กรมประชาสัมพันธ์
TH EN
กรมประชาสัมพันธ์

 


กิจกรรมกรมประชาสัมพันธ์
โครงการสัมมนาหน่วยงานเชื่อมโยงร่วมใช้ประโยชน์ข้อมูลจากฐานข้อมูลทะเบียนกลาง (ศสช./ภาพ,ข่าว)

วันที่ 24 พ.ค. 2560 (จำนวนคนอ่าน 960 คน)
ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศการประชาสัมพันธ์

              สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง จัดโครงการสัมมนาหน่วยงานเชื่อมโยงร่วมใช้ประโยชน์ข้อมูลจากฐานข้อมูลทะเบียนกลาง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๐ โดย นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองอธิบดีกรมการปกครอง เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการสัมมนาฯ ทั้งนี้ พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด รักษาราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ มอบหมายให้ นายนรกิจ ศรัทธา ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศการประชาสัมพันธ์เข้าร่วมสัมมนา เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กทม.
              นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองอธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายที่ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐเชื่อมโยงฐานข้อมูลเข้าหากัน เป้าหมายสุดท้ายคืออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ลดค่าใช้จ่าย ลดขั้นตอนการดำเนินงาน ลดระยะเวลาในการปฏิบัติราชการ รัฐบาลปัจจุบันพยายามจะกำหนดว่า อีก ๒๐ ปีข้างหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีนั้น ต้องพัฒนาประเทศไปสู่ประเทศไทยดิจิทัล หรือ ไทยแลนด์ ๔.๐ หมายความว่ารัฐบาลต้องการให้เรานำเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันมาประยุกต์มาพัฒนาและสร้างนวัตกรรมใหม่ เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง รัฐบาลกำหนดใช้มติ ครม. บังคับว่า ต่อไปนี้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐห้ามเรียกสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประชาชนจากประชาชนผู้มาติดต่อราชการ เหตุที่ต้องมีมติตัวนี้ เพราะทางกรมการปกครอง หวังว่าหน่วยงานต่างๆมาเชื่อมโยงฐานข้อมูลไปใช้ฟรีๆ แต่มีหน่วยงาน มาเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพียง ๑๓๖ หน่วย ทาง คสช. ได้ออกคำสั่งที่ ๒๑ ว่าในการพิจารณาอนุมัติอนุญาตในการประกอบธุรกิจการค้า ข้อ ๑๗ เจตนารมของมาตรานี้ ต้องการให้ทุกหน่วยงานไม่ให้เรียกสำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาทะเบียนบัตรประชาชน เพื่อให้หน่วยงานต่างๆมาเชื่อมโยงข้อมูล เพราะถ้าหน่วยงานเชื่อมโยงฐานข้อมูลแล้ว ก็ไม่ต้องไปเรียกสำเนาจากประชาชน การสัมมนาในครั้งนี้ จึงจัดขึ้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจ รับรู้ รับฟังแล้วไปบอกคนภายในองค์กร ทุกส่วนในทบวง กระทรวง กรม เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน การให้บริการเชื่อมโยงกับภาคเอกชนต้องระมัดระวังเพราะเป็นฐานข้อมูลราชการ ส่วนหน่วยงานราชการเราให้บริการในระบบออนไลน์ ถ้าท่านมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายก็สามารถเชื่อมต่อแบบออนไลน์ ซึ่งมีการอัพเดตข้อมูล แต่ภาคเอกชนมีข้อกฎหมายไปไม่ถึง การเชื่อมใช้ข้อมูลจึงจำกัดและไม่ขัดต่อกฎหมาย ให้เชื่อมใช้แบบออฟไลน์ คือหน้าบัตรประจำตัวประชาชนเป็นอย่างไร ก็แสดงผลข้อมูลแบบนั้น ข้อมูลไม่อัพเดต สมมุติว่าตัวเราอยู่จังหวัด นนทบุรี ตอนออกบัตร ไปธนาคารจะไปเปิดบัญชี ธนาคารขอบัตรประชาชน เราต้องให้บัตรเพื่อใช้เปิดบัญชี ธนาคารจะมีเครื่องอ่านบัตร อ่านบัตรผ่านโปรแกรมของกรมการปกครอง ข้อมูลที่อยู่ในบัตรที่ปรากฏในหน้าจอของธนาคารก็คือข้อมูลหน้าบัตรนั่นเอง แทนที่จะถ่ายสำเนา ก็มาขึ้นที่หน้าจอแทน สาเหตุที่บอกออฟไลน์ เพราะ ถ้าตัวเราตอนนี้อยู่เชียงใหม่ แต่ตอนทำบัตรอยู่นนทบุรี ฐานข้อมูลที่แสดงหน้าจอธนาคารคือข้อมูลที่หน้าบัตร ซึ่งธนาคารก็จะรู้ว่าอยู่นนทบุรี ซึ่งต่างกับออนไลน์ ย้ายไปที่ไหนจะรู้ได้หมดว่าปัจจุบันตัวเราอยู่ที่ไหน ทำให้ส่วนราชการได้ประโยชน์อย่างมาก รัฐบาลจึงอยากให้ส่วนราชการหน่วยงานของรัฐทั้งหมดมาเชื่อมใช้ฐานข้อมูล เพราะกฎหมายเปิด และลดภาระงาน 
