กรมประชาสัมพันธ์
TH EN
กรมประชาสัมพันธ์

 


ข่าวฝาก >> กิจกรรม
บทความเรื่อง การพัฒนาศักยภาพองค์กรชุมชนด้านสาธารณสุข

วันที่ 4 เม.ย. 2559 )
ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย
 

  องค์กรชุมชน หรือองค์กรพัฒนาเอกชน หรือบางคนนิยมเรียกว่า เอ็นจีโอ (Non-Governmental Organization, NGO) เป็นเครือข่ายองค์กรที่ไม่ใช่ภาครัฐ ที่ไม่ใช่ภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งดำเนินการโดยภาคประชาชน หรือภาคประชาสังคม ที่อาศัยอยู่ตามท้องถิ่น หรือจังหวัดต่างๆ  เพื่อดำเนินการ  สนับสนุน หรือสอดส่องการดำเนินการของภาคอื่นๆ ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน ที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่น ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม เพื่อพิทักษ์สิทธิ และผลประโยชน์ของชุมชน หรือผลประโยชน์ของกลุ่มประชากรที่เขาเป็นตัวแทนอยู่

 องค์กรชุมชนที่กล่าวถึงนี้มีหลากหลายรูปแบบ หรือหลากหลายการทำงาน บางองค์กรอาจมุ่งความสนใจในการพัฒนาอาชีพ หรือพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนในท้องถิ่น  บางองค์กรอาจสนใจในสภาพแวดล้อม เช่นป่าไม้ หรือแหล่งน้ำ บางองค์กรอาจสนใจในด้านสิทธิมนุษยชน และความเป็นธรรมในสังคม และบางองค์กรก็จะสนใจในด้านสาธารณสุข หรือการพัฒนาสุขภาพ เช่น เอดส์ ยาเสพติด การเพิ่มของประชากร  หรือโรคผู้สูงอายุ เป็นต้น

  ผู้ที่ทำงานในองค์กรเอกชนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนท้องถิ่น หรือเป็นคนที่มีพื้นเพหรือพื้นฐานเดียวกันกับกลุ่มประชากรที่เขาเข้าไปทำงานด้วย เพื่อจะได้มีความเข้าใจในปัญหา และสามารถเข้าถึงกลุ่มประชากรที่เข้าไปทำงานด้วยได้ง่ายขึ้น เช่น เจ้าหน้าที่ขององค์กรเอกชนที่ทำงานกับกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายก็มักจะเป็นชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย เจ้าหน้าที่ที่ทำงานกับกลุ่มติดยาเสพติดก็มักจะเป็นผู้ที่เคยติดยาเสพติดเดิม  เจ้าหน้าที่ชุมชนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะไม่ได้จบการศึกษาเฉพาะทางที่เกี่ยวข้องกับงานขององค์กรมา เช่นไม่ได้จบแพทย์ พยาบาล หรือ นักสังคมศาสตร์  แต่ด้วยความสนใจและฝึกฝนตนเอง เรียนรู้จากประสบการณ์ ทำให้เขาสามารถทำงานหลายๆอย่างที่เกี่ยวข้องได้

  ด้วยใจที่เต็มร้อย เจ้าหน้าที่เหล่านี้จะพยายามเรียนรู้ เก็บเกี่ยว และเพิ่มพูนประสบการณ์จากการทำงาน แต่ทุนรอนที่จะทำงานนี่สิหายากกว่า เจ้าหน้าที่เหล่านี้ไม่ใช่อาสาสมัครไฮโซ ที่มีทุนทรัพย์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แม้จะมีจิตอาสา แต่ก็ต้องเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว ดังนั้น จึงต้องมีเงินเดือน ประเทศไทยยังไม่คุ้นกับการเอาเงินหลวงมาจ่ายเป็นเงินเดือนของเอ็นจีโอ เพราะยังกลัวๆอยู่ว่าจ่ายไปแล้วเดี๋ยวเขากลับไปอยู่คนละข้างกับเรา หรือกลับมาด่าหรือต่อว่าเรา เอ็นจีโอจึงต้องหันไปพึ่งเงินบริจาค แต่หาเศรษฐีไทยที่สนใจงานเอ็นจีโอก็หายากอยู่ สุดท้ายก็ต้องดิ้นรนทำโครงการเพื่อขอเงินสนับสนุนจากภาครัฐบ้าง กึ่งภาครัฐบ้าง เช่น สสส. สปสช. กองสลาก ฯลฯ หรือบางครั้งต้องไปขอเงินจากองค์กรต่างประเทศ เลยทำให้ถูกดูถูกว่าถูกฝรั่งจ้างมา

