป็นครั้งแรกในปี 2556 เช่นเดียวกับการปลูกถั่วเหลืองที่มีลักษณะรวมเป็นครั้งแรกในบราซิลและอีกหลายประเทศในอเมริกาใต้ในปี 2556 สำหรับในฟิลิปปินส์นั้น อยู่ในระหว่างการขออนุมัติปลูกข้าวทองที่มีวิตามินเอสูงในปี 2556/2557 ส่วนในอนาคต นายเจมส์ระบุว่า การขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพทั่วโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลง เนื่องจากอัตราการยอมรับของพืชหลักๆในตลาดอิ่มตัว ทั้งในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศอุตสาหกรรม อยู่ในระดับสูงแล้ว

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมหรือบทสรุปผู้บริหารได้ที่ www.isaaa.org

องค์การไอซ่า (International Servi ce for the Acquisition of Agri-Biotech Applications: ISAAA) เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร โดยมีเครือข่ายศูนย์กลางนานาชาติสำหรับแบ่งปันความรู้และการใช้พืชเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อช่วยบรรเทาความหิวโหยและความยากจน ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ไคลฟ์ เจมส์ ประธานและผู้ก่อตั้งองค์การไอซ่า ได้ใช้ชีวิตและ/หรือทำงานในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศในเอเชีย ละตินอเมริกา และแอฟริกา โดยอุทิศตนให้กับงานด้านการวิจัยและพัฒนาทางการเกษตร ซึ่งมุ่งเน้นไปที่พืชเทคโนโลยีชีวภาพและความมั่นคงทางอาหารทั่วโลก

ติดต่อ:
ตัวแทนองค์การไอซ่า
จอห์น ดัทเชอร์ (John Dutcher)
โทร: 515-334-3464
อีเมล: dna@qwestoffice.net



เกี่ยวกับเรา

  • ประวัติ
  • ผู้บริหาร
  • บทบาทหน้าที่
  • วิสัยทัศน์
  • จรรยาบรรณ
  • หน่วยงานภายใน
  • หน่วยงานสื่อ

  • สถานีโทรทัศน์

  • เว็บไซต์สถานีวิทยุโทรทัศน์
    แห่งประเทศไทย
  • ดูโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์

    สถานีวิทยุ

  • เว็บไซต์สถานีวิทยุกระจายเสียง
    แห่งประเทศไทย
  • ฟังวิทยุกรมประชาสัมพันธ์

  • บริการของกรมประชาสัมพันธ์

    line กรมประชาสัมพันธ์
     


    © สงวนลิขสิทธิ์ กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซ.อารีสัมพันธ์ ถ.พระราม 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพ 10400
    โทรศัพท์กลาง : 02-6182323 มหาดไทย:51274 โทรสาร : 02-6182364,02-6182399 E-mail webmaster@prd.go.th
    Facebook Twitter Barcode