              ตัวอย่าง กรมสรรพากร ประชาชนยื่นเสียภาษีผ่านทางคอมพิวเตอร์ เข้าไปเว็บไซต์กรมสรรพากร ทำตามขั้นตอน กรอกข้อมูล ถ้าข้อมูลที่กรอกเป็นเท็จ ทางกรมสรรพากรเข้ามาตรวจสอบย้อนหลัง พบว่าไม่เป็นความจริงตามที่กรอก ถือว่านำข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แจ้งความเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และความผิดอีกหลายอย่าง ภาคประชาชนต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง ทำให้กรมสรรพากรลดปัญหาการจ้างพนักงาน และการกรอกข้อมูล ช่วยลดปัญหาการโทษกันไปมาระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน ประโยชน์ที่ประชาชนได้รับในการกรอกข้อมูลด้วยตนเองคือประชาชนได้รับการฝึกฝนที่จะต้องเรียนรู้เทคโนโลยี ระบบไม่มีการโกหก ในการทำโปรแกรมต้องมีฝ่ายเทคนิคคนเขียนโปรแกรม ฝ่ายกฎหมายต้องรู้ว่ากระบวนการเสียภาษีมีกระบวนขั้นตอนการลดหย่อนอย่างไร เพื่อแจ้งฝ่ายเทคนิคเขียนโปรแกรม และฝ่ายอำนวยการทำให้ระบบปลอดภัยใช้ได้จริง เพราะฉะนั้นทุกหน่วยต้องทำ ๓ มิติ เพื่อให้เห็นต้นแบบอย่างกรมสรรพากร นำมาประยุกต์เพื่อให้การทำงานของหน่วยงานท่านทันสมัยเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล อีกกรณีตัวอย่าง e-Passport กรมการกงสุล เชื่อใช้ประโยชน์จากกรมการปกครองเป็นเวลานานแล้ว เป็นองค์กรต้นแบบตัวอย่างให้ได้เห็นว่า e-Passport ดีอย่างไร สมัยก่อนทำ Passport ชื่อไม่ตรง ข้อมูลไม่ถูก ทำให้เกิดความวุ่นวาย ปัจจุบันเชื่อมฐานข้อมูลกับกรมการปกครอง ในบัตรมีชื่อภาษาอังกฤษพอเสียบเครื่องอ่านบัตร ข้อมูลจะแสดงบนหน้าจอตามหน้าบัตรประชาชน ทำให้บัตรประชาชนกับ e-Passport ตรงกัน ไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์ข้อมูล และรวดเร็วในการให้บริการ
              รัฐบาลต้องการให้ทุกหน่วยงานเชื่อมใช้ฐานข้อมูลบัตรประชาชนและทะเบียนราษฎร์ก่อน ข้อใช้กับกรมการปกครอง ต่อมาทุกหน่วยต้องไปทำฐานข้อมูลของแต่ละส่วนราชการของตัวเอง ทำให้เป็นระบบเดียวกัน โดยเข้ามาคุยกับสำนักทะเบียนว่าจะต้องใช้ระบบอะไร โปรแกรมอะไรที่เข้ากันกับเลข ๑๓ หลัก เพื่อจะดึงฐานข้อมูล ขั้นตอนต่อมา เชื่อมใช้โดยทางกรมการปกครองจะโยงส่วนราชการทั้งหมดให้มาเจอกัน
              รัฐบาลนำระบบ พร้อมเพย์ e payment มาใช้โดยใช้เลขเบอร์มือถือหรือบัตรประชาชนผูกกับบัญชีธนาคาร กระบวนการเบิกจ่ายเงินต้องใช้เลข ๑๓ หลัก หรือเลขเบอร์มือถือในการขึ้นทะเบียน ทุกวันนี้ใครซื้อมือถือหรือเปิดใช้จะต้องลงทะเบียนเลข ๑๓ หลักตามบัตรประชาชนทันที เป็นการเชื่อมโยงข้อมูล เวลาทำนิติกรรมกับทางราชการ ยื่นคำร้องเสร็จ จ่ายค่าธรรมเนียม ขบวนการเสร็จเรียบร้อย โดยไม่ต้องผ่านเจ้าหน้าที่
              ดังนั้น การสัมมนาจัดขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและหาแนวทางในการเชื่อมโยงข้อมูลให้มีประสิทธิภาพในด้านการให้บริการงานทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐตามแนวทางบูรณการฐานข้อมูลประชาชนและการบริการภาครัฐ พร้อมรับฟังปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะ ตลอดจนแลกเปลี่ยนเทคนิค วิธีการ เพื่อให้หน่วยงานสามารถบูรณาการการใช้ประโยชน์ข้อมูลร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ชมภาพทั้งหมดได้ที่ http://bit.ly/2qbFYbU
ศสช./ภาพ,ข่าว
๒๔ พ.ค. ๖๐




เกี่ยวกับเรา

  • ประวัติ
  • ผู้บริหาร
  • บทบาทหน้าที่
  • วิสัยทัศน์
  • จรรยาบรรณ
  • หน่วยงานภายใน
  • หน่วยงานสื่อ

  • สถานีโทรทัศน์

  • เว็บไซต์สถานีวิทยุโทรทัศน์
    แห่งประเทศไทย
  • ดูโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์

    สถานีวิทยุ

  • เว็บไซต์สถานีวิทยุกระจายเสียง
    แห่งประเทศไทย
  • ฟังวิทยุกรมประชาสัมพันธ์

  • บริการของกรมประชาสัมพันธ์

    line กรมประชาสัมพันธ์
     


    © สงวนลิขสิทธิ์ กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซ.อารีสัมพันธ์ ถ.พระราม 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพ 10400
    โทรศัพท์กลาง : 02-6182323 มหาดไทย:51274 โทรสาร : 02-6182364,02-6182399 E-mail webmaster@prd.go.th
    Facebook Twitter Barcode