  ในที่นี้จะขอพูดถึงองค์กรเอกชนที่ทำงานด้านเอดส์ของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรที่ทำงานด้านการป้องกันและดูแลผู้ติดเชื้อเอดส์ในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และสาวประเภทสอง  เฉพาะแวดวงเล็กๆนี้ก็มีเอ็นจีโอที่ทำงานด้านนี้อยู่ทั่วประเทศเกือบ 100 องค์กร ขอยกตัวอย่างชื่อองค์กรใหญ่ๆก็เช่น สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย  มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ ("สวิง” หรือ S ervice Worker In Group) มูลนิธิ SISTERS พัทยา  องค์กร  CAREMAT และมูลนิธิ M-PLUS ที่เชียงใหม่ เป็นต้น แต่ละองค์กรก็ยังมีสาขาในอีกหลายๆจังหวัด  โดยมีสำนักงานและศูนย์สุขภาพชุมชน (Drop-in center) เพื่อให้สมาชิกเข้ามาทำกิจกรรม หรือใช้บริการ สอบถามข้อมูล และความรู้เกี่ยวกับการป้องกันและดูแลรักษาเอดส์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตลอดถึงการแจกจ่ายถุงยางอนามัย และปรึกษาปัญหาข้อกฎหมายต่างๆ

 เอ็นจีโอที่ทำงานด้านเอดส์เหล่านี้บางแห่งถือกำเนิดมาเกือบ 20 ปีแล้ว บางแห่งก็เพิ่งดำเนินการมาได้ 8-10 ปี ตั้งแต่กองทุนโลกด้านเอดส์ฯเข้ามาช่วยประเทศไทย  มีงบประมาณให้องค์กรเอกชนดำเนินกิจกรรมในกลุ่มเป้าหมาย ต่อมาก็มีองค์กรของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เช่น  USAID และ  CDC มาให้การสนับสนุนบ้าง โดยกิจกรรมส่วนใหญ่ในอดีตก็คือการให้เจ้าหน้าที่ขององค์กรเหล่านี้เข้าไปหากลุ่มเป้าหมายตามชุมชนต่างๆที่เขาคุ้นเคยหรือเป็นสมาชิกอยู่  ให้ความรู้ในการป้องกันเอดส์ แจกถุงยางอนามัย ชักชวนให้เขาไปตรวจเอดส์ในโรงพยาบาล มีบางแห่ง เช่นกลุ่มสวิงที่พัทยาก็จัดบริการให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของเมืองพัทยาเข้ามาให้บริการตรวจเอดส์ในศูนย์ของเขา

  ตั้งแต่กลางปี 2558  ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดยการสนับสนุนจาก USAID / PEPFAR ได้ร่วมกันทำโครงการตรวจเร็ว รักษาเร็ว ร่วมกับการให้ยาป้องกันการติดเชื้อก่อนการสัมผัสเชื้อ (เพร็พ) ในกลุ่มประชากรชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และสาวประเภทสอง ซึ่งดำเนินการโดยองค์กรเอกชนที่ศูนย์สุขภาพชุมชน (drop-in center) ในหลายจังหวัด ซึ่งดำเนินการโดยสมาคมฟ้าสีรุ้งในกทม. และ หาดใหญ่  มูลนิธิสวิงในกทม. และ พัทยา มูลนิธิ SISTER ในพัทยา และมูลนิธิ CAREMAT ในเชียงใหม่  โครงการตรวจเร็ว รักษาเร็ว และ เพร็พในชุมชนทำควบคู่ไปกับบริการแบบเดียวกันในสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาล เพื่อการศึกษาเปรียบเทียบ

