กรมประชาสัมพันธ์
TH EN
กรมประชาสัมพันธ์

 


ข่าวฝาก >> กิจกรรม
ผู้ทรงคุณวุฒิ สธ.ชี้!!"โรคคอตีบ" รู้ทัน ป้องกันและรักษาได้

วันที่ 5 พ.ย. 2555 )
 
จากที่มีข่าวออกมาว่าประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหาการระบาดหนักของโรคคอตีบอาจสร้างความตระหนกตกใจให้กับประชาชนหลายๆท่าน ประเด็นนี้นายแพทย์ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิระดับ 11 กระทรวงสาธารณสุขได้ให้ความรู้ความเข้าใจว่า จริงๆแล้ว "โรคคอตีบ” หรือ "ดิพทีเรีย”เป็นโรคที่เกิดมาก่อนและมีมานานแล้วและไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย ในอดีตโรคนี้ก็เคยเกิดการระบาดใหญ่มาแล้วหลายครั้งในหลายๆประเทศ จนกระทั่งในช่วง 40 กว่าปีที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาวัคซีนโรคคอตีบจนสามารถควบคุมโรคคอตีบได้ในระดับหนึ่ง แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการพบผู้ป่วยโรคคอตีบประปรายในบางจังหวัดของพื้นที่ชายแดนใต้ และปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยโรคคอตีบในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ป่วยโรคคอตีบที่พบครั้งนี้ ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับคนที่มีอายุระหว่าง 10-15 ปีซึ่งมีมากถึง 25-29% ของผู้ป่วยทั้งหมด สาเหตุที่ทำให้"โรคคอตีบ” กลับมาเกิดขึ้นได้อีก ก็เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรค คือไม่เคยฉีดวัคซีนคอตีบมาก่อน หรือถ้าเป็นผู้ที่เคยฉีดวัคซีนแต่จะฉีดไม่ครบและไม่ไปรับการกระตุ้นซ้ำทุก 10 ปี ซึ่งจะทำให้ภูมิคุ้มกันต่อโรคลดต่ำลง ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการเคลื่อนไหวและการเดินทางเข้าออกของแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่ได้รับการฉัดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบทำให้ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรค จึงเป็นได้ทั้งผู้รับเชื้อและผู้แพร่เชื้อ เนื่องจาก"โรคคอตีบ”เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ ที่ติดต่อกันได้โดยตรงจากการไอ จามรดกัน หรือพูดคุยในระยะใกล้ชิด เชื้อจะเข้าสู่ผู้สัมผัสทางปากหรือทางการหายใจ บางครั้งอาจติดต่อกันได้โดยการใช้ภาชนะร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อน หรือ การดูดอมของเล่นร่วมกันในเด็กเล็ก ซึ่งเชื้อนี้จะพบอยู่ในจมูกหรือลำคอของผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อ และจะทำให้เกิดการอักเสบ มีแผ่นเยื่อเกิดขึ้นในลำคอในรายที่รุนแรงจะมีการตีบตันของทางเดินหายใจ จึงได้ชื่อว่าโรคคอตีบ และจากพิษ (exotoxin)ของเชื้อจะทำให้มีอันตรายต่อกล้ามเนื้อหัวใจ และเส้นประสาทส่วนปลายซึ่งถ้าเป็นรุนแรงจะทำให้ถึงตายได้ ส่วนการกลับมาของ"โรคคอตีบ”ในครั้งนี้ นายแพทย์ทวีได้ให้ความเห็นว่าถือเป็นสัญญาณเตือนให้เราทุกคนได้หันมาตระหนักในการป้องกันควบคุมโรคนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการล้อมกรอบควบคุมโรคให้หมดไปจากพื้นที่ที่พบว่ามีผู้ป่วย เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโรคไปยังพื้นที่อื่นๆให้ได้โดยเร็ว โดยมุ่งเป้าไปที่พื้นที่เสี่ยงคือพื้นที่ตามแนวชายแดนของประเทศ และพื้นที่ที่เคยเกิดการระบาดของโรค คนกลุ่มเสี่ยงต่อโรคซึ่งก็คือเด็กเล็กและผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปที่ยังไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันคอตีบมาก่อน "การฉีดวัคซีนป้องกันคอตีบ”จึงเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันควบคุมโรค เพื่อช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อสู้กับโรคคอตีบได้ ในเด็กทั่วไปต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันคอตีบตามตารางการแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข คือ 5 ครั้ง เมื่ออายุ 2, 4, 6 และ 18 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่ออายุ 4 ปี ส่วนหญิงตั้งครรภ์ ผู้หญิงเพิ่งคลอดลูกที่ต้องดูแลทารกหลังคลอด และผู้ที่เสี่ยงที่ไม่เคยฉีดวัคซีนนี้มาก่อน ควรรับวัคซีนป้องกันคอตีบสำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่ (dT) โดยต้องฉีดตามคำแนะนำของแพทย์ และฉีดกระตุ้นทุก 10 ปี เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน "สำหรับประชาชนทั่วไปหรือผู้ที่เดินทางไปท่องเที่ยวในพื้นที่ตามแนวชายแดน ต้องรู้จักการป้องกันตนเอง ด้วยการมีสุขนิสัยที่ดีในการป้องกันโรค คือ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด หรือสถานที่ที่มีการแพร่ระบาดของโรค ผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัดควรสวมหน้ากากอนามัย รวมถึงรู้จักสังเกตอาการผิดปกติของตัวเองและคนใกล้ชิด เช่น มีอาการไข้ต่ำๆ มีอาการคล้ายหวัดในระยะแรก มีอาการไอเสียงก้อง เจ็บคอ เบื่ออาหาร ในเด็กโตอาจจะบ่นเจ็บคอคล้ายกับคออักเสบ บางรายอาจจะพบต่อมน้ำเหลืองที่คอโตด้วย เมื่อตรวจดูในคอพบแผ่นเยื่อสีขาวปนเทาติดแน่นอยู่บริเวณทอนซิล และบริเวณลิ้นไก่ ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นโรคคอตีบต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับการรักษาโดยเร็วและควรติดตามสถานการณ์โรคในพื้นที่และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด โรคคอตีบถึงแม้จะน่ากลัว แต่ถ้าเรารู้ทันก็สามารถป้องและรักษาให้หายได้” นายแพทย์ทวีกล่าว ดูข่าวโรคและภัยสุขภาพย้อนหลังที่เว็ปไซต์ http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/