  เจ้าหน้าที่ขององค์กรเอกชนเหล่านี้จะได้รับการฝึกอบรม และฝึกปฏิบัติอย่างละเอียดจากเจ้าหน้าที่ชำนาญการของศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ทั้งเรื่องการให้คำปรึกษาแนะนำ  การเจาะเลือดปลายนิ้วเพื่อตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี  การตรวจหาระดับภูมิคุ้มกัน (ซีดี-4 ) ด้วยเครื่องชนิดพกพา (Point-of-care CD4) ที่มีอยู่ที่ศูนย์ชุมชน การตรวจคัดกรองและการรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  ความก้าวหน้าใหม่ๆด้านการรักษา และการป้องกันเอชไอวี  รวมทั้งการใช้ยาเพร็พเพื่อป้องกันการติดเชื้อ นอกจากนี้ ยังได้รับการอบรมขบวนการในการบันทึกข้อมูลที่ได้มาตรฐานสากล (Good Clinical Practice) เพื่อรับประกันคุณภาพของข้อมูลที่เก็บบันทึก และรับการตรวจสอบจากบุคคลภายนอก หลังจากรับการฝึกทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น จากศูนย์วิจัยโรคเอดส์ที่กรุงเทพฯแล้ว  เจ้าหน้าที่จากศูนย์วิจัยฯยังไปติวเข้มที่ศูนย์สุขภาพชุมชน ตั้งแต่เริ่มทดลองขั้นตอนการให้บริการและการปฏิบัติจริง จนมีความเข้าใจและมีการปฏิบัติที่ถูกต้องจึงจะได้รับการปล่อยให้ลงมือปฏิบัติจริงในการให้บริการปรึกษาและตรวจหาการติดเชื้อผู้ที่มาขอรับบริการที่ศูนย์สุขภาพชุมชน

  ในระหว่างที่ให้บริการศูนย์สุขภาพชุมชนจะมีการส่งข้อมูลที่บันทึกและตัวอย่างเลือดที่ตรวจโดยเจ้าหน้าที่ชุมชนกลับมาที่กรุงเทพฯเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง และจะมีเจ้าหน้าที่ของศูนย์วิจัยโรคเอดส์ฯลงไปตรวจเยี่ยม เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆเป็นระยะๆอย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้โรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่จะคอยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับศูนย์สุขภาพชุมชนเหล่านี้ ทั้งด้านควบคุมคุณภาพ ช่วยเหลือเรื่องน้ำยาตรวจ ดูแลรักษาผู้ติดเชื้อที่ตรวจพบที่ศูนย์สุขภาพชุมชน ตลอดจนถึงปัญหาสุขภาพอื่นๆ

  ศูนย์ชุมชนแห่งแรกที่เปิดให้บริการให้คำปรึกษาและตรวจเอชไอวีโดยเจ้าหน้าที่ชุมชนคือศูนย์สวิงที่กรุงเทพฯ เปิดให้บริการวันที่ 6 พฤษภาคม 2558 และทยอยเปิดต่อๆกันมาจนครบทุกศูนย์เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 ที่ศูนย์สุขภาพสมาคมฟ้าสีรุ้งที่หาดใหญ่ ตลอดระยะเวลา 10 เดือนที่ผ่านมาปรากฏว่าศูนย์สุขภาพชุมชนได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายอย่างดี มีชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และสาวประเภทสองมาขอรับการปรึกษาและตรวจเอดส์รวมแล้วถึง 1,569 คน จนถึงเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2559 โดยตรวจพบผู้ติดเชื้อ 269 คน คิดเป็นร้อยละ 17

  ส่วนการให้ยาเพร็พที่ศูนย์สุขภาพชุมชนเริ่มเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2558 โดยจำกัดเพียง 4 ศูนย์ในกทม. และ พัทยา ปรากฏว่าในระยะ 3 เดือนที่ผ่านมามีชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและสาวประเภทสองที่ตรวจแล้วไม่พบว่ามีการติดเชื้อเอชไอวี แต่คิดว่าตัวเองมีความเสี่ยงสูงสนใจเข้าโครงการเพร็พ 302 คน และเริ่มต้นกินยาเพร็พไปแล้ว 164 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 54 ที่เริ่มกินยาเพร็พ

  จากการวิเคราะห์ข้อมูลของชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและสาวประเภทสองที่มารับบริการที่ศูนย์สุขภาพชุมชน พบว่ามีความแตกต่างจากคนที่มารับบริการที่โรงพยาบาลของรัฐ หรือที่คลีนิคนิรนาม ของสภากาชาดไทย  โดยพบว่าเป็นกลุ่มที่มีระดับการศึกษาและรายได้ต่ำกว่า และมีพฤติกรรมที่เสี่ยงกว่า จึงอาจเป็นคนละกลุ่มกับคนที่ไปใช้บริการที่โรงพยาบาล ดังนั้น การมีบริการตรวจเอดส์ที่ศูนย์สุขภาพชุมชนจึงไม่เป็นการซ้ำซ้อนกับบริการภาครัฐ แต่เสริมความพยายามภาครัฐที่จะเข้าถึงกลุ่มประชากรเป้าหมายให้มากที่สุด เพื่อจะได้ยุติปัญหาเอดส์ได้เร็วขึ้น

  ในปัจจุบัน ยังไม่มีมาตรการภาครัฐที่จะรองรับการดำเนินงานขององค์กรเอกชนที่จะช่วย หรือเสริมรัฐในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์อย่างยั่งยืน เช่น ยังไม่มีช่องทางในการกระจายงบประมาณของรัฐลงมาสู่องค์กรเอกชนโดยตรง ยังไม่มีการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมายว่าศูนย์ชุมชนสามารถตรวจเอดส์หรือจ่ายยาเพร็พให้ผู้มารับบริการได้ จึงยังต้องมีการปรึกษาหารือในระหว่างหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์ผลได้ ผลเสีย หลักสูตรการฝึกอบรม เกณฑ์การประเมินคุณภาพ และการพัฒนาคุณภาพของผู้ให้บริการอย่างต่อเนื่อง  เพื่อให้การรับรองการดำเนินงานของศูนย์ชุมชนตามขอบข่ายที่กำหนด ถ้าทำได้เช่นนี้ องค์กรเอกชนก็จะสามารถรับค่าบริการจากภาครัฐได้ สามารถตั้งตัวได้ และสามารถได้ยาเพร็พจากภาครัฐมาจ่ายให้กับกลุ่มเป้าหมายได้

  การผ่องถ่ายภาระงานด้านสาธารณสุขจากบุคลากรทางการแพทย์ไปสู่เจ้าหน้าที่ในชุมชนที่ได้รับการฝึกอบรมอย่างดีเป็นสิ่งที่องค์การอนามัยโลก และโครงการเอดส์สหประชาชาติกำลังผลักดันอยู่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เพราะมีบทเรียนความสำเร็จจากหลายประเทศในอัฟริกา และแม้ประเทศที่พัฒนาแล้ว ศูนย์สุขภาพชุมชนที่ดำเนินการโดยชุมชนก็มีความสำคัญต่อการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของชุมชน เพราะอย่างที่กล่าวแล้ว กลุ่มเป้าหมายของคนที่เลือกเข้ารับบริการที่ศูนย์สุขภาพชุมชนไม่ค่อยเหมือนกับคนที่เลือกเข้ารับบริการที่คลินิก หรือโรงพยาบาล และศูนย์สุขภาพชุมชนเหล่านี้ไม่ใช่จะมีประโยชน์เฉพาะด้านเอดส์ด้านเดียว ต่อไปอาจขยายไปถึงการดูแลสุขภาพของคนไข้เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือคนชรา เป็นต้น โดยจะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า ที่เรียกว่า SDG หรือ Sustainable Development Goal ที่ประเทศไทยก็ร่วมลงนามด้วย