ติดตามข่าวจากเรา สุขภาพดีแน่นอน
ข้อความหลัก " รู้เร็ว รู้ทัน ป้องกันคอตีบได้ ด้วยวัคซีน และเลี่ยงสัมผัสโรค "

กลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค ห่วงใย อยากเห็นคนไทยมีสุขภาพดี



เกี่ยวกับเรา

  • ประวัติ
  • ผู้บริหาร
  • บทบาทหน้าที่
  • วิสัยทัศน์
  • จรรยาบรรณ
  • หน่วยงานภายใน
  • หน่วยงานสื่อ

  • สถานีโทรทัศน์

  • เว็บไซต์สถานีวิทยุโทรทัศน์
    แห่งประเทศไทย
  • ดูโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์

    สถานีวิทยุ

  • เว็บไซต์สถานีวิทยุกระจายเสียง
    แห่งประเทศไทย
  • ฟังวิทยุกรมประชาสัมพันธ์

  • บริการของกรมประชาสัมพันธ์

    line กรมประชาสัมพันธ์
     


    © สงวนลิขสิทธิ์ กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซ.อารีสัมพันธ์ ถ.พระราม 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพ 10400
    โทรศัพท์กลาง : 02-6182323 มหาดไทย:51274 โทรสาร : 02-6182364,02-6182399 E-mail webmaster@prd.go.th
    Facebook Twitter Barcode