  ในการประชุมผู้นำระดับสูงของการประชุมใหญ่ของสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องเอดส์ที่มีขึ้นทุก 5 ปี ในวันที่ 8-10 มิถุนายน ปีนี้ที่นครนิวยอร์ค  ซึ่งนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมด้วย จะมีการหยิบยกข้อเสนอของสหภาพอัฟริกาที่เสนอให้รัฐบาลต่างๆนำเรื่องการผ่องถ่ายภาระงานด้านสาธารณสุขจากบุคลากรทางการแพทย์ไปสู่เจ้าหน้าที่ชุมชนขึ้นมาพิจารณาและรับเป็นปฏิญญาร่วม โดยที่รัฐจะต้องมีนโยบายและมาตรการสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าวของชุมชน เช่น มีขบวนการฝึกอบรม และพัฒนาคุณภาพอย่างดี มีการรับรองคุณภาพและการบริการ  และมีขบวนการในการเบิกจ่ายเงินค่าให้บริการแก่องค์กรชุมชน เป็นต้น

  พัฒนาการทำงานขององค์กรชุมชน และแนวโน้มความคาดหวังของชุมชนโลกต่อการทำงานด้านสาธารณสุขขององค์กรชุมชนตามที่ยกมากล่าวนี้ต้องการจะเล่าสู่กันฟังว่าตอนนี้องค์กรเอกชน หรือเอ็นจีโอ ได้พัฒนา หรือก้าวหน้าไปอีกระดับหนึ่ง จะขอยกคำกล่าวของคุณสุรางค์ จันทร์แย้ม เจ้าแม่ขององค์กรชุมชน ซึ่งเป็นผู้อำนวยการของมูลนิธิสวิง ที่เคยพูดไว้ในที่เวทีการประชุมแห่งหนึ่งว่า "รู้สึกภูมิใจที่ตอนนี้ตัวเองและน้องๆ สามารถก้าวออกมาจากการที่เดิมเป็นผู้รับบริการ มาเป็นผู้ให้บริการ สามารถทำประโยชน์แก่กลุ่มพี่น้องตัวเองได้ รู้สึกมีคุณค่า และยิ่งตอนนี้ ไม่ใช่เพียงแต่ไปหาหญิงหรือชายบริการ ให้ความรู้ด้านเอดส์ แจกถุงยางอนามัย แนะนำให้ไปตรวจเอดส์ที่โรงพยาบาล แต่ยังสามารถให้บริการตรวจเอดส์ได้ ตรวจ CD4 ได้ในศูนย์ของสวิง และจ่ายยาเพร็พได้ ทำโครงการศึกษาวิจัยได้  ทำให้ทุกคนที่ทำงานรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าขึ้น ไม่คิดว่าตัวเองซึ่งเคยเป็นพนักงานบริการสามารถใส่เสื้อกาวน์สีขาว ให้บริการกับเพื่อนๆได้ถึงขนาดนี้”

  ทุกท่านที่อ่านบทความนี้แล้ว ท่านอยากทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องคนไทยของเราบ้างครับ? โอกาสยังเปิดรับท่านอยู่ครับ

 

ศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค 

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย

18 มีนาคม 2559




เกี่ยวกับเรา

  • ประวัติ
  • ผู้บริหาร
  • บทบาทหน้าที่
  • วิสัยทัศน์
  • จรรยาบรรณ
  • หน่วยงานภายใน
  • หน่วยงานสื่อ

  • สถานีโทรทัศน์

  • เว็บไซต์สถานีวิทยุโทรทัศน์
    แห่งประเทศไทย
  • ดูโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์

    สถานีวิทยุ

  • เว็บไซต์สถานีวิทยุกระจายเสียง
    แห่งประเทศไทย
  • ฟังวิทยุกรมประชาสัมพันธ์

  • บริการของกรมประชาสัมพันธ์

    line กรมประชาสัมพันธ์
     


    © สงวนลิขสิทธิ์ กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซ.อารีสัมพันธ์ ถ.พระราม 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพ 10400
    โทรศัพท์กลาง : 02-6182323 มหาดไทย:51274 โทรสาร : 02-6182364,02-6182399 E-mail webmaster@prd.go.th
    Facebook Twitter Barcode